เกษตรยั่งยืน

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 21% เพิ่มผลกำไรสุทธิได้กว่าเท่าตัว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท. 1-12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้สำรวจข้อมูลจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 จังหวัดได้แก่ นครราชสีมา ตาก สระบุรี น่าน เพชรบูรณ์ เลย พิษณุโลก และนครสวรรค์ รวมทั้งสิ้น 366 ราย ในช่วงปีเพาะปลูก 2567/68 ผลการศึกษาพบว่า การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ร้อยละ 4.95 โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีที่ลดลงได้ถึงร้อยละ 15.61 ในขณะที่ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 12.81 และสร้างกำไรสุทธิต่อไร่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึงร้อยละ 105.37

จากการศึกษาเปรียบเทียบ ด้านต้นทุนและผลตอบแทน พบว่า เกษตรกรทั่วไปมีต้นทุนเฉลี่ย 5,554.97 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิต 752.37 กิโลกรัมต่อไร่ และมีกำไรสุทธิ 1,065.89 บาทต่อไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าอยู่ที่ 5,279.97 บาทต่อไร่ แต่กลับได้ผลผลิตสูงถึง 848.75 กิโลกรัมต่อไร่ ส่งผลให้มีกำไรสุทธิสูงถึง 2,189.03 บาทต่อไร่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เกษตรกรทั่วไปปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 535.64 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) ต่อไร่ โดยมีแหล่งปล่อยหลักคือก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนถึงร้อยละ 87.97 ส่วนกลุ่มเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมเพียง 422.73 kgCO2e ต่อไร่ ซึ่งถือว่า เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่าวิธีทั่วไปถึงร้อยละ 21.08 เนื่องจากการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณที่เหมาะสมช่วยลดการสะสมของไนโตรเจนส่วนเกินในดิน และยังช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการจัดการแปลงได้อีกด้วย

เมื่อวิเคราะห์ ต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจก (MAC) พบว่ามีค่าเท่ากับ -9.95 บาทต่อ 1 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) ซึ่งตัวเลขที่เป็นลบนี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก 1 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากจะไม่เป็นการเพิ่มภาระการลงทุนให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนสุทธิคืนกลับมาให้เกษตรกรได้ถึง 9.95 บาท จึงถือเป็นมาตรการที่มีความคุ้มค่าสูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หรือแนวทางแบบ Win-Win สำหรับภาคเกษตรไทย

"Advertiser"

สศท. 1-12 มีข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ 1. เกษตรกรควรวางแผนรวมกลุ่มตรวจวิเคราะห์ดินล่วงหน้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายชุดน้ำยาตรวจ งดการเผาและเปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบตอซัง พร้อมสมัครเข้าเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) เพื่อเข้าถึงความรู้และการตรวจดินฟรี 2. หน่วยงานภาครัฐ (กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน) ควรบูรณาการยกระดับ ศดปช. ให้เป็นศูนย์บริการจัดการดินและปุ๋ยระดับชุมชนครบวงจร พร้อมเร่งสร้างแปลงสาธิตต้นแบบที่เป็นรูปธรรม 3. ด้านนโยบายและงานวิจัย กรมวิชาการเกษตรควรประสานองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ผลักดันผลสัมฤทธิ์สู่ตลาดคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร รวมถึงส่งเสริมการวิจัยวัฏจักรชีวิต (LCA) และความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์เชิงลึกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

Related Posts