ประเทศไทยได้นำเสนอ โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-เศรษฐกิจชีวภาพ, Circular-เศรษฐกิจหมุนเวียน, Green-เศรษฐกิจสีเขียว) บนเวทีการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ( APEC 2022 ) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการเติบโตของประเทศ และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก
รู้จัก “คาร์บอนเครดิต”
“คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) เป็นหนึ่งในมาตรการที่ไทยใช้เป็นเครื่องมือการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามโมเดล BCG โดยตลาดซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ในประเทศไทยตลาดคาร์บอนถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558-2593

ปัจจุบัน การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยมีการดำเนินการผ่านโครงการชดเชยคาร์บอน (T-COP) ซึ่งพัฒนาโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือกกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ทำกิจกรรมชดเชย การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างอุปสงค์คาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ( T-VER)
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต 2 แบบคือ 1. การซื้อขายแบบทางการ โดยประเทศไทยได้ร่วมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 เข้าร่วมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยอยู่ในกลุ่มของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสามารถได้รับคาร์บอนเครดิตจากการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการกลไกการพัฒนา ที่สะอาด (CDM) โดยมีองค์กรกลาง เป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐาน (Cers) ก่อนจึงจะสามารถนับเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งคาร์บอนเครดิตนี้จะทำหน้าที่คล้ายกับสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถซื้อขายผ่านตลาดคาร์บอน

2. การซื้อขายแบบสมัครใจ (VCM) เป็นตลาดซื้อและขายการออกใบรับรองคาร์บอนเครดิตของตลาดแบบสมัครใจ (VERs) ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการที่ดำเนินการโดยสมัครใจที่ได้รับการรับรองแล้วโดยหน่วยงานที่ออกมาตรฐาน เช่น Gold Standard, VSC อยู่นอกเหนือคาร์บอนเครดิตของ UNFCCCส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมีความยืดหยุ่นมากกว่าและใช้ต้นทุน สำหรับประเทศไทยองค์กรที่รับรองคือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือกกระจก ( TGO )
ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง
กรมป่าไม้ได้มีการดำเนินการส่งเสริมภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมดำเนินโครงการปลูกและดูแลป่าเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต ในรูปแบบ “ป่าชุมชน” ซึ่ง “ ป่าชุมชนบ้านค้างตาบาง” ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนแห่งแรกที่มีการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ( T-VER) เพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิต มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558

ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มีเนื้อที่ 3,276 ไร่ ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนจากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552
โครงการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางซื้อขายคาร์บอนเครดิต สร้างชื่อเสียง ให้กับ ตำบลท่าไม้รวก สร้างความตระหนักให้ประชาชนเลิกเผาป่า และเข้าใจถึงความสำคัญของป่าไม้ อนุรักษ์ป่าเพื่อลดโลกร้อน ช่วยให้มีป่าอยู่กับชุมชน ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากป่าไม้ เป็นแหล่งอาหาร ยาสมุนไพร ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ และยกระดับคุณภาพชีวิต มีรายได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต
