กรมประมง
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ บริเวณท่าชัยยุทธ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพนอกภาคการเกษตร ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมประมงจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 12 สิงหาคม 2569 รวมจำนวน 2,330,000 ตัว ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยมี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานในพิธี นางชลธิชา สันติภาตะนันท์ ประมงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวต้อนรับ และ นายโยธิน เทอดวงศ์วรกุล ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้าราชการกรมประมง ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เกษตรกร นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ด้วยในวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณา
นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่องานด้านการประมงไทย ทรงหวงแหนธรรมชาติและสายน้ำ ทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง “โครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย” เพื่อศึกษาวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หายากและใกล้สูญพันธุ์แล้วปล่อยคืนสู่ธรรมชาติคืนความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ พร้อมทั้งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนและสร้างรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่ชนบท ซึ่งกรมประมงได้มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยความสำเร็จครั้งสำคัญคือการเพาะขยาย “พันธุ์ปลากระโห้” สัตว์น้ำจืดทรงคุณค่าของไทย ด้วยวิธีผสมเทียมได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2528 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมงได้ดำเนินการเพาะขยายพันธุ์อย่างต่อเนื่องเพื่อปล่อยพันธุ์ปลาคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและฟื้นฟูประชากรปลากระโห้ของประเทศไทย โดยในช่วงปีงบประมาณ 2566-2568 กรมประมงได้ปล่อยพันธุ์ปลากระโห้คืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติรวม 90,100 ตัว และในปีงบประมาณ 2569 มีแผนการดำเนินงานปล่อยปลากระโห้จำนวน 60,200 ตัวเพื่อฟื้นฟูประชากรปลากระโห้ให้กลับมาอาศ
ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามโดยเฉพาะปลากัด ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ปัจจุบันปลากัดได้รับการพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธ์ุจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงจนเกิดรูปร่างลักษณะที่มีความหลากหลาย รวมทั้งสีสันที่สวยงามจนได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ส่งเสริมเลี้ยงปลากัดสร้างรายได้ กว๊านพะเยา ถือเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุด ของภาคเหนือตอนบน ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิง มีลำน้ำสาขาไหลจากเทือกเขาผีปันน้ำทิศตะวันตก รวมกับลำน้ำในเขตอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ไหลลงสู่กว๊านพะเยาจำนวน 13 สาย กว๊านพะเยา นับเป็นแหล่งน้ำสำคัญทั้งด้านการประมง การชลประทาน แหล่งท่องเที่ยว แหล่งประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในพื้นที่ จังหวัดพะเยามีชื่อเสียงโดดเด่นเรื่อง “ปลากัดป่าแก้มแดงภูกามยาว” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ปลากัดพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือหางกลมมนดุจกลีบดอกสารภี โดยหน่วยงานในพื้นที่อย่าง คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา และกรมประมง ได้ให้การสนับสนุนและจัดการประกวดปลากัดอย่างต่อเนื่องเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ บางคนอาจมองว่
กรมประมงยืนยันผลการตรวจชนิดสัตว์น้ำในผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องเป็นไปตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล ชี้ผลตรวจที่แตกต่างอาจเกิดจากการใช้ตัวอย่างคนละรุ่นการผลิต ขณะเดียวกันยังเดินหน้าแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจำกัด กำจัด การใช้ประโยชน์ ตามนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจชนิดสัตว์น้ำในผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง กรมประมงขอชี้แจงว่า การดำเนินการเป็นไปตามเทคนิคมาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล โดยใช้หลักสัณฐานวิทยา (Morphology Identification) และหลักอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่กรมประมงใช้ตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการส่งออกและผ่านการประเมินจากประเทศคู่ค้า อาทิ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี อย่างต่อเนื่อง สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ส่งมาให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จำนวน 3 ชุดตัวอย่าง กรมประมงตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอนุกรม
สืบเนื่องจากวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กรมประมงและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) ได้สั่งอายัดปลากระป๋อง ที่ติดฉลากว่าเป็นปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ ตราดอกตันหยง ของบริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ในจังหวัดสมุทรสาคร หลังจากมีผู้บริโภคร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สินค้าไม่ตรงปก ไม่ใช่เนื้อปลาซาร์ดีน แต่เป็นปลาหมอคางดำ หลังจากกรมประมง ตรวจสอบสายพันธุ์ปลาได้ยืนยันว่า ปลาที่พบในปลากระป๋องคือปลานิล เพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องสายพันธุ์ปลา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนและมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) นำปลากระป๋องที่ผลิตในล็อตเดียวกับที่ สคบ. สั่งอายัดไว้ส่งไปให้ศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารทะเล คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตรวจสอบซ้ำด้วยวิธีสกัดดีเอ็นเอ เพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม และวิเคราะห์ลำดับเบสด้วยเทคนิค Sanger Sequencing โดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรม Mini16S และ UniCOI โดยเปรียบเทียบลำดับเบสกับฐานข้อมูล GenBank ของ NCBI พบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) จึงเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมท
“หนองหาร” เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย หนองหารมีพื้นที่รวม 77,016 ไร่ ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง และอำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร มีชุมชนอาศัยอยู่โดยรอบ 53 ชุมชน มีประชากรที่ทำประมงในหนองหารรวม 870 ราย และยึดการทำประมงเป็นอาชีพหลัก 160 ราย หนองหารเป็นต้นน้ำของลำน้ำก่ำซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง และเป็นแหล่งรองรับน้ำจากลำห้วยต่างๆ หลายสาย ประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร แต่จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ ส่งผลกระทบต่อแหล่งสืบพันธุ์วางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำ อีกทั้งกลุ่มปลาที่มีการอพยพย้ายถิ่นเพื่อการผสมพันธุ์วางไข่ไม่สามารถอพยพไปยังแหล่งต้นน้ำได้ ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีแนวโน้มลดลง พาปลากลับบ้าน จากโขง สู่หนองหาร เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กรมประมงได้จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองลงสู่หนองหารเป็นประจำ โดยรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาเพาะขยายพันธุ์และปล่อยลงสู่หนองหาร ลำน้ำก่
สืบเนื่องจาก นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายให้กรมประมง คุมเข้มพื้นที่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายปลาหมอคางดำ และนำปลาที่จับขึ้นได้มาใช้ประโยชน์สูงสุดนั้น ล่าสุดสำนักงานประมงจังหวัดในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ นนทบุรี ตราด เพชรบุรี ฯลฯ ต่างเร่งทำงานเชิงรุก เดินหน้าสำรวจหมอคางดำเพื่อนำมาใช้ประโยชน์สูงสุด ด้านจังหวัดจันทบุรี ที่มีกระแสข่าวพบปลาหมอคางดำในคลองส่งน้ำดี คุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ ทางสำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบปลาหมอคางดำในบริเวณแหล่งน้ำสาธารณะ ยังไม่เข้าบ่อเลี้ยง พร้อมแจ้งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มความเข้มงวดของระบบกรองน้ำ (ถุงกรองตาข่าย) ก่อนสูบน้ำเข้าบ่อพักและบ่อเลี้ยงอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่หรือลูกปลาหลุดรอดเข้าไปสร้างความเสียหายต่อผลผลิต และขอความร่วมมือเครือข่าย หากพบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำสามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาที่สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรีเพื่อประเมินความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ และวางแนวทางกำจัดออกจา
กรณีพบฝูงปลาหมอคางดำลอยคอหายใจกลางแม่น้ำ และแหล่งน้ำหลายพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมานั้น ผศ.ดร.พรเทพ เนียมพิทักษ์ หัวหน้าสาขาวิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้วิเคราะห์ข้อมูลตามหลักวิชาการว่า การรวมฝูงลอยตัวขนานกับผิวน้ำ ถือเป็นพฤติกรรมปกติของฝูงปลานิลอยู่แล้ว ในช่วงสภาพอากาศปิด หลังฝนตกหนัก หรือมีปัญหาน้ำเสีย ปริมาณออกซิเจนในน้ำหมดลง ปลาทุกชนิดมักลอยหัว ขึ้นมาฮุบอากาศเหนือผิวน้ำ เพื่อความอยู่รอดตามธรรมชาติ ประชาชนสามารถลงอวนจับปลาไปบริโภคได้ตามปกติ “กรณีปลาลอยหัวครั้งนี้ ผมฟันธงไม่ได้ 100% ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรเพราะไม่เห็นหน้างาน อาจเกิดได้จากหลายกรณี เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หรือเกิดจากคุณภาพน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมี นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำที่มารวมฝูงเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้ปลาขาดออกซิเจนได้เช่นกัน คงต้องให้กรมประมงเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้” สำหรับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น กรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ทั้งนี้ สำนักงานประมงในแต่ละพื้นที่ต่างเร่งบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านร่วมกันลงพื้นที่ดำเนินกิจกรรม “ลงแขก ลงคลอง” ช่วยกันจับปลาขึ้นจากแหล่ง
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ได้เป็นเพียงอาชีพดั้งเดิมของชุมชนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มาตรฐานการผลิต และแนวคิดด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง หนึ่งในบุคคลต้นแบบที่สะท้อนภาพความสำเร็จดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย เกษตรกรวัย 51 ปี เจ้าของ บริษัท มานิตย์ เจเนติกส์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ได้รับการคัดเลือกจากกรมประมง ให้เป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี พ.ศ. 2569” จากความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจเพาะพันธุ์และเลี้ยงปลานิลแบบครบวงจร ที่สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตไทยสู่ระดับสากล ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจภาคการเกษตรไทย โดยการจะผลิตสัตว์น้ำคุณภาพให้ได้มาตรฐานนั้น ต้องอาศัยความรู้ ความใส่ใจ และการบริหารจัดการที่ดีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเตรียมบ่อ การคัดเลือกสายพันธุ์ การดูแลสุขภาพสัตว์น้ำ ไปจนถึงกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค 
การวางกลยุทธ์การบริการจัดการปลาหมอคางดำเพื่ออนาคต ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นับเป็นโจทย์ยากที่ท้าทาย เพราะไม่ใช่แค่การกำจัดปลา เพียงด้านเดียว การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องคิดแบบบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม นโยบายและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน จากเวทีสัมมนา “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” จัดโดย คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ตัวแทนจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายนิติบัญญัติ และชาวประมงได้พยายามหาทางออกร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่เกิดประโยชน์สูงสุดดังนี้ มิติที่ 1 : จัดการปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ให้ตรงจุดต้องอาศัยฐานข้อมูลที่แม่นยำ อ้างอิงผลงานวิจัยจาก คณะนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.พรเทพ พรรณรักษ์ และคณะผู้จัย คือ ศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์, ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์, ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต, และ รองศาสตราจารย์ ดร.ศานิต ปิยพัฒนากร ได้เปิดเผยโครงสร้างดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำในไทย ซึ่งพบรูปแบบพันธุกรรมถึง 19 รูปแบบ บ่งชี้ว่ามีการ “นำเข้ามาหลายครั้ง” จากหลาย
