เกษตรยั่งยืน
นักวิจัยคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประสบความสำเร็จในเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของหญ้าชะเงาใบยาว หรือหญ้าคาทะเล (Enhalus acoroides) ตลอดทั้งกระบวนการ เป็นที่แรกและที่เดียวในโลก รวมถึงพัฒนาวิธีการประเมินพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเพื่อฟื้นฟูหญ้าทะเลได้สำเร็จ เป็นความหวังที่เปิดโอกาสใหม่ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์หญ้าทะเลของไทย หญ้าชะเงาใบยาวหรือหญ้าคาทะเลเป็นหญ้าทะเลชนิดที่มีขนาดใหญ่ กระจายตัวตามบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน จึงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่ง มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งในมิติของความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ตลอดช่วงเวลากว่า 15 ปี คณะประมงได้เล็งเห็นถึงการถูกคุกคามที่เกิดกับระบบนิเวศหญ้าทะเล จึงได้สนับสนุนให้คณาจารย์และนักวิจัยหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งกระจายต้นพันธุ์ในอนาคตและลดการใช้ต้นพันธุ์จากธรรมชาติ จนปัจจุบัน เราได้ศึกษาวิจัยจนสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อหญ้าชะเงาใบยาวได้เป็นผลสำเร็จตลอดกระบวนการเป็นที่แรกและที่เดียวในโลก ตั้งแต่การเลือกชิ้นส่วนเนื้
ดร.คณิต สุขรัตน์ อาศัยอยู่ที่ ซอยรามอินทรา 8 แยก 24 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการปลูกพืชผักสวนครัว และไม้ผลต่างๆ ในพื้นที่รอบบ้านมาก่อนที่โรคระบาดโควิดจะเกิดขึ้น เมื่อในเขตกรุงเทพมหานครให้มีการอยู่กับบ้านมากขึ้น จึงทำให้การเกษตรที่ทำไว้อยู่ก่อนได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ สามารถมีผลผลิตไว้ทานเองและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ตลอดไปจนถึงผลผลิตทางการเกษตรชนิดอื่นที่มีมากเกินไป ก็สามารถจำหน่ายสร้างรายได้อีกด้วย ดร.คณิต เล่าให้ฟังว่า ย้อนไปเมื่อปี 2556 ได้ซื้อที่ดินในย่านนี้ไว้ เป็นที่ดินประมาณ 148.9 ตารางวา ซึ่งพื้นนี้เมื่ออยู่ในกรุงเทพมหานครแล้ว ก็ถือว่าสามารถนำมาทำการเกษตรได้หลายอย่าง โดยจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญด้านหลังพื้นที่มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ จึงสามารถนำน้ำมาทำการเกษตรในพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องใช้น้ำประปาเพื่อมารดให้กับพืชที่ปลูก อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง 7 พืชควรปลูกรอบบ้าน ได้ทั้งไว้กินเอง และสร้างรายได้ หนุ่มลพบุรี ปลูกผักสลัดหลังบ้าน เผยเทคนิคเพาะกล้าในตู้เย็น ผักโตดี๊ดี เก็บขาย กก.ละ 150 บาท ปลูกมะนาวในกระถาง ใช้พื้นที่น้อย เก็บได้นาน 5 ปี “ช่วงแรกที่เร
ในวันที่ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ปุ๋ยแพง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีรายจ่ายของเกษตรกรอีกต่อไป แต่กลายเป็นแรงกดดันที่กัดกินความหวังของคนตัวเล็กอย่างเงียบงัน หลายพื้นที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ยังจะทำเกษตรต่อไปอย่างไร” เมื่อรายได้ไม่แน่นอน แต่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นแทบทุกฤดูกาล ทั้งราคาปุ๋ยเคมี วัสดุปรับปรุงดิน ไปจนถึงค่าจัดการแปลงที่สูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและพลังงานโลก ภาพของดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลับค่อยๆ เสื่อมโทรมลงจากการใช้งานหนักในอดีต ยุคที่การเพิ่มผลผลิตคือเป้าหมายสูงสุด ทำให้มีการใช้ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และเครื่องจักรอย่างเข้มข้น แม้จะได้ผลผลิตมากขึ้นในระยะสั้น แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือ “ชีวิตของดิน” อย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ดินที่ขาดอินทรียวัตถุ ขาดจุลินทรีย์ และขาดสมดุลทางธรรมชาติ กลายเป็นดินที่ไม่สามารถดูดซับธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อให้ใส่ปุ๋ยมากเพียงใด พืชก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ กลายเป็นต้นทุนที่จมลงไปโดยไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทน ท่ามกลางวิกฤตนี้ แนวคิด “เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู” หรือ Regenerative Agriculture จึงไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่กำลังกลายเป็น “
ลุงประสิทธิ์เจ้าของฉายา “ขยะทองคำ” นำขยะพลาสติกคืนชีพเป็นน้ำมัน นวัตกรรมชาวบ้าน ชูแนวคิดพึ่งพาตนเอง แต่ยังต้องพัฒนาคุณภาพก่อนใช้เชิงพาณิชย์ นายประสิทธิ์ ตระการฤทธิ์ อายุ 67 ปี ปราชญ์ชุมชน บ้านโนนแดง หมู่ที่ 13 ต.บุ่งคล้า อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ได้ทดลองพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูป “ขยะพลาสติก” ให้กลับมาเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและลดปัญหาขยะสะสมในชุมชน โดยยึดแนวทาง “เทคโนโลยีเรียบง่าย” และหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน โดยในส่วนของการทดลองใช้งาน พบว่าสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์รอบต่ำ เช่น เครื่องตัดหญ้า หรือเครื่องยนต์การเกษตรขนาดเล็กได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เหมาะสำหรับรถยนต์ทั่วไป เนื่องจากต้องพิสูจน์ผลกระทบระยะยาวต่อการสึกหรอของเครื่องยนต์ แต่ลุงประสิทธิ์ยังมีการเอาน้ำมันที่ได้ ไปกลั่นและไปกรอง จนได้เป็นน้ำมันดีเซลที่บริสุทธิ์ คุณภาพทั้งสีใสและกลิ่นใกล้เคียงกับน้ำมันตามปั๊มทั่วไปและใช้งานได้จริง นอกจากการผลิตน้ำมันจากพลาสติกแล้ว ยังมีแนวคิดการจัดการขยะครบวงจร โดยแบ่งขยะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะพลาสติก และขยะชีวมวล ซึ่งสามารถนำไปแปรรูปเป็นพลังงานในร
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาพรวมและทิศทางตลาดเกษตรอินทรีย์โลกว่า ตลาดเกษตรอินทรีย์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันมูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 145,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 157,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่พื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลก ขยายตัวแตะ 619 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.1 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด นอกจากนี้ จำนวนเกษตรกรผู้ผลิตอินทรีย์ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นเป็น 4.84 ล้านราย โดยทวีปเอเชียยังคงครองแชมป์ภูมิภาคที่มีผู้ผลิตมากที่สุดถึงร้อยละ 56 ของโลก ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกษตรและอาหารอินทรีย์ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญด้านความยั่งยืนของระบบอาหารโลกในปัจจุบัน เมื่อเจาะลึกลงในรายละเอียดของพื้นที่เพาะปลูก 619 ล้านไร่ จากรายงาน The World of Organic Agriculture 2026 เผยให้เห็นสถิติที่น่าสนใจ โดยภูมิภาคโอเชียเนีย ครองแชมป์พื้นที่เกษตรอินทรีย์สูงสุดถึง 332 ล้านไร่ (ร้อยละ 53 ของโลก) ซึ่งมีออสเตรเลียเป็นหัวหอกสำคัญ ขณะที่ประเทศในยุโรปอย
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามและศึกษาทิศทางการค้าสินค้าไข่ไก่อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการวิเคราะห์รายงาน “From Commodity to Concept: How the US Egg Industry Reinvented Itself” ของ Rabobank สถาบันการเงินชั้นนำด้านธุรกิจเกษตรและอาหารจากเนเธอร์แลนด์ เพื่อถอดบทเรียนจากอุตสาหกรรมไข่ไก่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตไข่รายใหญ่ของโลก จากการศึกษา พบว่า อุตสาหกรรมไข่ไก่สหรัฐฯ กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญจากการผลิตจากระบบเลี้ยงแบบขังกรง สู่การผลิตที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage-free) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแม้การปรับตัวนี้จะมีความท้าทายด้านต้นทุน แต่ก็นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการยกระดับไข่ไก่สู่การเป็นสินค้าทางเลือกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added) รายงานดังกล่าวชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตไข่ไก่แบบ Cage-free ของสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจด้านการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดเริ่มต้นจากแรงกดดันด้านกฎระเบียบและข้อบังคับของรัฐ ซึ่งกลายเป็นเงื่อน
