กรมประมง
นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยมีมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ในระดับสูงมาโดยตลอด ด้วยความร่วมมือของ กรมประมง สมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย สมาคมกุ้งไทยและสมาคมที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนผู้ผลิตกุ้ง และเกษตรกร โดยทุกภาคส่วนเข้มงวดกับมาตรการและแนวทางการดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้ความรู้แก่เกษตรกรซึ่งเป็นต้นทางการผลิตสัตว์น้ำ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ดำเนินการอย่างเข้มข้น “ยืนยันกุ้งไทยปลอดภัย การผลิตทุกๆ ขั้นตอน มีมาตรการที่เข้มงวด ภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี GAP (Good Aquaculture Practice) ของกรมประมง ขณะที่ความปลอดภัยของบุคลากรที่ปฏิบัติงานในฟาร์ม และทีมงานจับกุ้ง มีการควบคุมการทำงาน รวมถึงการเข้าออกฟาร์มอย่างรัดกุม โดยดำเนินมาตรการป้องกันตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีความปลอดภัยในการผลิต 100% ส่วนสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นที่สมุทรสาคร เป็นโรคที่เกิดจากคนสู่คน ไม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กุ้ง ผู้บริโภคมั่นใจ
วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2563 คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้มีพิธีลงนามเพื่อพัฒนาบุคคลากรและความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้, นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง และ นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นผู้แทนลงนามแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมรวงผึ้ง ชั้น 5 อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่ทำการสอนมาไม่น้อยกว่า 37 ปี มีความเชี่ยวชาญในงานทางด้านการประมงและทรัพยากรทางน้ำ ปัจจุบัน มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการประมง และ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการธุรกิจประมง ในระดับบัณฑิตศึกษา 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสาขาวิชาเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ
กรมประมง ร่วมกับชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สานต่อความร่วมมือฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เติมความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารชุมชน และส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งนำองค์ความรู้อนุบาลปลาก่อนปล่อยลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของปลาที่ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ความร่วมมือครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาปริมาณปลาในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ลดลง และสร้างระบบนิเวศที่สมดุล ซึ่งในช่วง 4 ปีมานี้ (ปี 2559-2562) ทั้ง 3 ภาคส่วนได้ร่วมกันปล่อยปลาสู่แหล่งน้ำ จำนวน 2.6 ล้านตัว และในปี 2563-2566 ร่วมกันดำเนินโครงการยุทธศาสตร์สร้างสุข ชุมชนพื้นที่เขาพระยาเดินธง ปล่อยปลาลงเขื่อน มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนปลาที่จับได้ในแหล่งน้ำเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานด้านการอนุบาลปลา ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ซีพีเอฟต่อยอดจากโครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธงอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า 5,971 ไร่ โดยในวันนี้ (21 สิงหาคม 2563) นายถาวร จิระโภสณรักษ์ รองอธิ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมด้านอาหารของแต่ละจังหวัด เพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมปกติ ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร (New normal) ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงอาหารของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยั่งยืนการเข้าถึงแหล่งอาหาร ทั้งจากสถานการณ์ปิดเมืองและรายได้ที่ลดลงของประชาขน และอาจทวีความ รุนแรงมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้มอบหมาย สศก. พัฒนาระบบสารสนเทศการเกษตรเชิงพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการความ มั่นคงด้านอาหาร นำเทคโนโลยีดิจิทัล ของ Big Data มาใช้ในการพัฒนาระบบการจัดทำปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรราย เดือนระดับจังหวัด (Provincial Crop Calendar) เพื่อเป็นเครื่อง มือสำคัญในการวางแผนพัฒนาการผลิตให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดที่ปรับเปลี่ยนทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์ที่วิกฤต สำหรับข้อมูลปฏ
กรมประมงจัดประชุมชี้แจงผู้ประกอบการ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบแจ้งตรวจสินค้าประมงภายใต้หลักบริหารจัดการความเสี่ยง (Smart FSW) ผ่านระบบ Fisheries Single Window (FSW) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าส่งออกให้ผู้ประกอบการ โดยที่กรมประมงเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทภารกิจในการให้บริการประชาชนที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตหรือใบรับรองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า ส่งออกสินค้าประมง โดยเฉพาะกระบวนการในการอนุญาตนำเข้าส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ ซึ่งจะต้องควบคุมตรวจสอบการนำเข้าส่งออกให้มีคุณภาพมาตรฐานทางด้านสุขอนามัย ประชาชนได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพปลอดภัย ป้องกันการระบาดของโรคสัตว์น้ำ ป้องกันผลกระทบทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กระบวนการตรวจสอบนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้าที่นำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากประเทศไทย นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากภารกิจดังกล่าวข้างต้น กรมประมงได้มีการพัฒนารูปแบบการขออนุญาตนำเข้าส่งออกจากรูปแบบเอกสาร เปลี่ยนเป็นการนำระบบการขอใบอนุญาตและใบรับรองการนำเข้าส่งออกสัตว์น้ำและปัจจัยการผลิตผ่านอินเตอร์เน็ต (Fisheries
