กรมประมง
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้จัดสัมมนา เรื่อง “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เปิดการสัมมนา นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการด้านการประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ ห้องจัดประชุมสัมมนา B1 – 3 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา ในงานนี้ กรมประมงได้ร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนงานวิจัยด้านการควบคุมประชากร และการนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายมิติ ทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ ปลาร้าปลาหมอคางดำ น้ำปลาปลาหมอคางดำ น้ำปลาร้าปลาหมอคางดำสำเร็จรูป น้ำยาขนมจีนปลาหมอคางดำ ปลาร้าปลาหมอคางดำคั่วกลิ้ง ปลาหมอคางดำย่าง น้ำพริกปลาหมอคางดำ ปั้นขลิบปลาหมอคางดำ ดอกจอก
กรมประมง…ขอเชิญผู้สนใจร่วมประกวดปลาสวยงามและประกวดการจัดตู้พรรณไม้น้ำในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 36 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และโล่รางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า…งานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 36 จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างกรมประมง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-12 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ โดย 1 ในไฮไลต์สำคัญของงานคือ การจัดการประกวดปลาสวยงามทั้งหมด 8 ชนิด 81 ประเภท และการจัดตู้พรรณไม้น้ำ 2 ประเภท พร้อมพิเศษครั้งแรกในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ กับการประกวดปลาสวยงาม ประเภท “ปลาบอลลูน” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามของไทย เพิ่มมูลค่
“ปลาหมอคางดำ” เป็นปลาต่างถิ่นที่สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ที่ผ่านมา กรมประมงได้ดำเนินมาตรการควบคุมและลดประชากรปลาชนิดนี้อย่างจริงจัง ผ่านกิจกรรมลงแขกลงคลองที่ทำอย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ในการแจ้งเบาะแสที่พบปลาหมอคางดำ ทำให้สถานการณ์ภาพรวมของการระบาดปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่มีแนวโน้มลดลง แต่การกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นไปได้ยาก เพราะสภาพแหล่งน้ำของไทยมีความเชื่อมต่อสูง และปลาชนิดนี้สามารถแพร่พันธุ์ได้ตลอดปี ดังนั้น การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในประเทศไทยไม่ใช่แค่จับตาย แต่ต้องรู้จักใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย ใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปู ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทุกๆ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน ประมาณ 18.6-21.6 กรัม สูงเทียบเท่าปลานิล พลังงาน 97 กิโลแคลอรี ไขมันต่ำเพียง 1.2 กรัม นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และสังกะสี ที่สำคัญ ปลาหมอคางดำยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูก ที่ผ่านมามีฟาร์มหลาย
ปลาช่อนทะเล (Cobia) ปัจจุบันสามารถผลิตลูกพันธุ์เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่องด้วยปลาช่อนทะเลมีคุณลักษณะที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อาทิ เป็นปลาเนื้อขาว มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (DHA) จึงได้รับฉายาว่า “Black Salmon” สามารถนำไปรังสรรค์เมนูอาหารได้หลากหลาย และยังนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ เช่น ปลาช่อนทะเลแดดเดียว สเต๊กปลาช่อนทะเล หรือซาชิมิ ที่เป็นเมนูยอดฮิต ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปด้วยวิธี “รีดเลือด” (Ikejime) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อคงความสดใหม่ ลดกลิ่นคาว และรักษาคุณภาพปลา ช่วยยกระดับให้เป็นปลาช่อนทะเลเกรดพรีเมียมจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยราคาตลาดในขณะนี้ หากเป็นปลาช่อนทะเลทั้งตัวมีราคาการจำหน่ายอยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อนำมาแปรรูปโดยวิธีดังกล่าวสามารถเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายได้ถึง 250 บาทต่อกิโลกรัม หรือจำหน่ายในรูปแบบซาชิมิพร้อมรับประทาน ราคาเนื้อปลาช่อนทะเลจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท นับเป็นโอกาสสำคัญ ในการสร้างอาชีพและสร้าง
กรมประมงเปิดตัวโมบายแอปพลิเคชัน Thailand FishAI นวัตกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาจำแนกชนิดปลาเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง และแม่นยำด้วยกล้องถ่ายรูปจากสมาร์ทโฟน พร้อมทั้งยังมีฟังก์ชันระบบค้นหาข้อมูลชนิดสัตว์น้ำและพรรณไม้น้ำของกรมประมง (Big Data) ไว้กว่า 2,000 ชนิด ให้บริการสืบค้นข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีความทันสมัย และยังมีฟังก์ชันสนับสนุนภารกิจการสำรวจและอนุรักษ์ทรัพยากรประมงแบบมีส่วนร่วม การตรวจสอบชนิดปลาจากผู้เชี่ยวชาญ รองรับทั้งระบบ Android และ iOS ช่วยให้ผู้สนใจเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมนี้ยังได้ร่วมมือกับสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ (ประเทศไทย) (Disaster Response Associations Thailand : DRAT) จัดถ่ายทอดองค์ความรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle : UAV/Drone) กับการบริหารจัดการด้านการประมงให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในภารกิจการประมงได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ขับเคลื่อนภาคการประมงของประเทศ ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนว
ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ กรมประมงได้ออกมาเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นได้ง่าย ในช่วงที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคุณภาพน้ำที่ลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น และความเครียดของสัตว์น้ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้เชื้อโรค และปรสิตเข้าทำลายได้มากกว่าปกติ โรคกลุ่มแรกที่ต้องจับตาคือโรคจากปรสิต ซึ่งพบได้ทั้งในปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และเห็บปลา อาการที่มักพบคือสัตว์น้ำมีพฤติกรรมผิดปกติ ว่ายน้ำถูตัวกับขอบบ่อ ลอยตัวเหนือน้ำ หายใจถี่ เหงือกซีด กินอาหารลดลง และบางครั้งอาจมีจุดแดงหรือแผลถลอกตามลำตัว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อทั้งบ่อเลี้ยง แนวทางสำคัญคือการรักษาความสะอาดของบ่อ กำจัดตะกอนเศษอาหาร ควบคุมคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และใช้สารเคมีตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน “โรคจากเชื้อแบคทีเรีย” ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่มักระบาดในช่วงน้ำเสื่อมคุณภาพ โรคตัวด่างเป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อย สัตว์น้ำจะมีผิวหนังบวมแดง มีแผลด่างขาว และอาจลุกลามเป็นแผลลึกภายในเว
วันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ณ โรงแรมไมด้า ทวารวดี แกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง ได้รับมอบหมายจาก นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานเปิดงาน “วันกุ้งภาคกลาง ประจำปี 2569” ซึ่งจัดโดย สมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการเลี้ยงกุ้ง สู่ผู้ซื้อ และส่งออกที่ยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงกุ้ง การจัดการโรคในกุ้งขาวและกุ้งก้ามกราม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานเพื่อรองรับการส่งออก สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป
เตือนแล้วนะ! กรมประมง…กระตุกสายบุญ ก่อนทำบาปไม่รู้ตัว สงกรานต์นี้เลือกชนิดสัตว์น้ำให้เหมาะสมก่อนปล่อย เพื่อรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ในช่วงวันสำคัญ หรือช่วงเทศกาลใหญ่ อย่างเช่นสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย พุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ชื่นชอบการเข้าวัดทำบุญ มักจะมีกิจกรรมปล่อยปลาร่วมด้วย เนื่องจากเชื่อว่าการทำบุญปล่อยปลานั้น เป็นการปฏิบัติธรรมที่มีความหมายสูงสุดแห่งความเมตตากรุณาต่อสัตว์มีชีวิต และเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ถือเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตามการทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์น้ำนั้น หากสัตว์น้ำที่เลือกมาปล่อยเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือการเลือกชนิดสัตว์น้ำที่ไม่เหมาะสมต่อแหล่งน้ำ การทำบุญก็จะกลายเป็นการทำบาปแทนได้ หากใครต้องการทำบุญปล่อยปลา กรมประมงได้แนะนำให้เลือกปล่อยชนิดสัตว์น้ำที่เหมาะสม ควรเป็นพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลากระแห ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลาโพง (ปลาสุลต่าน) ปลากาดำ ปลายี่สกไทย ปลาหมอไทย ปลาช่อน ปลาบู่ทราย ปลาสลาด ปลากราย ปลาสว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พร้อมคณะ ได้เข้าประชุมหารือร่วมกับ นางฐิติพร หลาวประเสริฐอธิบดีกรมประมง และคณะผู้บริหารกรมประมงเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเรื่องการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำอย่างรอบด้าน ในที่ประชุม กรมประมงได้รายงานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ว่ากรมประมงได้ดำเนินการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567–2570 ภายใต้ 7 มาตรการหลักมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน การแพร่ระบาดและความชุกชุมของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการและกรมประมงมีความเห็นตรงกันว่า การควบคุมการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำควรดำเนินงานอย่างเป็นระบบ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้ปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทั้งเตรียมจัดสัมมนาวิชาการ เรื่องปลาหมอคางดำ ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเ
“ปลาสลิด” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichopodus pectoralis เป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นของไทย ที่พบแพร่กระจายในแหล่งน้ำทั่วประเทศ และมีแหล่งเพาะเลี้ยงสำคัญในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม เพชรบุรี และฉะเชิงเทรา ส่วนภาคใต้นิยมเลี้ยงในจังหวัดปัตตานี เป็นต้น โดยปลาสลิดเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่ได้รับความนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 160–350 บาท และยังมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ ปลาแดดเดียว ปลาแห้ง ปลาเค็ม และปลาสลิดไร้ก้าง เป็นต้น โดยจากข้อมูลผลผลิตสัตว์น้ำจืดของกรมประมง ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีเกษตรกรที่เลี้ยงปลาสลิดขึ้นทะเบียน จำนวนรวม 2,162 ฟาร์ม ผลผลิตประมาณ 9,826 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 650.89 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลาส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 91.90 และส่งออกร้อยละ 8.10 โดยรูปแบบสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ปลาสลิดแช่เย็น ร้อยละ 62.80 และ ปลาสลิดแช่แข็ง ร้อยละ 37.20 ตามลำดับ ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ กลุ่มอาเซียน ร้อยละ 79.06 รองลงมาคือ ส
