กรมวิชาการเกษตร
ในการเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันนั้น จะมีทั้งที่เป็นปาล์มทะลาย และผลปาล์มร่วงอยู่ในสวน การที่ผลปาล์มน้ำมันร่วงมีหลายสาเหตุด้วยกัน เมื่อปาล์มมีการสังเคราะห์น้ำมันในชั้นเปลือกถึงจุดสูงสุด ผลปาล์มก็จะร่วงลงมา ทะลายปาล์มสุกหนึ่งทะลายต้องมีผลปาล์มร่วงอย่างน้อย 10 ลูก และทะลายปาล์มกึ่งสุกจะมีผลปาล์มร่วง 1-9 ลูก ต่อทะลาย นอกจากนั้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลปาล์มร่วงได้ เนื่องจากปาล์มผ่านการพัฒนาในช่วงแล้งมานาน และมีฝนตกลงมากะทันหัน หรือตกลงมาในปริมาณมาก ส่งผลให้เซลล์ขั้วผลขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลปาล์มร่วงหล่นจากขั้วทันที ทั้งๆ ที่ผลปาล์มเพิ่งอยู่ในภาวะสะสมน้ำมัน คุณวิชนีย์ ออมทรัพย์สิน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว ผลผลิตปาล์ม เฉลี่ยประมาณ 3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ หากน้ำหนักทะลายเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จะมีจำนวน 200 ทะลาย ต่อไร่ ต่อปี หากเกษตรกรตัดทะลายปาล์มสุกทั้งหมด จะมีผลปาล์มร่วงเฉลี่ย 10-15 ลูก ต่อทะลาย หรือประมาณ 2,000-3,000 ผล ต่อไร่ ต่อปี ถ้าคิดเป็นน้ำ
อากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางและมะยงชิดให้ระวังโรคแอนแทรกโนส มักพบเชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ใบ พบแผลรูปร่างไม่แน่นอน ขอบแผลชัดเจนสีน้ำตาลเข้ม กลางแผลสีน้ำตาลอ่อน บางใสกว่าเนื้อใบรอบๆ กรณีมีความชื้นสูง แผลจะเพิ่มจำนวนขยายใหญ่อย่างรวดเร็วติดต่อกันทั้งใบ ทำให้ใบบิดเบี้ยว หรือไหม้แห้ง หากรุนแรงถึงระยะออกดอก เชื้อราสาเหตุโรคจะเข้าทำลายช่อดอก โดยเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลดำกระจายบนก้านดอก ทำให้ดอกเหี่ยวและหลุดร่วงไม่ติดผล ผลอ่อน จะพบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและร่วงหล่น เชื้อราสาเหตุโรคจะแฝงอยู่ที่ผลอ่อนโดยไม่แสดงอาการของโรค แต่จะแสดงอาการเมื่อผลแก่ โดยพบจุดแผลสีดำเล็กๆ ต่อมาแผลขยายลุกลามและบริเวณแผลอาจพบรอยแตก ทำให้ผลเน่าในที่สุด เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบพืชเริ่มมีอาการของโรค ให้ตัดแต่งกิ่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อลดความชื้นในทรงพุ่ม จากนั้นให้ควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนมากเกินไป ภายหลังเก็บเกี่ยว
สวพ.6 กรมวิชาการเกษตร ประกาศวันทุเรียนแก่ “10 เม.ย. 64” ในพื้นที่ จันทบุรี ระยอง ตราด หวังสกัดการส่งออกทุเรียนอ่อน พร้อมยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยทุเรียน ตั้งแต่สวนทุเรียน โรงบรรจุภัณฑ์ ฝ่าวิกฤตโควิด-19 สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อทุเรียนทั่วโลก นายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี (สวพ.6) สังกัดกรมวิชาการเกษตร ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรี เปิดเผย “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา สวพ.6 ได้ประชุมร่วมกับชาวสวนทุเรียน สมาคมทุเรียนไทย ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน เพื่อคุมเข้มการส่งออกทุเรียนอ่อน นอกเหนือจากใช้มาตรการปกติที่ใช้กันมาทุกปี ซึ่งปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่ประชุมมีมติให้ประกาศ “วันทุเรียนแก่” ของทุเรียนหมอนทอง เพื่อให้เกษตรกร ล้ง และผู้ส่งออก รับรู้ทั่วกันอย่างเป็นทางการ สาเหตุที่เลือก “วันที่ 10 เมษายน 2564” เป็นวันทุเรียนแก่ เนื่องจาก แหล่งปลูกทุเรียนหมอนทองส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก คือ จันทบุรี ระยอง และตราด จะมีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นจ
ปัจจุบัน ธรรมชาติถูกทำลายไปมาก ก่อให้เกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหมอกควัน (Haze) ฝุ่นละออง (Particulate matter : PM) และสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ปนเปื้อนในอากาศนั้นเป็นหนึ่งในปัญหามลพิษที่สำคัญ และกลายเป็นประเด็นร้อนในระดับโลก ซึ่งองค์การอนามัยโลก รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ กำลังให้ความสำคัญ เนื่องจากมลพิษทางอากาศสามารถแพร่กระจายออกไปในวงกว้างได้โดยง่ายและไม่จำกัดบริเวณ หากอากาศมีสารมลพิษปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่สูงก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะฝุ่นละออง ขนาด 2.5 ไมครอนนั้นได้มีการรายงานว่า เป็นสาเหตุสำคัญทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่า 2 ล้านคน จึงทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถูกจัดให้เป็นสารมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของมนุษย์ หากฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อระบบไหลเวียนโลหิต ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจและโรคปอดต่างๆ หากได้รับในปริมาณมากและเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อหุ้มปอด และส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง
ปัจจุบัน มะพร้าวน้ำหอม นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ที่นิยมบริโภคสดและใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เพราะมีจุดแข็งสำคัญคือ ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน เหมาะสมต่อการเพาะปลูกผลไม้ ทำให้ผลไม้มีรสชาติดี น้ำมะพร้าวที่ได้มีคุณภาพดีและมีกลิ่นหอม เป็นที่ต้องการของตลาด กรมวิชาการเกษตร ได้รับแจ้งจาก สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักการต่างประเทศ เรื่อง สถานการณ์สินค้ามะพร้าวในสหรัฐอเมริกา (เมษายน 2563) จากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (สปษ. ดี.ซี.) ว่า ปัจจุบัน ตลาดสินค้าน้ำมะพร้าวจากทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีขยายตัวเพิ่มเป็น 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 ความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวที่เพิ่มขึ้น อาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการบริโภคของประชากรที่หันมาเน้นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และด้วยผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง ไขมันและแคลอรีต่ำ สามารถเป็นเครื่องดื่มในลักษณะของ Sport Drink ที่ทำให้เกิดความสดชื่นเมื่อดื่มหลังการออ
ช่วงฤดูหนาว อากาศชื้นหรือมีฝนตก อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกถั่วลิสง กรมวิชาการเกษตร แนะนำเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงให้หมั่นสังเกตอาการของโรคโคนเน่าขาว หรือ โรคลำต้นเน่า (เชื้อรา Sclerotium rolfsii) ที่สามารถพบได้ในระยะการออกดอกจนถึงระยะติดฝักของถั่วลิสง เริ่มแรกจะพบ ยอด กิ่ง และลำต้นของถั่วลิสงเหี่ยวและยุบเป็นหย่อมๆ ส่วนบริเวณโคนต้นเหนือดินจะพบแผลสีน้ำตาลและเส้นใยสีขาวหยาบของเชื้อราสาเหตุโรค จากนั้นเส้นใยของเชื้อจะรวมตัวเป็นเม็ดเล็กสีขาว และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำคล้ายเมล็ดผักกาด ต่อมาต้นจะแห้งและตายในที่สุด หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตถั่วลิสงแล้ว เกษตรกรควรทำลายซากต้นถั่วลิสงด้วยการไถกลบให้ลึกพลิกหน้าดินตากแดด เพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุโรค และฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในดิน เนื่องจากเชื้อราสามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นาน จากนั้น ให้ใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ก่อนปลูกเพื่อปรับสภาพดิน และควรจัดระยะปลูกให้เหมาะสม เพื่อให้โคนต้นโปร่ง แสงแดดส่องถึง ไม่ให้มีความชื้นสูง เพื่อเป็นการลดการระบาดของโรค อีกทั้งแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี กรณีในแปลงที่พบการระบาดของโรคโคนเน่าขาว หรือ โรคลำต้นเน่า ให้เกษตรกรควรป
มะพร้าว เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของไทย ส่วนใหญ่นิยมบริโภคน้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เนื้อมะพร้าวแปรรูปเป็นอาหารคาวหวาน มะพร้าวทั้งต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบในชีวิตประจำวัน ก้านใบหรือทางมะพร้าว ใช้ทำไม้กวาด ใบมะพร้าวนําไปจักสานเป็นหมวก ฯลฯ นอกจากนี้ สามารถนำส่วนต่างๆ ของต้นมะพร้าวไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันมะพร้าว ผลิตน้ำกะทิเข้มข้น น้ำตาลมะพร้าว ที่นอนใยมะพร้าว การเผาถ่าน ฯลฯ สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เคยสำรวจพบว่า ประชากรไทย 1 คน จะบริโภคเนื้อมะพร้าวประมาณปีละ 8,273.2 กรัม หรือประมาณ 18 ผล ต่อคน ต่อปี ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีพลเมืองประมาณ 55 ล้านคน จะใช้ผลมะพร้าวประมาณ 990 ล้านผล หรือประมาณ 65% ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนที่เหลือประมาณ 35% ของผลผลิตทั้งหมด หรือ 489 ล้านผล ใช้ในรูปของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เครื่องดื่ม อาหาร ฯลฯ สำหรับใช้ในประเทศและส่งออก วิธีการปลูกมะพร้าวให้ได้ผลดี ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร แนะวิธีการปลูกมะพร้าวให้ได้ผลดีต้องประกอบด้วย การเลือกพื้นที่ปลูกดี ใช้พันธุ์ดี ปลูกถูกวิธี ดูแลรักษาต้นมะพร้าวให้สมบูรณ์
ในช่วงที่อากาศเย็น มีน้ำค้างลง และมีความชื้นในอากาศสูงเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกฟักแม้ว (ซาโยเต้ หรือ มะระหวาน) ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคราน้ำค้างที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโต มักพบอาการของโรคบนใบที่อยู่บริเวณด้านล่างของต้นก่อน ต่อมาขยายลุกลามไปยังใบที่อยู่ด้านบน เริ่มแรกพบแผลเหลี่ยมเล็กฉ่ำน้ำตามกรอบของเส้นใบย่อย ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กรณีที่ในตอนเช้ามีความชื้นสูง จะพบเส้นใยเชื้อราเป็นขุยสีขาวเทาตรงแผลใต้ใบ จากนั้นแผลจะขยายใหญ่ติดต่อกัน และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ หากอาการรุนแรง จะทำให้ใบเหลืองและแห้งตายทั้งต้น และต้นที่เป็นโรคจะติดผลน้อย ผลมีขนาดเล็ก คุณภาพของผลจะลดลง กรณีเป็นโรคในระยะผลอ่อน จะทำให้ผลลีบเล็ก และบิดเบี้ยว กรณีพบด้วงเต่าแตงที่เป็นพาหนะเชื้อราสาเหตุโรค เกษตรกรควรกำจัดโดยการจับตัวด้วงเต่าแตงมาทำลาย หรือพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หา
ระยะนี้จะมีฝนตกและฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนลำไยเฝ้าระวังการระบาดของโรคราน้ำฝน จะพบการระบาดในช่วงที่ต้นลำไยติดผลอ่อน แตกใบอ่อน และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต การแสดงอาการที่ใบ กิ่ง และยอด ใบอ่อน กิ่งอ่อน และยอดอ่อนไหม้เป็นสีน้ำตาลเข้ม มักพบเส้นใยสีขาวขึ้นฟูปกคลุมกิ่งอ่อนและยอดอ่อน ต่อมาส่วนที่เป็นโรคจะแห้งตายอย่างรวดเร็ว หากระบาดรุนแรง จะทำให้ใบและยอดไหม้ทั่วทั้งต้น การแสดงอาการที่ผล ในระยะผลอ่อนบริเวณเปลือกผลอ่อนและขั้วผลมีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนในระยะผลที่ยังแก่ไม่เต็มที่ จะพบผลแตกและเน่า มักพบเส้นใยสีขาวขึ้นฟูคลุม และผลจะหลุดร่วงในที่สุด หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนลำไยและทำความสะอาดกำจัดวัชพืชโคนต้น เก็บกวาดเศษซากพืชส่วนกิ่ง ใบ ผลที่เป็นโรคใต้ต้นไปเผาทำลายนอกสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกชุก จากนั้นควรตัดแต่งกิ่ง ใบ และทรงพุ่มต้นลำไยให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งอยู่เสมอ เมื่อได้นำ
เฝ้าระวังสวนองุ่น ในช่วงที่มีฝนตกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคสแคปหรือโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นแตกใบอ่อนและเริ่มติดผลอ่อน สำหรับโรคสแคปที่พบได้ในช่วงนี้จะแสดงอาการของโรคบนใบและกิ่งก้าน ในระยะแรกจะคล้ายกับอาการของโรคแอนแทรคโนส แต่จะเห็นอาการของโรคแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนที่ผล ส่วนอาการบนใบ จะพบอาการบนใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน อาการบนเถา กิ่ง ก้าน และมือเกาะ เริ่มแรกเป็นจุดแผลสีน้ำตาล กรณีโรคระบาดรุนแรง แผลขยายตัวขนาดใหญ่ติดต่อกัน แผลกลมสีน้ำตาล ค่อนข้างแห้ง ขอบแผลนูนแข็ง หากเกิดโรคบนกิ่งบริเวณส่วนยอด จะทำให้ยอดบิดเบี้ยว อาการที่ผล เกิดแผลจุดสีดำยุบตัวลง ขอบแผลนูนขึ้นเห็นได้ชัดเจน หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ติดต่อกัน ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล และแผลค่อนข้างแห้ง หากพบการระบาดมากของโรคสแคปในช่วงแตกใบอ่อน ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป อีกทั้งควรต
