กรมวิชาการเกษตร
สวพ.5ชู“นาคูโมเดล” ยกระดับคุณภาพการผลิตพืชผักปลอดภัยและยั่งยืนระดับชุมชนยกระดับราคาและคุณภาพการผลิตผักปลอดภัยของเกษตรกรเมืองเก่าให้เป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาด นายก้องกษิต สุวรรณวิหค ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 (สวพ.5) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อเป็นการยกระดับการผลิตพืชผักปลอดภัยแบบยั่งยืนให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งปัจจุบันถือเป็นแหล่งผลิตพืชผักอนามัยที่สำคัญของประเทศ สวพ.5 ได้จัดทำโครงการขยายผล “โค” ผลิตพืชผักปลอดภัยและยั่งยืนระดับชุมชนจังหวัดอยุธยาขึ้น โดยโครงการดังกล่าวสวพ.5ได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างกลุ่มเกษตรกรสมาชิกวิสาหกิจชุมชน บริษัทเทสโก้ โลตัสและสำนักงานเกษตรอำเภอผักไห่ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ ของวิสาหกิจชุมชนบ้านนาคูร่วมใจพัฒนา ตำบลนาคู อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการผลิตพืชผักควรได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตพืช เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตให้เป็นที่ต้องการของตลาด จึงถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (GAP) ให้กับเกษตรกรในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพอย่างยั่งยืนเป็นที่ยอมรับของ
กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยองค์ความรู้เรื่อง “คู่มือสำหรับเกษตรกร การผลิตฟ้าทะลายโจร” เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจนำไปปรับใช้ผลิตฟ้าทะลายโจร ให้ได้ผลผลิตที่่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ภายในคู่มือประกอบด้วย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ฟ้าทะลายโจร สารสำคัญในฟ้าทะลายโจร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับพืช 1. โรคพืชสำคัญของฟ้าทะลายโจร โดยทั่วไป ต้นฟ้าทะลายโจรที่มีอายุ 2-3 เดือน ไม่ค่อยพบการระบาดของโรค แต่จะพบโรคมากในช่วงออกดอกจนถึงติดฝัก ซึ่งเป็นโรคที่พบมาก มีดังนี้ 1.1 โรคโคนเน่าและรากเน่า เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Phytohpthora sp. ลักษณะอาการ ต้นเริ่มเหี่ยว เหลือง ใบร่วง โคนต้นมีอาการเน่าและต้นตาย มักพบการแพร่ระบาดมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม แนวทางป้องกันกำจัดโรค ต้องใช้เชื้อราปฏิปักษ์ Trichoderma harzianum อัตราตามคำแนะนำหรือหากรุนแรงมากให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราเมทาแลกซิล ราดตามคำแนะนำในฉลาก 1.2 โรคแอนแทรกโนส เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Collectotrichum sp. ลักษณะอาการ ใบของฟ้าทะลายโจรจะมีจุดแผลแห้งเล็กๆ สีน้ำตาลและขยายเป็นงวงซ้อนกันเป็นชั้น การป้องกันกำจัด เมื่อพบให้ถอนทิ้งและโรย
ระยะนี้จะมีฝนตกและฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนลำไยเฝ้าระวังการระบาดของโรคราน้ำฝน จะพบการระบาดในช่วงที่ต้นลำไยติดผลอ่อน แตกใบอ่อน และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต การแสดงอาการที่ใบ กิ่ง และยอด ใบอ่อน กิ่งอ่อน และยอดอ่อนไหม้เป็นสีน้ำตาลเข้ม มักพบเส้นใยสีขาวขึ้นฟูปกคลุมกิ่งอ่อนและยอดอ่อน ต่อมาส่วนที่เป็นโรคจะแห้งตายอย่างรวดเร็ว หากระบาดรุนแรง จะทำให้ใบและยอดไหม้ทั่วทั้งต้น การแสดงอาการที่ผล ในระยะผลอ่อนบริเวณเปลือกผลอ่อนและขั้วผลมีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนในระยะผลที่ยังแก่ไม่เต็มที่ จะพบผลแตกและเน่า มักพบเส้นใยสีขาวขึ้นฟูคลุม และผลจะหลุดร่วงในที่สุด หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนลำไยและทำความสะอาดกำจัดวัชพืชโคนต้น เก็บกวาดเศษซากพืชส่วนกิ่ง ใบ ผลที่เป็นโรคใต้ต้นไปเผาทำลายนอกสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกชุก จากนั้นควรตัดแต่งกิ่ง ใบ และทรงพุ่มต้นลำไยให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งอยู่เสมอ เมื่อได้นำ
