เกษตรยั่งยืน
บางครั้งจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่ได้มาจากความฝันยิ่งใหญ่ แต่มาจาก “เรื่องใกล้ตัว” ที่สะเทือนใจมากพอจะทำให้ได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางใหม่ เหมือนเช่น คุณฌาธร ธนกิจภิรมย์ เจ้าของ “ล้อมรักฟาร์ม” ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์พะเยา มีจุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการวางแผนธุรกิจทางการเกษตร แต่เกิดจากวันที่เธอเห็นคุณแม่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง ความกังวลเรื่องอาหารปลอดภัยจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เริ่มปลูกผักสลัดอินทรีย์ เพื่อให้คนในครอบครัวได้บริโภคสิ่งที่มั่นใจได้ จากแปลงผักเล็กๆ ที่ตั้งใจปลูกเพื่อกินเอง คุณฌาธรค่อยๆ ทำและขยายจนกลายเป็นพื้นที่แห่งความหวัง เมื่อผลผลิตที่ได้ถูกแบ่งปันให้ญาติและเพื่อนฝูง ก่อนจะได้รับคำตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ผักอร่อย ไม่ขม และสดจริง” เสียงตอบรับเหล่านี้เองที่จุดประกายให้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ลาออกจากงานประจำแล้วหันมาเดินบนเส้นทางเกษตรอย่างจริงจัง จากฟาร์มเล็กสู่มาตรฐานอินทรีย์ ล้อมรักฟาร์ม ชูคุณภาพนำทาง คุณฌาธร เล่าว่า ล้อมรักฟาร์มเริ่มต้นขึ้นในปี 2560 บนพื้นที่เพียง 4 ไร่ ด้วยการปลูกผักสลัดออร์แกนิกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค กรีนคอส บัต
เลมอน (Lemon) ถือเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการบริโภคผลไม้ รวมถึงจากเกษตรกรที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการผลิตเลมอนคุณภาพสูง เพื่อป้อนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ในอดีตประเทศไทยนิยมบริโภค “มะนาว” มากกว่าเลมอน เนื่องจากปลูกง่ายและใช้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไทย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เลมอนเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรมระดับสูง ธุรกิจเบเกอรี่ และตลาดเครื่องดื่มสุขภาพ หรือการใช้เลมอนเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการขยายตัวของอุปสงค์ และทำให้เลมอนถูกจัดเป็น “พืชมูลค่าสูง” ที่น่าจับตามอง จากพืชนำเข้า สู่โอกาสสร้างมูลค่าส่งออก ตลาดเลมอนในประเทศไทยปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง ผลผลิตส่วนใหญ่ยังคงมาจากการนำเข้า ทำให้ราคาจำหน่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมะนาวทั่วไป อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกษตรกรไทยเริ่มหันมาปลูกเลมอนสายพันธุ์ต่างประเทศ เช่น เมเยอร์ (Meyer) ยูเรกา (Eureka) และลิสบอน (Lisbon) ซึ่งให้ผลดกมีคุณภาพดีและมีรสเปรี้ยวเฉพาะ
ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น คำว่า “ผักออร์แกนิก” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปลอดสารเคมีเท่านั้น แต่ยังต้องมาพร้อมกับ “ความโปร่งใส” และ “การตรวจสอบย้อนกลับได้” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคตลอดห่วงโซ่อาหาร Lemon Farm หนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดอาหารอินทรีย์ของไทย จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการผลิต ด้วยการนำระบบ PGS (Participatory Guarantee System) มาใช้เป็นกลไกหลักในการควบคุมคุณภาพผักออร์แกนิกตั้งแต่แปลงปลูกจนถึงมือผู้บริโภค Lemon Farm เลือกทำงานกับเกษตรกรจาก “ความตั้งใจ” เป็นจุดเริ่มต้น เพราะเชื่อว่าหัวใจของการทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้วัดกันที่รายได้ในระยะสั้น แต่เริ่มจากทัศนคติและความเชื่อในการผลิตอาหารที่ดีต่อผู้บริโภค สุขภาพของผู้ปลูก และสิ่งแวดล้อม เมื่อความตั้งใจถูกวางไว้อย่างถูกต้อง ผลผลิตที่มีคุณภาพจะตามมาเอง และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงในระยะยาว เนื่องจากสินค้าเกษตรอินทรีย์มีมูลค่าสูงกว่า และได้รับการยอมรับจากตลาดมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่าง Lemon Farm กับเกษตรกรจึงไม่ใช่เพียงการซื้อขาย แต่เป็นการทำงานร่วมกันในฐานะ “พาร์ตเนอร์ทางวิถีชีวิต” ที่จะคบกันระยะยาว เติบโต แล
ท่ามกลางแรงกดดันของภาคเกษตรไทยทั้งเรื่องต้นทุนที่พุ่งสูง สภาพดินที่เสื่อมโทรม และโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น “ไบโอชาร์” กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในคำตอบใหม่ของระบบการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น ดร.สัญชัย คูบูรณ์ จากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา (CAT) กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโน การดูดซับและการคำนวณ (NCAS) นาโนเทค สวทช. อธิบายว่า ในหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ไบโอชาร์ถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะวัสดุปลูกทดแทนพีทมอส และเป็นสารปรับปรุงดินที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีข้อมูลจากงานวิจัยจำนวนมากรองรับว่า การใช้ไบโอชาร์ร่วมกับปุ๋ยสามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้ประมาณ 20% โดยไม่กระทบต่อผลผลิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัสดุชนิดนี้ในฐานะเครื่องมือช่วยลดต้นทุนในระยะยาว “เมื่อหันกลับมามองบริบทของประเทศไทยยังพบว่า การใช้งานไบโอชาร์ยังไม่แพร่หลายมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัด ด้านต้นทุนการผลิตที่ยังสูง เมื่อเทียบกับวัสดุปลูกทั่วไปในตลาด รวมถึงการรับรู้ของผู้ใช้งานที่ยังไม่เข้าใจคุณสมบัติ และวิธีการใช้อย่างถูกต้อง ทำให้ไบโอชาร์ยังคงอยู่ในสถานะเท
ในยุคที่ธุรกิจเพื่อสังคมเติบโตอย่างหลากหลาย หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจ คือกิจการที่เกิดจากความตั้งใจของแพทย์ชนบทในโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดชัยภูมิ ผู้ผสานความรู้ทางการแพทย์เข้ากับภูมิปัญญาสมุนไพรและเกษตรอินทรีย์ของท้องถิ่น จนสามารถพัฒนาเป็นรูปแบบ Wellness Tourism ภายใต้แบรนด์ ‘เพลินไพร ออร์แกนิก’ สร้างรายได้และคุณค่ากลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน นายแพทย์นรุตม์ อภิชาตอำมฤต นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ และผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม ‘เพลินไพร’ เล่าให้ฟังว่า ตลอดกว่า 13 ปีที่ทำงานในชุมชน สิ่งที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือภาพคนไข้ในฤดูฝนที่นอนเรียงกันเต็มห้อง ทำให้ใจหายทุกครั้ง บางรายถูกส่งต่อไปรักษาแผลติดเชื้อจนต้องตัดขา เมื่อเริ่มสืบหาสาเหตุ พบว่าปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่แผลที่รักษาไม่หาย แต่โยงลึกไปถึง สารเคมีทางการเกษตร ที่เป็นต้นตอของการติดเชื้อเรื้อรัง ยังไม่นับเด็กพัฒนาการช้า ครอบครัวที่พ่อแม่ท้องก่อนวัยอันควร จนกลายเป็นภาระให้ปู่ย่าตายายต้องเลี้ยงดูหลานต่อ ซึ่งผู้สูงอายุก็เจ็บป่วยตามวัย วงจรชีวิตทั้งครอบครัวเลยยิ่งสั่นคลอน เมื่อขุดลึกลงไป จึงพบคำตอบว่า ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงก
โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อบริบทเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกหล่อหลอมด้วยแรงกดดันทางภูมิเศรษฐกิจ (Geoeconomics) ที่ใช้กติกาทางการค้าเป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ ควบคู่กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของฤดูกาล ปัจจัยเหล่านี้กำลังสั่นคลอนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และกลายเป็น “โจทย์บังคับ” ที่ทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตกลับเปิดประตูสู่โอกาสครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปี 2568 มีมูลค่าการลงทุนทั่วโลกสูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจและนักลงทุนกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า เช่น กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กำลังกลายเป็น “กำแพงใหม่” ทางการค้า ที่จะกำหนดว่า สินค้าจากประเทศใดจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ภายใต้บริบทใหม่นี้ แนวคิด “Net Zero” หรือการปล่อ
ในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน รายได้จากงานประจำเพียงทางเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของตลาดแรงงาน รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจผันผวน ทำให้คนทำงานจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหา “รายได้อีกทาง” เพื่อเสริมความมั่นคงให้ชีวิตและครอบครัว ภาคเกษตรจึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถเริ่มต้นได้ในขนาดเล็ก ใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำ และมีตลาดรองรับชัดเจน หากมีการวางแผนอย่างเหมาะสม วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมข้อมูล สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างรายได้เสริมจากการเกษตร โดยไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำ 1. ทำความเข้าใจบทบาทของ “เกษตร” หัวใจสำคัญของการเริ่มต้นคือ การกำหนดบทบาทของการทำเกษตรให้ชัดเจนว่าเป็น รายได้เสริม ไม่ใช่รายได้หลักในช่วงแรก การตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับเวลาว่าง กำลังแรง และเงินลงทุน จะช่วยลดความเสี่ยงและความกดดัน แนวคิดที่ควรยึดถือ ได้แก่ การเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะเปิดโอกาสให้ผู้ทำงานประจำได้เรียนรู้ ทดลอง และปรับแผน โดยไม่กระทบกับรายได้หลัก 2. เลือกรูปแบบการทำเกษตรให้เหมาะกับเวลางานประจำ ผู้ที่มีงานประจำควรเลือกกิจกรรมเกษตรท
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรเข้ามามีบทบาท และเป็นตัวช่วยที่ดีให้กับชาวสวนได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ควบคุมคุณภาพ หรือแม้กระทั่งการพยากรณ์อากาศได้ล่วงหน้า เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านได้ลงพื้นที่ไปที่จังหวัดจันทบุรี เดินทางไปที่สวนจันทร์เรือง ปลูกทุเรียน-มังคุดเป็นหลัก พื้นที่รวมกว่า 50 ไร่ และนอกจากนี้ ยังใช้พื้นที่ว่างภายในสวนเล็กๆ น้อยๆ ปลูกพืชผักอีกหลายชนิดสร้างรายได้เสริม โดยจุดประสงค์ที่พวกเราไปวันนั้นก็เพื่อถ่ายทำคลิปวิดีโอการเลี้ยงผำระบบปิดแนวตั้ง ซึ่งเมื่อคลิปวิดีโอได้เผยแพร่ออกไปก็ได้ยอดวิวกว่า 2.5 ล้านวิว เป็นที่มาของการคิดต่อยอดคอนเทนต์เรื่องของการใช้พลังงานทดแทนภายในสวนจันทร์เรืองมาฝากทุกคน เพื่อเป็นไอเดียการทำเกษตรแบบใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คุณณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง เจ้าของสวนจันทร์เรือง อดีตวิศวกรเคมี ผันตัวเป็นเกษตรกร ใช้วิชาความรู้จากที่ได้ศึกษาเล่าเรียน และทำงานประจำมากว่า 10 ปี มาพัฒนาสวนด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรหลากหลายรูปแบบด้วยกัน โดยหลักๆ ที่สวนม
ในยุคที่ผู้คนต่างมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อไขว่คว้าโอกาสและสร้างเส้นทางชีวิตของตนเอง “ขิม-ลีนา นาคะวิโรจน์” ก็เคยเดินเส้นทางนั้นเช่นกัน ช่วงแรกของชีวิต คุณขิมใช้เวลาในกรุงเทพมหานครทำงานมาหลายอาชีพ แต่ในใจลึกๆ กลับโหยหาธรรมชาติและความสงบอยู่เสมอ ความเป็นคนรักป่าและมีกิจกรรมเดินป่าอยู่บ่อยครั้ง คุณขิมได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติและเกิดความรักในต้นไม้อย่างจริงจัง สิ่งนี้ได้จุดประกายให้กลับบ้านเกิดที่จังหวัดพัทลุง พร้อมตั้งเป้าจะทำเกษตรเชิงปลูกป่าให้ครบวงจร ตั้งแต่เพาะกล้า ปลูกต้นไม้ ไปจนถึงการแปรรูปไม้ และตอนนี้คุณขิมสามารถมีรายได้จากสิ่งเหล่านี้ จากอคติสู่โอกาส พลิกมุมมองเกษตร สร้างอาชีพยั่งยืน คุณขิม เล่าให้ฟังว่า ชีวิตที่อยู่ในกรุงเทพฯ ช่วงแรกอาจมองว่ามีความสุข แต่เมื่ออยู่ไปนานวันเกิดความรู้สึกเป็นอะไรที่หมุนเวียนในแบบเดิมๆ ทำให้สิ่งที่เคยคิดจะหนีให้พ้นจากการทำเกษตรกรรมตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ กลับไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เพราะเมื่อมาทำงานในเมืองใหญ่ความจำเจมีมากกว่าอยู่ที่บ้านเกิด “ตอนเด็กต้องบอกเลยค่ะ ขิมมองอาชีพทางการเกษตรว่าไม่มีรายได้ ยิ่งทำน่าจะมีแต่หนี้สิน มันทำให้ภาพเ
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ได้เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด (NZC) ในการส่งเสริม “ข้าว Low Carbon” จากโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกข้าวยั่งยืน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาพัฒนาการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการน้ำในนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสลับช่วงการปล่อยน้ำเข้าและระบายน้ำออก แตกต่างจากวิธีดั้งเดิมที่มีน้ำขังต่อเนื่องยาวนาน วิธีการนี้ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงสูง ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทาง
