กรมประมง
“ปลานิล” จากปลาพระราชทาน สู่สัตว์น้ำจืดยอดนิยม สร้างอาหาร สร้างอาชีพ สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี กรมประมงให้การสนับสนุนงานวิจัยในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ปลานิลเรื่อยมา เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงสัตว์น้ำพันธุ์ดี มีคุณภาพ ให้ผลผลิตและอัตราการรอดตายสูง อีกทั้งยังได้สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการลดต้นทุนการเลี้ยง ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยง โดยปัจจุบันมีพันธุ์ปลานิลและปลานิลแดงที่ผ่านการปรับปรุงและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ได้แก่ จิตรลดา 3 จิตรลดา 4 เร้ด 1 เร้ด 2 และปทุมธานี 1 ส่วนภาคเอกชนก็มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ปลานิลด้วยเช่นกัน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลพันธุ์ใหม่ที่เติบโตได้เร็วกว่าเดิม โดยพัฒนามาจากปลานิลจำนวน 4 สายพันธุ์ เพิ่มความหลากหลายในส่วนของประชากรเพื่อให้มีลักษณะการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น ขณะนี้ปลานิลสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ โดยเปิดตัวครั้งแรก ให้ชมตัวจริงกันในงาน “60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชน
ปัจจุบัน “ปลานิล” เป็นปลาน้ำจืดที่เลี้ยงง่ายและโตเร็ว เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย สร้างรายได้ต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท ปลานิลไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวสู่โต๊ะอาหารทั่วโลก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน ไปฟังคำตอบจากบทสัมภาษณ์ของ คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย นายกสมาคมปลานิลไทย ดังต่อไปนี้ ภาพรวมการเลี้ยงปลานิลของไทย ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงปลานิลเพื่อเป็นแหล่งอาหารและเลี้ยงเชิงอุตสาหกรรม ประมาณ 3 แสนราย มูลค่าตลาดรวม 1.3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบัน ไทยผลิตปลานิลได้ปีละ 2 แสนกว่าตัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ส่งออกน้อยมากไม่เกิน 5-10% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกแค่ปีละหมื่นกว่าตันเท่านั้น จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศในอนาคต โอกาสการขยายตลาดส่งออก ในอดีต จีนคือประเทศเลี้ยงปลานิลรายใหญ่ของโลก เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในหลายด้าน จึงผลิตปลานิลราคาถูก ส่งออกสู่ตลาดโลกได้มากกว่าไทย แต่ระยะหลัง จีนมีปัญหากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำเข้าปลานิลรายใหญ่ของโลก ทำให้บริษัทผู้นำเข้าของอเมริกาเ
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 กรมประมง ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมปลานิลไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ตลอดจนภาครัฐและเอกชนเตรียมจัดงาน 60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชนชาวไทย ระหว่างวันที่ 13 มีนาคม ถึง 17 มีนาคม 2569 ณ ลาน Alive Park Hall ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า งาน 60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชนชาวไทย เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมประมง มูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมปลานิลไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดง ความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในโอกาสครบรอบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานพันธุ์ปลานิลให้กับกรมประมง เมื่อปี พ.ศ. 2509 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของประเทศไทย และยังเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปลานิลพระราชทานทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ วิชาการและการพัฒน
กรมประมงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับรายได้เกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากและภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันปลาพลวงชมพูสู่สินค้า GI ตัวใหม่ของจังหวัดยะลา ต่อจากความสำเร็จจาก “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยไปก่อนหน้านี้ เพื่อยกระดับอาหารไทยสู่พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยเมนูพื้นถิ่นอันโดดเด่น สร้างเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว กรมประมงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะ “การเลี้ยงปลาพลวงชมพู” โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเลี้ยง ควบคู่กับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลาพลวงชมพูและปัจจัยการผลิต เพื่อเป็นทุนเริ่มต้นในการประกอบอาชีพ ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่หันมาเลี้ยงปลาพลวงชมพูเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความสำเร็จของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านการส่งเสริมอาชีพด้านประมง สร้างรายได้ท
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ จัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOA) ร่วมกับกรมประมง เพื่อผนึกกำลังสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และบุคลากรด้านการประมงของประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้แทนลงนาม ทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ การลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานในหลายมิติ ทั้งด้านงานวิจัยและนวัตกรรม : ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการจัดการทรัพยากรทางน้ำให้ทันสมัย ด้านการพัฒนาบุคลากร: สนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ รวมถึงการฝึกงานและพัฒนาทักษะของนักศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมประมง ด้านการบริการวิชาการ: ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้สู่เกษตรกรและชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานราก ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนยุท
ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น ที่อยู่ในความสนใจของสังคมไทยมานานหลายปี เพราะถูกกล่าวอ้างผิดว่า ปลาหมอคางดำว่าเป็นปลานักล่า (Predatory Fish) กินปลาอื่น ทำลายระบบนิเวศ ขัดแย้งกับข้อมูลทางวิชาการขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผลงานวิจัยของสถาบันการศึกษาชั้นนำในแอฟริกาตะวันตกที่ระบุว่า ปลาหมอคางดำคือ เป็นปลากินพืชที่กินแพลงก์ตอนพืช และซากของสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร ไม่มีหลักฐานการกินปลาอื่นเลย ปลาหมอคางดำ เป็นปลาในวงศ์ Cichlidae วงศ์เดียวกับ ปลาหมอเทศ ปลาหมอสี และปลานิล ปลาชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำ Niger ทะเลสาบ Chad และอ่าวกินี หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำกินเศษอินทรียวัตถุ สาหร่าย แพลงก์ตอน และจุลินทรีย์เป็นหลัก ไม่มีข้อมูลว่าเป็นปลากินเนื้อหรือกินปลาอื่น สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยของ Kone & Teugels (2003), Journal of Fish Biology ที่พบว่า ปลาหมอคางดำปากแม่น้ำในแอฟริกาตะวันตก กินสาหร่ายเซลล์เดียว รวมทั้งเศษอินทรียวัตถุเน่าเปื่
“ กบนา” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง เลี้ยงง่าย ใช้ระยะเวลาเพียง 2-3 เดือน ก็สามารถจับขายได้ เฉลี่ย 50-70 บาทต่อกิโลกรัม หากแปรรูปเป็นกบถอดเสื้อสามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 80 บาทต่อกิโลกรัม การเลี้ยงกบนาใช้เงินลงทุนไม่มาก อีกทั้งตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี นายธเนตร ศรีเมือง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลหนองขุ่น อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหนองขุ่น อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่มันสำปะหลัง และไร่อ้อยเป็นหลัก ไม่มีรายได้เสริมอย่างอื่น ทำให้บางรายประสบปัญหาภาระหนี้สิน เจ้าหน้าที่กรมประมงจึงคำแนะนำให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพประมง เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพในช่วงพักชำระหนี้ด้วยการเลี้ยงกบนา เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยกรมประมงได้สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการเลี้ยง ปัจจัยการผลิต และมีการติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดการฝึกอบรม
“หอยแครง” เป็นหอยสองฝาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ขายได้ราคาสูงถึง 120-150 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่การเลี้ยงอยู่แถบชายฝั่งทะเล เกษตรกรนิยมเก็บลูกพันธุ์จากธรรมชาติมาหว่านเลี้ยงประมาณ 1–2 ปี ก่อนจับผลผลิตออกขาย หลายปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลที่เสื่อมโทรมลงและเกษตรกรจับลูกพันธุ์หอยแครงจากธรรมชาติจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณลูกพันธุ์หอยแครงในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ 2530 กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้ทำหน้าที่บุกเบิกวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลหอยแครงสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ขณะนั้นกำลังการผลิตลูกพันธุ์จากโรงเพาะฟักยังไม่เพียงพอและมีต้นทุนสูง จึงเน้นการปล่อยเสริมในธรรมชาติเป็นสำคัญ ในปี 2567 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงหอยแครงจำนวนทั้งสิ้น 1,892 ฟาร์ม มีผลผลิตรวมเพียง 27,231.05 ตัน ซึ่งลดลงกว่าร้อยละ 28.63 เมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ปีก่อน ทุกวันนี้ ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าลูกพันธุ์หอยแครงจากต่างประเทศมากถึง 140.4 ตันต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่ยังไม่เพีย
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลายี่สก” (Probarbus jullieni) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่พบในแม่น้ำสายสำคัญของประเทศไทย อาทิ แม่น้ำโขง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และน่าน ถือเป็นปลาที่มีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 200–250 บาท นอกจากนี้ ยังเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยปลาขนาด 30 เซนติเมตร สามารถจำหน่ายเป็นปลาสวยงาม ที่มีมูลค่าตัวละหลายร้อยบาท ด้วยความต้องการของตลาดรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในแหล่งน้ำ จึงส่งผลให้ประชากรปลายี่สกในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้กรมประมงเร่งปล่อยปลายี่สกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดราชบุรี หลังได้รับรายงานว่า ปลายี่สกเป็นปลาประจำถิ่นที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ และยังเป็นสัตว์น้ำประจำจังหวัดราชบุรีด้วย จึงทำให้มีความห่วง
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากรายจังหวัดชัยนาท เป็นหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จ ของการเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันได้อย่างเข้มแข็ง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ สามารถยกระดับสินค้าต่อยอดสู่โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย พร้อมเปิดช่องทางจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สอดรับกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จุดเริ่มต้น เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ได้เริ่มต้นเลี้ยงปลากรายเมื่อปี2558 แต่เดิมจำหน่ายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลาง ทำให้ถูกกดราคา และไม่มีอำนาจการต่อรอง สำนักงานประมงจังหวัดชัยนาท และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท ได้เข้ามาส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากราย จังหวัดชัยนาท พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต และการถ่ายทอดความรู้ด้านการเลี้ยง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ต่อมาเข้าสู่โครงการ แปลงใหญ่ “ปลากราย จ.ชัยนาท”เมื่อปี 2563 แปลงใหญ่