กรมวิชาการเกษตร เผยแพร่คู่มือการผลิตฟ้าทะลายโจรสำหรับเกษตรกร ซึ่งในข้อมูลเอกสาร หน้า 38-39 ได้เผยแพร่เทคนิคการปลูกฟ้าทะลายโจร ของ ดร.จรัญ ดิษฐไชยวงศ์ ข้าราชการบํานาญ กรมวิชาการเกษตร โทร. 089-859-5485 E-mail: [email protected] ซึ่งสะสมประสบการณ์ด้านการผลิตฟ้าทะลายโจรมานานหลายปี โดย ดร.จรัลได้สรุปข้อควรระวังในการปลูกฟ้าทะลายโจรไว้ 4 ประการ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงดินปลูก ปุ๋ยอินทรีย์ และแหล่งน้ำที่มีสารพิษปนเปื้อน 2.ควรมีแนวบังลม เพราะสภาพลมแรงทำให้ลำต้น กิ่งก้านแขนงฟ้าทะลายโจรฉีกหักได้ง่าย 3.ยกแปลงสููงและมีสม่ำเสมอ เพราะต้นฟ้าทะลายโจรไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง 4.ปลูกฟ้าทะลายโจรในสภาพขาดน้ำ ทำให้ผลผลิตลดลง สำหรับผู้สนใจการปลูกฟ้าทะลายโจร ดร.จรัลมีข้อแนะนำปลูกฟ้าทะลายโจรให้ได้ผลผลิตที่ดี ดังต่อไปนี้ 1.ชั่่งเมล็ดฟ้าทะลายโจร 15 กรัม (ความงอกมากกว่าหรือเท่ากับ( ≥ ) 80% ปลููกแบบย้ายกล้าได้ประมาณ ประมาณ 1 ไร่) 2.แช่เมล็ดในน้ำสะอาดทิ้งไว้ 5-6 ชั่วโมง นำขึ้นมาผึ่งลมพอแห้งจึงนำไปเพาะ 3.เพาะเมล็ดลงตะกร้าที่มีดินพรุ (peat) หรือใช้ส่วนผสมของดินร่วน : ปุ๋ยมูลวัวแห้ง : แกลบดำ ในสัดส่วน 1 : 2 : 2 โดยปริมาตร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังคงระบาดในไทยและหลายประเทศทั่วโลก ประกอบกับไทย ยังมีอัตราผู้ติดเชื้อในประเทศสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายต่างเกิดความกังวลนั้น ในส่วนของสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ทาง ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเข้มงวดในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อของสินค้าเกษตรในทุกกระบวนการให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการกำชับและคุมเข้ม ครอบคลุมในทุกมาตรการ ตั้งแต่มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันสำหรับเกษตรกรในการดูแลตนเอง การทำความสะอาดพื้นที่และสวนเกษตร มาตรการสำหรับผู้ประกอบการสถานประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) และมาตรการสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร มีการเฝ้าระวัง ตั้งแต่การพ่นยาฆ่าเชื้อตั้งแต่ต้นทางจากสวน จนถึงระบบขนส่ง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชของกรมวิชาการเกษตร ติดตามกำกับดูแลที่โรงคัด
การผลิตฟ้าทะลายโจรให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพที่ดี จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ในการผลิต ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงได้จัดทำคู่มือการผลิตฟ้าทะลายโจร สำหรับเกษตรกร เป็นแนวทางในการผลิตฟ้าทะลายโจรให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจนำไปปรับใช้และพัฒนาให้เหมาะสมในพื้นที่ของตัวเอง แหล่งผลิตฟ้าทะลายโจร การผลิตฟ้าทะลายโจรมีอยู่ทั่วไป ซึ่งแหล่งผลิตสำคัญที่รู้จักกันดีและปลูกมานานคือ กลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรกระตีบพัฒนา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่ผ่านมา เกษตรกรมีรายได้ 60,000 บาทต่อไร่ (ช่วงราคารับซื้อ 40-60 บาท) ส่วนใหญ่จะปลูกฟ้าทะลายโจรร่วมกับข้าวโพด ได้ผลผลิต 1,500-1,800 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่การผลิตแบบอินทรีย์จะได้ผลผลิต 400 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งในช่วงวิกฤตที่มีการระบบของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีความต้องการฟ้าทะลายโจรสูงมาก ทำให้ตลอดช่วงห่วงโซ่การผลิตของฟ้าทะลายโจรเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลผลิตที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำยา จะต้องมีคุณภาพมาตรฐานโรงงานและเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้สมุนไพรที่มีคุณภาพและปลอดภัย ฤดูการปลูก ฟ้าทะลายโจรสามารถปลูกได้ทุกฤดู แต่ที่เหมาะสมคือ ช่วงต้นฤดูฝน พันธุ์ปลูก พันธุ์พิษณุโลก 5-4
สวพ.2 ปลื้มความสำเร็จโครงการปุ๋ยแก้จน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในนาข้าวให้มีคุณภาพ ให้ผลผลิตสูง สร้างเพิ่มรายได้เพิ่มให้เกษตรกรและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนสู่ความเข้มแข็ง ยั่งยื นางสาวฉันทนา คงนคร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา การเกษตรเขตที่ 2 (สวพ.2) จังหวัดพิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สวพ.2 ประสบความสำเร็จอย่างมากในการส่งเสริมโครงการทดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชที่เหมาะสมกับภูมิสังคมเกษตรกรระหว่างปี 2563-2564 แก่เกษตรกรทำนาตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก จำนวนเกษตรกร 30 รายในพื้นที่เป้าหมายจำนวน 100 ไร่ โดยโครงการดังกล่าวสวพ.2ได้นำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในนาข้าว ได้แก่ การใช้แม่ปุ๋ยมาผสมใช้เองตามคำแนะนำ เพื่อการใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกเวลา ถูกวิธี และถูกปริมาณ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในพื้นที่นาได้ นายพนิต หมวกเพชร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สวพ.2 อธิบายว่า เทคโนโลยีที่แนะนำ คือการแบ่งใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 รองพื้นพร้อมปลูก ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัต
สวพ.8 นำร่องการวิจัยการจัดการธาตุอาหารปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่โซนนิ่ง ยกระดับผลผลิตในจังหวัดสงขลา นายจิระ สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายด้านการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสมของพื้นที่ ใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ที่มี ศักยภาพ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชตามเขตความเหมาะสมของดิน (Zoning By Agri-Map) โดยดำเนินงานวิจัยด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันตามเขตความเหมาะสมของดินนำร่องในแปลงของเกษตรกรในจังหวัดสงขลาขึ้น โดยโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การสนับสนุนเงินงบประมาณวิจัยจาก สกสว. ในปี 2562-2564 เนื่องจากเห็นว่าจังหวัดสงขลามีชั้นความเหมาะสมของดินสำหร
คุณอนันต์ อักษรศรี รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก คุณพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้กำกับดูแลการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของหน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่รับผิดชอบ ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมีนโยบายหลักต้องการให้หน่วยงานในพื้นที่ส่วนภูมิภาคนำผลงานวิจัยในทุกด้านของกรมวิชาการเกษตรขยายผลไปสู่เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจากการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้างานตามนโยบายดังกล่าวในเขตพื้นที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก ได้รับรายงานความก้าวหน้างานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชจำนวน 3 พืช ได้แก่ มะนาว ส้มโอ และมันเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งคาดว่าจะเสนอพันธุ์พืชทั้ง 3 พันธุ์ให้เป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรได้ในปี 2565 มะนาว สายต้น 1-02-07-2 และสายต้น 1-07-01-4 ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร โดยนำมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ไปฉายรังสีแกมมา เพื่อให้มีเมล็ดน้อยลง เปลือกบางและยังคงทนทานต่อโรคแคงเกอร์เหมือนพันธุ์เดิม โดยได้คัดเลือกสายต้นมะนาวพันธุ์พิจิตร 1
เกษตรฯ จับมือพาณิชย์คัดสรรสุดยอดกาแฟไทย ชูเอกลักษณ์ด้านรสชาติกาแฟไทยที่ได้รับการยอมรับระดับสากล พร้อมขยายตลาดเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคกาแฟรุ่นใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการประชาสัมพันธ์สุดยอดกาแฟไทย ปี 2564 เพื่อคัดสรรสุดยอดกาแฟไทยจากแหล่งปลูกที่เป็น single origin ทั่วประเทศ ทั้งสายพันธุ์อะราบิกาและโรบัสตา เข้ารับรางวัลถ้วยพระราชทาน พร้อมประกาศนียบัตรและเงินรางวัล และนำผลผลิตสุดยอดกาแฟไทยออกประมูลและจัดแสดง เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจได้มีโอกาสชิมรสชาติสุดยอดกาแฟของไทย นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยการสนับสนุนจากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ หรือ ICO ได้จัดพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการประกวดคัดสรรสุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ตามโครงการประชาสัมพันธ์สุดยอดกาแฟไทย ปี 2564 หรือ THAI COFFEE EXCELLENCE 2021 เพื่อช่วยกระต