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดำเนินการขยายผลธนาคารปูม้า เพื่อ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ไปสู่ชุมชนชายฝั่ง จำนวน 500 ชุมชน ภายในเวลา 2 ปี เพื่อขยายผลเพิ่มทรัพยากรปูม้า ขับเคลื่อนและบูรณาการความร่วมมือด้านการตลาดและพาณิชย์ รวมถึงความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรทางทะเล เช่น การฟื้นฟู การอนุรักษ์ โดยการปลูกจิตสำนึกและสร้างการรับรู้นั้น หลังจากที่ได้มีการดำเนินการดังกล่าว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง และมหาวิทยาลัยเครือข่ายในพื้นที่ชายฝั่ง พบว่า ชาวประมงจับปูม้าได้เพิ่มมากขึ้น และพบลูกปูม้าวัยอ่อนบริเวณชายหาด และป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ก่อให้เกิดการทำอาชีพปูม้าอย่างยั่งยืน ลดปัญหาการว่างงาน เกิดการเพิ่มรายได้ ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากความสำเร็จดังกล่าว วช. จึงได้จัดงานตลาดนัด “ปูม้า…บุกกรุง ขึ้น ระหว่าง วันที่ 16-19 มกราคม 2563 ณ บริเวณลานสุขสยาม ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมด้านการตลาดให้กับปูม้าและสินค้าประมงแปรรูป รวมถึงการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของชาวประมงพื้นบ้านใ
ดร. พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์ น้ำ จำนวน 700,000 ตัว เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้เป็นวันที่ 21 กันยายน ของทุกปี โดยกรมประมงได้ให้ทุกจังหวัดจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โดยขอความร่วมมือจากชาวประมง และประชาชนในการงดจับสัตว์น้ำทุกชนิด เพื่อเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้อยู่กับประเทศไทยตลอดไป ทั้งนี้ จังหวัดปทุมธานี ประมงจังหวัดปทุมธานี หน่วยงานเอกชน และประชาชน ได้ร่วมจัดกิจกรรมปล่อยพันธ์สัตว์น้ำในปีนี้ โดยมี นายอภิชัย สาธิตเกษม ผู้ จัดการแผนก บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด หรือ ซีพี เมจิ ในกลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เป็นตัวแทนบริษัท สนับสนุนผลิตภัณฑ์นมเมจิ แก่ นายธีรทัศน์ ศิริแดง ประมงจังหวัดปทุมธานี เพื่อมอบให้แก่เยาวชนและประชาชนจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรม ดังกล่าว เพื่อสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรงและเป็นกำลังใจในการทำความดีต่อไป ณ ท่าน้ำวัดชินวนารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
สมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ออกโรงย้ำการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาของไทยอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมดูแลอย่างเข้มแข็งของภาครัฐ ตามมาตรฐานสากลด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Bio Security) ช่วยป้องกันโรค เพิ่มผลผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบย้อนกลับได้ ผลิตอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภคทั่วโลก นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ที่ปรึกษาสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ เปิดเผยถึง กรณีที่มีการเผยแพร่สารคดีการทำฟาร์มกุ้งในสื่อสังคมออนไลน์ ขององค์กรสากลแห่งหนึ่งเมื่อปี 2555 และมีการแชร์ข้อมูลเก่าโดย Free High Quality Documentaries ที่นำเสนอการทำฟาร์มกุ้งของไทยทำลายป่าชายเลนและสิ่งแวดล้อม ใช้แรงงานผิดกฎหมายละเมิดมนุษยธรรม มีการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีการควบคุมนั้น เป็นการนำเสนอที่ “ไม่ถูกต้อง” ขาดความรับผิดชอบ โดยนำเสนอข้อมูลด้านเดียว ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของสังคมและทำลายภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมการส่งออกกุ้งไทย ซึ่งไม่สอดคล้องกับการทำฟาร์มและการผลิตในปัจจุบัน เกษตรกรไทยทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งภายใต้การกำกับดูแลของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสห
กรมประมง ขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยได้รวมกลุ่มในการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ คุณวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสินค้าประมงมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาในการจัดการผลผลิตและช่องทางการจัดจำหน่าย รวมทั้งขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุนซึ่งเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ยังดำเนินการผลิตสินค้าแบบต่างคนต่างผลิต ทำให้ยากต่อการจัดการผลผลิตให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องต่อความต้องการของตลาด และขาดอำนาจการต่อรอง ดังนั้น เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาของกระทรวง (Road map) โดยมีโครงการที่สำคัญคือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ด้านสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ เพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุน
กรมประมง ขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยได้รวมกลุ่มในการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การผลิตสินค้าประมงมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาในการจัดการผลผลิตและช่องทางการจัดจำหน่าย รวมทั้งขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ซึ่งเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ยังดำเนินการผลิตสินค้าแบบต่างคนต่างผลิต ทำให้ยากต่อการจัดการผลผลิตให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องต่อความต้องการของตลาด และขาดอำนาจการต่อรอง ดังนั้น เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาของกระทรวง (Road map) โดยมีโครงการที่สำคัญ คือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ด้านสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเน้นให้ความสำคัญในเรื่อง การลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ เพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้น