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรไทย ในยุคที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายชุมชนเริ่มหันกลับมาทบทวนวิธีคิดและแนวทางการดำรงชีวิตของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและอาหารให้กับครัวเรือน หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนพลังของการรวมตัวของคนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน คือชุมชนบ้านนาเรียง ตำบลสามัคคี อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านให้กลายเป็นแปลงผักปลอดสารของชุมชน ภายใต้แนวคิด “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” ซึ่งไม่เพียงช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน แต่ยังสร้างรายได้เสริม และก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว การขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของคนในชุมชน โดยมี คุณบุษบา ยุบลชู ประธานกลุ่มปลูกผักปลอดสาร เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญที่ชวนสมาชิกในหมู่บ้านมาร่วมกันพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวคิดหลักของโครงการคือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างรู้คุณค่า เปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ไม่มีพื้นที่ทำกิน รวมถึงผู้ที่สนใจการปลูกผักปลอดภัย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมการผลิตอาหารของหมู่บ้าน ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 20 ครัวเร
ปิดทองหลังพระฯ น้อมนำหลักการทรงงานรัชกาลที่ 9 สานพลังขับเคลื่อนชุมชน พัฒนา 10 หมู่บ้านทั่วประเทศ สู่พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ เทิดพระเกียรติในวาระ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพฯ ปี 2570 ชู บ้านโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และบ้านเหล่าฝ้าย อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ตัวอย่างภาคอีสาน นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวถึงการลงพื้นที่ภาคอีสาน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ซึ่งทางมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืน ไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาร
ในพื้นที่ตำบลหนึ่งที่ผู้คนกว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การเกษตรคือวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมานาน แต่ปัญหาหนึ่งที่อยู่คู่ไร่มาเสมอ คือกองซากซังข้าวโพด เศษไม้ และวัสดุเหลือทิ้งในแปลงที่ย่อยสลายยาก ชาวบ้านจึงทำอย่างที่ปู่ย่าตายายเคยทำ คือ “เผา” เพื่อเตรียมดินสำหรับการปลูกใหม่ในครั้งถัดไป จนวันที่แนวคิดใหม่เริ่มผลิบานขึ้นในใจของ คุณถนอม เขียวอ้อม ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มองเห็นปัญหาที่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมของเสียที่ดูไร้ค่า จะกลายเป็นประโยชน์ไม่ได้?” เพราะทำให้ต้นทุนการไถกลบสูงขึ้น และบางครั้งกระทบถึงผลผลิตในรอบถัดไป สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพียงเศษซาก จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองหาโอกาสใหม่ในกองของเหลือเหล่านั้น “พอมีแนวคิดว่าอยากจะเอาของเหลือที่ได้จากการปลูกข้าวโพดมาสร้างประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ผมก็ได้ประสานให้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาช่วย ทั้งในเรื่ององค์ความรู้และวัสดุอุปกรณ์ ต่อมาเกิดการเรียนรู้และสร้างเป็นผลิตภัณฑ์มีรายได้สู่ชุมชน” เมื่อของเสียกลายเป็นคุณค่า จุดเริ่มต้นของไบโอชาร์ คุณถนอม เล่าว่า สมาชิกในกลุ่ม
ผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนทำให้เกิดปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี พื้นที่การเกษตรจำนวนมากเสี่ยงเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร เกษตรกรจึงควรสร้างแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อให้มีแหล่งน้ำพอเพียงสำหรับดูแลรักษาพื้นที่เพาะปลูกพืชตลอดทั้งปี ลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในระยะยาวอย่างยั่งยืน ลุงทองปาน เผ่าโสภา ปราชญ์ชาวบ้านหนองกุลา ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน หมู่ที่ 14 ตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ริเริ่มแนวคิดการทำธนาคารน้ำใต้ดิน สำหรับใช้เพาะปลูกพืชในฤดูแล้งตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนจนกลายเป็นต้นแบบให้ภาครัฐ นำแนวคิดดังกล่าวไปขยายผลเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งทั่วประเทศ ลุงทองปานเล่าถึงที่มาของแนวคิดการสร้าง “ธนาคารน้ำใต้ดิน” หรือเรียกว่า “แก้มลิงที่มองไม่เห็น” ว่า ตนเองได้นำองค์ความรู้ที่ได้จากข้อมูลข่าวสารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้วิธีการสังเกตบ่อบาดาลที่ขุดเจาะไว้ในช่วงฤดูแล้งพบว่า เมื่อสูบน้ำไปได้ระยะหนึ่งน้ำก็จะแห้ง ไม่สามารถสูบได้อีก และช่วงฤดูฝนน้ำที่ท่วมขังบริเวณบ่อ จะแห้งเร็วกว่าบริเวณอื่นๆ ซึ่งจากการสังเกตดังกล่าวจึงได้ทดลองขุด
