กรมประมง
ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ กรมประมงได้ออกมาเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นได้ง่าย ในช่วงที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคุณภาพน้ำที่ลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น และความเครียดของสัตว์น้ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดทางให้เชื้อโรค และปรสิตเข้าทำลายได้มากกว่าปกติ โรคกลุ่มแรกที่ต้องจับตาคือโรคจากปรสิต ซึ่งพบได้ทั้งในปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และเห็บปลา อาการที่มักพบคือสัตว์น้ำมีพฤติกรรมผิดปกติ ว่ายน้ำถูตัวกับขอบบ่อ ลอยตัวเหนือน้ำ หายใจถี่ เหงือกซีด กินอาหารลดลง และบางครั้งอาจมีจุดแดงหรือแผลถลอกตามลำตัว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ อาจลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อทั้งบ่อเลี้ยง แนวทางสำคัญคือการรักษาความสะอาดของบ่อ กำจัดตะกอนเศษอาหาร ควบคุมคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และใช้สารเคมีตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน “โรคจากเชื้อแบคทีเรีย” ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่มักระบาดในช่วงน้ำเสื่อมคุณภาพ โรคตัวด่างเป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อย สัตว์น้ำจะมีผิวหนังบวมแดง มีแผลด่างขาว และอาจลุกลามเป็นแผลลึกภายในเว
วันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ณ โรงแรมไมด้า ทวารวดี แกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง ได้รับมอบหมายจาก นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานเปิดงาน “วันกุ้งภาคกลาง ประจำปี 2569” ซึ่งจัดโดย สมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการเลี้ยงกุ้ง สู่ผู้ซื้อ และส่งออกที่ยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงกุ้ง การจัดการโรคในกุ้งขาวและกุ้งก้ามกราม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานเพื่อรองรับการส่งออก สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป
เตือนแล้วนะ! กรมประมง…กระตุกสายบุญ ก่อนทำบาปไม่รู้ตัว สงกรานต์นี้เลือกชนิดสัตว์น้ำให้เหมาะสมก่อนปล่อย เพื่อรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ในช่วงวันสำคัญ หรือช่วงเทศกาลใหญ่ อย่างเช่นสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย พุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ชื่นชอบการเข้าวัดทำบุญ มักจะมีกิจกรรมปล่อยปลาร่วมด้วย เนื่องจากเชื่อว่าการทำบุญปล่อยปลานั้น เป็นการปฏิบัติธรรมที่มีความหมายสูงสุดแห่งความเมตตากรุณาต่อสัตว์มีชีวิต และเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ถือเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตามการทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์น้ำนั้น หากสัตว์น้ำที่เลือกมาปล่อยเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือการเลือกชนิดสัตว์น้ำที่ไม่เหมาะสมต่อแหล่งน้ำ การทำบุญก็จะกลายเป็นการทำบาปแทนได้ หากใครต้องการทำบุญปล่อยปลา กรมประมงได้แนะนำให้เลือกปล่อยชนิดสัตว์น้ำที่เหมาะสม ควรเป็นพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลากระแห ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลาโพง (ปลาสุลต่าน) ปลากาดำ ปลายี่สกไทย ปลาหมอไทย ปลาช่อน ปลาบู่ทราย ปลาสลาด ปลากราย ปลาสว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พร้อมคณะ ได้เข้าประชุมหารือร่วมกับ นางฐิติพร หลาวประเสริฐอธิบดีกรมประมง และคณะผู้บริหารกรมประมงเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเรื่องการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำอย่างรอบด้าน ในที่ประชุม กรมประมงได้รายงานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ว่ากรมประมงได้ดำเนินการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567–2570 ภายใต้ 7 มาตรการหลักมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน การแพร่ระบาดและความชุกชุมของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการและกรมประมงมีความเห็นตรงกันว่า การควบคุมการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำควรดำเนินงานอย่างเป็นระบบ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้ปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทั้งเตรียมจัดสัมมนาวิชาการ เรื่องปลาหมอคางดำ ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเ
“ปลาสลิด” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichopodus pectoralis เป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นของไทย ที่พบแพร่กระจายในแหล่งน้ำทั่วประเทศ และมีแหล่งเพาะเลี้ยงสำคัญในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม เพชรบุรี และฉะเชิงเทรา ส่วนภาคใต้นิยมเลี้ยงในจังหวัดปัตตานี เป็นต้น โดยปลาสลิดเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่ได้รับความนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 160–350 บาท และยังมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ ปลาแดดเดียว ปลาแห้ง ปลาเค็ม และปลาสลิดไร้ก้าง เป็นต้น โดยจากข้อมูลผลผลิตสัตว์น้ำจืดของกรมประมง ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีเกษตรกรที่เลี้ยงปลาสลิดขึ้นทะเบียน จำนวนรวม 2,162 ฟาร์ม ผลผลิตประมาณ 9,826 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 650.89 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลาส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 91.90 และส่งออกร้อยละ 8.10 โดยรูปแบบสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ปลาสลิดแช่เย็น ร้อยละ 62.80 และ ปลาสลิดแช่แข็ง ร้อยละ 37.20 ตามลำดับ ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ กลุ่มอาเซียน ร้อยละ 79.06 รองลงมาคือ ส
“ปลานิล” จากปลาพระราชทาน สู่สัตว์น้ำจืดยอดนิยม สร้างอาหาร สร้างอาชีพ สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี กรมประมงให้การสนับสนุนงานวิจัยในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ปลานิลเรื่อยมา เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงสัตว์น้ำพันธุ์ดี มีคุณภาพ ให้ผลผลิตและอัตราการรอดตายสูง อีกทั้งยังได้สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการลดต้นทุนการเลี้ยง ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยง โดยปัจจุบันมีพันธุ์ปลานิลและปลานิลแดงที่ผ่านการปรับปรุงและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ได้แก่ จิตรลดา 3 จิตรลดา 4 เร้ด 1 เร้ด 2 และปทุมธานี 1 ส่วนภาคเอกชนก็มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ปลานิลด้วยเช่นกัน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลพันธุ์ใหม่ที่เติบโตได้เร็วกว่าเดิม โดยพัฒนามาจากปลานิลจำนวน 4 สายพันธุ์ เพิ่มความหลากหลายในส่วนของประชากรเพื่อให้มีลักษณะการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น ขณะนี้ปลานิลสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ โดยเปิดตัวครั้งแรก ให้ชมตัวจริงกันในงาน “60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชน
ปัจจุบัน “ปลานิล” เป็นปลาน้ำจืดที่เลี้ยงง่ายและโตเร็ว เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย สร้างรายได้ต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท ปลานิลไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวสู่โต๊ะอาหารทั่วโลก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน ไปฟังคำตอบจากบทสัมภาษณ์ของ คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย นายกสมาคมปลานิลไทย ดังต่อไปนี้ ภาพรวมการเลี้ยงปลานิลของไทย ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงปลานิลเพื่อเป็นแหล่งอาหารและเลี้ยงเชิงอุตสาหกรรม ประมาณ 3 แสนราย มูลค่าตลาดรวม 1.3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบัน ไทยผลิตปลานิลได้ปีละ 2 แสนกว่าตัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ส่งออกน้อยมากไม่เกิน 5-10% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกแค่ปีละหมื่นกว่าตันเท่านั้น จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศในอนาคต โอกาสการขยายตลาดส่งออก ในอดีต จีนคือประเทศเลี้ยงปลานิลรายใหญ่ของโลก เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในหลายด้าน จึงผลิตปลานิลราคาถูก ส่งออกสู่ตลาดโลกได้มากกว่าไทย แต่ระยะหลัง จีนมีปัญหากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำเข้าปลานิลรายใหญ่ของโลก ทำให้บริษัทผู้นำเข้าของอเมริกาเ
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 กรมประมง ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมปลานิลไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ตลอดจนภาครัฐและเอกชนเตรียมจัดงาน 60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชนชาวไทย ระหว่างวันที่ 13 มีนาคม ถึง 17 มีนาคม 2569 ณ ลาน Alive Park Hall ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า งาน 60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชนชาวไทย เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมประมง มูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมปลานิลไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดง ความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในโอกาสครบรอบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานพันธุ์ปลานิลให้กับกรมประมง เมื่อปี พ.ศ. 2509 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของประเทศไทย และยังเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปลานิลพระราชทานทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ วิชาการและการพัฒน
กรมประมงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับรายได้เกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากและภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันปลาพลวงชมพูสู่สินค้า GI ตัวใหม่ของจังหวัดยะลา ต่อจากความสำเร็จจาก “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยไปก่อนหน้านี้ เพื่อยกระดับอาหารไทยสู่พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยเมนูพื้นถิ่นอันโดดเด่น สร้างเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว กรมประมงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะ “การเลี้ยงปลาพลวงชมพู” โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเลี้ยง ควบคู่กับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลาพลวงชมพูและปัจจัยการผลิต เพื่อเป็นทุนเริ่มต้นในการประกอบอาชีพ ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่หันมาเลี้ยงปลาพลวงชมพูเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความสำเร็จของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านการส่งเสริมอาชีพด้านประมง สร้างรายได้ท
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ จัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOA) ร่วมกับกรมประมง เพื่อผนึกกำลังสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และบุคลากรด้านการประมงของประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้แทนลงนาม ทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ การลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานในหลายมิติ ทั้งด้านงานวิจัยและนวัตกรรม : ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการจัดการทรัพยากรทางน้ำให้ทันสมัย ด้านการพัฒนาบุคลากร: สนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ รวมถึงการฝึกงานและพัฒนาทักษะของนักศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมประมง ด้านการบริการวิชาการ: ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้สู่เกษตรกรและชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานราก ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนยุท
