กรมประมง
ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น ที่อยู่ในความสนใจของสังคมไทยมานานหลายปี เพราะถูกกล่าวอ้างผิดว่า ปลาหมอคางดำว่าเป็นปลานักล่า (Predatory Fish) กินปลาอื่น ทำลายระบบนิเวศ ขัดแย้งกับข้อมูลทางวิชาการขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผลงานวิจัยของสถาบันการศึกษาชั้นนำในแอฟริกาตะวันตกที่ระบุว่า ปลาหมอคางดำคือ เป็นปลากินพืชที่กินแพลงก์ตอนพืช และซากของสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร ไม่มีหลักฐานการกินปลาอื่นเลย ปลาหมอคางดำ เป็นปลาในวงศ์ Cichlidae วงศ์เดียวกับ ปลาหมอเทศ ปลาหมอสี และปลานิล ปลาชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำ Niger ทะเลสาบ Chad และอ่าวกินี หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำกินเศษอินทรียวัตถุ สาหร่าย แพลงก์ตอน และจุลินทรีย์เป็นหลัก ไม่มีข้อมูลว่าเป็นปลากินเนื้อหรือกินปลาอื่น สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยของ Kone & Teugels (2003), Journal of Fish Biology ที่พบว่า ปลาหมอคางดำปากแม่น้ำในแอฟริกาตะวันตก กินสาหร่ายเซลล์เดียว รวมทั้งเศษอินทรียวัตถุเน่าเปื่
“ กบนา” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง เลี้ยงง่าย ใช้ระยะเวลาเพียง 2-3 เดือน ก็สามารถจับขายได้ เฉลี่ย 50-70 บาทต่อกิโลกรัม หากแปรรูปเป็นกบถอดเสื้อสามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 80 บาทต่อกิโลกรัม การเลี้ยงกบนาใช้เงินลงทุนไม่มาก อีกทั้งตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี นายธเนตร ศรีเมือง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลหนองขุ่น อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหนองขุ่น อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่มันสำปะหลัง และไร่อ้อยเป็นหลัก ไม่มีรายได้เสริมอย่างอื่น ทำให้บางรายประสบปัญหาภาระหนี้สิน เจ้าหน้าที่กรมประมงจึงคำแนะนำให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพประมง เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพในช่วงพักชำระหนี้ด้วยการเลี้ยงกบนา เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยกรมประมงได้สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการเลี้ยง ปัจจัยการผลิต และมีการติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดการฝึกอบรม
“หอยแครง” เป็นหอยสองฝาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ขายได้ราคาสูงถึง 120-150 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่การเลี้ยงอยู่แถบชายฝั่งทะเล เกษตรกรนิยมเก็บลูกพันธุ์จากธรรมชาติมาหว่านเลี้ยงประมาณ 1–2 ปี ก่อนจับผลผลิตออกขาย หลายปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลที่เสื่อมโทรมลงและเกษตรกรจับลูกพันธุ์หอยแครงจากธรรมชาติจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณลูกพันธุ์หอยแครงในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ 2530 กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้ทำหน้าที่บุกเบิกวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลหอยแครงสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ขณะนั้นกำลังการผลิตลูกพันธุ์จากโรงเพาะฟักยังไม่เพียงพอและมีต้นทุนสูง จึงเน้นการปล่อยเสริมในธรรมชาติเป็นสำคัญ ในปี 2567 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงหอยแครงจำนวนทั้งสิ้น 1,892 ฟาร์ม มีผลผลิตรวมเพียง 27,231.05 ตัน ซึ่งลดลงกว่าร้อยละ 28.63 เมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ปีก่อน ทุกวันนี้ ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าลูกพันธุ์หอยแครงจากต่างประเทศมากถึง 140.4 ตันต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่ยังไม่เพีย
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลายี่สก” (Probarbus jullieni) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่พบในแม่น้ำสายสำคัญของประเทศไทย อาทิ แม่น้ำโขง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และน่าน ถือเป็นปลาที่มีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 200–250 บาท นอกจากนี้ ยังเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยปลาขนาด 30 เซนติเมตร สามารถจำหน่ายเป็นปลาสวยงาม ที่มีมูลค่าตัวละหลายร้อยบาท ด้วยความต้องการของตลาดรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในแหล่งน้ำ จึงส่งผลให้ประชากรปลายี่สกในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้กรมประมงเร่งปล่อยปลายี่สกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดราชบุรี หลังได้รับรายงานว่า ปลายี่สกเป็นปลาประจำถิ่นที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ และยังเป็นสัตว์น้ำประจำจังหวัดราชบุรีด้วย จึงทำให้มีความห่วง
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากรายจังหวัดชัยนาท เป็นหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จ ของการเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันได้อย่างเข้มแข็ง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ สามารถยกระดับสินค้าต่อยอดสู่โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย พร้อมเปิดช่องทางจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สอดรับกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จุดเริ่มต้น เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ได้เริ่มต้นเลี้ยงปลากรายเมื่อปี2558 แต่เดิมจำหน่ายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลาง ทำให้ถูกกดราคา และไม่มีอำนาจการต่อรอง สำนักงานประมงจังหวัดชัยนาท และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท ได้เข้ามาส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากราย จังหวัดชัยนาท พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต และการถ่ายทอดความรู้ด้านการเลี้ยง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ต่อมาเข้าสู่โครงการ แปลงใหญ่ “ปลากราย จ.ชัยนาท”เมื่อปี 2563 แปลงใหญ่
กรมประมง..เดินหน้าเร่งสำรวจความเสียหายภาคประมงจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ พร้อมแจงมาตรการเยียวยาเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทันทีหลังน้ำลด ตามข้อสั่งการเร่งด่วนของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากที่เกิดสถานการณ์อุทกภัยรุนแรง นับตั้งแต่วันที่ 11-28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง โดยเฉพาะสงขลาเป็นอย่างมาก ซึ่งในระยะวิกฤตนั้น กรมประมงได้บูรณาการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยจัดชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษ 24 ชั่วโมง ระดมทีมเจ้าหน้าที่พร้อมเรือตรวจการประมง และรถลากจูง ช่วยอพยพผู้ป่วยและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่น้ำท่วม นอกจากนี้ ยังได้ช่วยอำนว
“กุ้ง” เคยเป็นสินค้าแชมเปี้ยนที่สร้างรายได้ให้ประเทศหลักหมื่นล้านบาท แต่ภายหลังเผชิญความท้าทายทำให้ปริมาณการเลี้ยงลดลง สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะทำอย่างไรให้รอดอย่างไร รักษาอาชีพไว้ “สนิท แดงพยนต์” ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เล่าว่า ในกลุ่มฯ สมาชิกทั้งหมด 293 ครัวเรือน มีทั้งเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลากระพง ปลาสลิด และปลานิล “ต้องยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัย ต้นทุนการเลี้ยง โรคระบาด และศัตรูกุ้ง แต่จุดที่สำคัญที่ทำให้เกษตรกรรักษาอาชีพการเลี้ยงกุ้งไว้ได้ คือ การปรับแนวทางการเลี้ยงแบบพัฒนา เป็นแนวทางหลักที่กลุ่มใช้” การเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนา คือ การจัดการและป้องกัน มีบ่อพักน้ำ บ่อตกตะกอน ก่อนถึงบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้ฟาร์มมีความปลอดภัยจากศัตรูพืชและสัตว์รบกวน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้ง ฟาร์มจะใช้ผ้ากรองตาถี่ที่สามารถป้องกันได้ถึงไข่ปลาก็ไม่สามารถหลุดรอดเข้าฟาร์มไปได้ ซึ่งที่ผ่านมา อาจจะมีบางฟาร์มที่มีปลาหมอคางดำบ้างที่หลุดรอดเข้าไปแต่อยู่แค่ที่ในบ่อพักน้ำ แต่
ในขณะที่ประเทศไทยมีความหลากหลายของพันธุ์ปลาน้ำจืดในแหล่งน้ำต่างๆ แต่ขณะนี้สมดุลแหล่งน้ำธรรมชาติกำลังถูกคุกคาม ซึ่งมีต้นตอมาจาก “การลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น” ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหรือควบคุม จนกลายเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตพันธุ์รุกราน” อย่างที่กำลังเกิดขึ้นใน เขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) จังหวัดกาญจนบุรี ในเวลานี้ จากการบอกเล่าของชาวบ้าน และแพปลาในเขื่อนวชิราลงกรณ์ ว่า ปลาหมอบัตเตอร์เริ่มปรากฏตัวครั้งแรกในเขื่อนเขาแหลมตั้งแต่ปี 2551 หลังจากพบที่เขื่อนศรีนครินทร์ ที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน แม้ว่าทั้งสองแหล่งน้ำไม่ได้เชื่อมต่อกัน ผู้เลี้ยงปลากระชังที่เขื่อนเขาแหลมมองว่า การระบาดปลาหมอบัตเตอร์ในเขื่อนเขาแหลมและเขื่อนศรีนครินทร์ น่าจะเป็นผลจากฝีมือมนุษย์นำเข้ามา และหลุดรอดสู่ธรรมชาติจากการปล่อยทิ้งโดยขาดความรับผิดชอบ รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายปลาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากปลาต่างถิ่นที่เริ่มต้นเพียงไม่กี่ตัว ถึงวันนี้ปลาหมอบัตเตอร์ ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วและทนต่อสภาพน้ำ ได้แพร่กระจายเพิ่มจำนวนในอ่างเก็บน้ำ อยู่ใต้กระชังเลี้ยงปลาคอยกินอาหารของปลาที่เลี้ยงในกระชัง รวมถึงเบียดเบียนปลาพื้นถิ่น กินทั้งไข่
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วลงสู่แหล่งน้ำเป็นวงกว้างในปี 2567 ได้สร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และชาวประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งดำเนินการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในทุกมิติ โดยบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกัน กำจัด นำไปใช้ประโยชน์ เยียวยาผลกระทบ ตลอดจนฟื้นฟูความหลากหลายและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้ได้มากที่สุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 และประกาศการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นวาระแห่งชาติเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุม กำจัด และลดประชากรปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในทุกพื้นที่ของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด ผ่าน 7 มาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด โดยสามารถกำจัดปลาหมอคางดำ 7,325,234.50 กิโลกรัม ผ่านโครงการต่าง ๆ การปล่อยปลาผู้ล่า ภายใต้โครงการ “สิบหยิบห
กรมประมง…หนุนส่งเสริมเกษตรกรผลิตอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์จากวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี ตอบโจทย์ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมแนะ 5 สูตรอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์ที่ทำเองได้ไว้ใช้ในครัวเรือน โชว์เคสผลสำเร็จของ “กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองแก” จ.สุรินทร์ โดยได้นำร่องทดลองเลี้ยงปลานิลและปลาตะเพียน พบว่า ปลามีสุขภาพดี โตไว ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป ซึ่งสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและสอดรับกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้านการเกษตรสู่มาตรฐานสูง ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าสัตว์น้ำตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสัตว์น้ำของไทยรวมถึงการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน จึงได้สนับสนุนให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มีการผลิตอาหารสัตว์น้ำแบบอินทรีย์ เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตสัตว์น้ำที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคและอยู่ในวงจำกัด จึงต้องเร่งขยายและสร้างแหล่งผลิตสัตว์น้ำท
