กรมวิชาการเกษตร
สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลฯ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน เตรียมอบรม ใช้พาราควอต และไกลโฟเซต ให้กับโรงงานอ้อยทั่วประเทศ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมปูพรม ผนึกกำลังทุกฝ่าย ลงอบรมให้ความรู้การใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต ให้กับเกษตรกรของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ก่อนมาตรการจำกัดการใช้ฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 20 ตุลาคมพ.ศ. 2562 นี้ นายกิตติ ชุณวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต โดยให้เกษตรกรขึ้นทะเบียน ผ่านการอบรมและสอบเรื่องการใช้สารฯ อย่างถูกต้องและปลอดภัยตามหลักสูตรของกรมวิชาการเกษตรและมาตรการจำกัดการใช้ เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว เกษตรกรจึงมีสิทธิ์ไปซื้อและใช้สารกำจัดวัชพืชดังกล่าวที่ร้านค้าได้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 20 ตุลาคม 2562 นี้ สมาคมจึงได้ร่วมกับ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งชาติ สมาคมเกษตรปลอดภัย และ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด จัดทำ “โครงการอบรมก
สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดและผู้เกี่ยวข้อง วางแผนรับมือหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ในฤดูกาลปลูกข้าวโพดรอบถัดไปที่จะมาถึง ย้ำการจัดการแบบองค์รวมตามหลักวิชาการที่ใช้ร่วมกันทั้งชีวภัณฑ์ สารเคมีชนิดและอัตราที่แนะนำด้วยหลัก 3 ถูก ถูกชนิด ถูกเวลา ถูกวิธี ร่วมกับการใช้ชีววิธี จะเป็นวิธีที่ได้ผลและควบคุมได้ ดร.วรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮาส์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย โดย ภาคีเครือข่าย 5 บริษัทเอกชนด้านเคมีเกษตร คือ 1. บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด 2. บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด 3. คอเทวา อะกริไซแอนส์ (Corteva Agriscience) 4. BASF (THAI) CO.,LTD.(บริษัท บีเอเอสเอฟ ประเทศไทย) 5. FMC Chemical (Thailand) Ltd. (บริษัท เอฟเอ็มซี เคมิคัล (ประเทศไทย) จำกัด) ร่วมมือกับภาครัฐ มี กรมวิชาการเกษตร และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดสัมมนาให้ความรู้กับเกษตรกร เกี่ยวกับความรู้เรื่อง หนอนกระทู้ลายจุด และวิธีการป้องกันและกำจัด โดยมีการติดอาวธุเกษตกรด้วยองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เ
กรมวิชาการเกษตรเปิดตัว “หมู่บ้านวิชาการเกษตร”ในพื้นที่ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล หวังเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดผลงานวิจัยด้านการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจสู่ชุมชน นางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัญหาระดับชาติที่ทุกรัฐบาลหยิบยกมาเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และแนวทางที่นำมาในการพัฒนาตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา คือการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกือบทุกฉบับและในยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี(2561-2580) ก็ได้กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้เพื่อสนองนโยบายสำคัญดังกล่าวของรัฐบาล ในปี 2562 กรมวิชาการเกษตรจึงได้เปิดตัวโครงการหมู่บ้านวิชาการเกษตรขึ้น โดยโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดผลงานวิจัยด้านการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นในพื้นที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) ประกอบด้วย 4 จังหวัดภ
กรมวิชาการเกษตร สานต่อโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 70,000 ราย/ปี น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพจากผลผลิตในทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในครัวเรือนของตนเอง นายจำรอง ดาวเรือง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” มาตั้งแต่ปี 2560 ด้วยการส่งเสริมและปลูกฝังให้เกษตรกรและประชาชนศึกษาและน้อมนำองค์ความรู้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ได้รับไปปรับใช้กับพื้นที่เกษตรของตนเองได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่ของเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สา
อากาศร้อนชื้นและมีฝนตกบางพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกดาวเรือง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองเฝ้าระวังการระบาดของโรคดอกเน่า มักพบได้ในระยะติดดอกดาวเรือง โดยจะพบแสดงอาการเริ่มแรกที่กลีบดอกมีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจากปลายกลีบดอกไปหาโคนดอก จากนั้นจะเน่าลุกลามเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งดอก ทำให้ดอกดาวเรืองเสียคุณภาพ หากเชื้อราเข้าทำลายในระยะดอกตูม ดอกจะไม่สามารถบานได้ กรณีเชื้อราเข้าทำลายรุนแรงในระยะที่ดอกบานแล้ว เชื้อราจะขยายลุกลามไปสู่ต้น ทำให้ต้นเน่าและยืนต้นตายในที่สุด สำหรับในสภาพที่มีฝนตกชุกและอากาศมีความชื้นสูง ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคที่ดอก ให้เกษตรกรตัดดอกที่เป็นโรคหรือตัดส่วนที่เป็นโรคไปทำลายหรือฝังดินนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดปริมาณเชื้อราสาเหตุโรค อีกทั้งควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งใบแก่ออก เพื่อให้ต้นโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ซึ่งถือเป็นการลดความชื้นในดิน ทำให้ไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราสาเหตุโรค กรณีที่พบโรคดอกเน่ายังคงระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่
กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ จ.กระบี่ จัดพิธีปล่อยกล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่คืนสู่ป่า 1,500 ต้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวงฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 และสืบสานต่อยอดพระราชเสาวนีย์ด้านการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ป่าท้องถิ่นภาคใต้ เร่งขยายพันธุ์-ปลูกเพิ่มไม่ให้สูญพันธุ์ นายสุรเดช ปัจฉิมกุล รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 ตลอดจนสนองพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีพระราชประสงค์ที่จะอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ป่า ท้องถิ่นภาคใต้ ให้อยู่กับธรรมชาติแบบยั่งยืน กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ จังหวัดกระบี่ ได้จัดพิธี “ปล่อยรองเท้านารีเหลืองกระบี่คืนสู่ป่า” จำนวน 1,500 ต้น ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยกิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมจัดประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่าง ครั้งที่ 39 ระหว่าง วันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมลพบุรี อินน์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มุ่งแลกเปลี่ยน แบ่งปัน สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวโพดและข้าวฟ่างให้มีคุณภาพ นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีความสำคัญในระดับความมั่นคงทางด้านอาหาร ทำให้เกิดอุตสาหกรรมพื้นฐานต่อเนื่องอีกมากมาย ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของอุปสงค์และอุปทานด้านอาหาร เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งผลผลิตมากกว่า ร้อยละ 90 นำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทำรายได้ให้กับประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยสถานการณ์การผลิตในปี 2561/62 ที่ผ่านมา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทย มีประมาณ 5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้มีมากถึง 8 ล้านตัน หรือประมาณ 0.69 ล้านตัน ต่อเดือน ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) สำหรับข้าวฟ่างนั้นพื้นที่ปลูกนับวันจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวฟ่า
สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดวางแผนรับมือหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ในฤดูกาลปลูกข้าวโพดรอบต่อไปโดยเน้นจัดการแบบองค์รวมใช้ชีวภัณฑ์ สารเคมี ถูกชนิด ถูกเวลา ถูกวิธีเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ผลและควบคุมได้ ดร.วรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮาส์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย กล่าวว่า “จากรายงานของกรมวิชาการเกษตรที่ประมาณการพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดในประเทศไทยไว้มากกว่า 6.87 ล้านไร่ คาดว่าจะมีผลผลิตกว่า 4.62 ล้านตันในปีนี้ หากไม่เร่งกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด อาจสูญเสียผลผลิตมากถึง 25 – 40% คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4 – 8 พันล้านบาท ซึ่งประมาณการค่าใช้จ่ายในการกำจัดต่อไร่ อยู่ที่ 200 – 400 บาท ฉะนั้น ต้นทุนการผลิตโดยรวมของผลผลิตก็อาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 800 – 1,602 ล้านบาท ต่อปี ดังนั้น สมาคมจึงเร่งจัดการอบรม ติดอาวุธทางความรู้แบบยั่งยืนให้แก่เกษตรกร เพื่อป้องกันและลดการสูญเสียแก่เกษตรกรในการประกอบอาชีพ และแบ่งเบาภาระภาครัฐ ซึ่งเราตั้งเป้าเผยแพร่ความรู้แก่เกษตรกรโดยตรงและผ่านภาคีเครือข่ายการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการเกษตร
ในช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วง อาจส่งผลกระทบต่ออ้อยในระยะแตกกอ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกออ้อย มักพบการเข้าทำลายของหนอนกออ้อย 2 ชนิด คือ หนอนกอลายจุดเล็ก ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปตรงส่วนโคนระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย ผลผลิตอ้อยลดลง 5-40% และยังพบหนอนเข้าทำลายอ้อยในระยะอ้อยย่างปล้อง โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในลำต้นอ้อย ทำให้อ้อยแตกแขนงใหม่ และแตกยอดพุ่ม ส่วน หนอนกอสีชมพู ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินตรงส่วนโคนของหน่ออ้อยระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย และแม้ว่าหน่ออ้อยที่ถูกทำลายจะสามารถแตกหน่อใหม่เพื่อชดเชยหน่ออ้อยที่เสียไปได้ แต่หน่ออ้อยที่แตกใหม่จะมีอายุสั้นลง ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของอ้อยลดลงตามไปด้วย สำหรับแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาหนอนกออ้อยทั้ง 2 ชนิด ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในแหล่งชลประทาน ควรให้น้ำเพื่อให้อ้อยแตกหน่อชดเชย และในช่วงที่พบกลุ่มไข่ของหนอนกออ้อย ให้ปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา อัตรา 30,000 ตัว ต่อไร่ ต่อครั้ง โดยให้ปล่อยติด
สภาพอากาศร้อนชื้น เวลากลางวันมีแดดจัด และมีฝนตกในบางพื้นที่ช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้หรือโรคใบติด สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น อาการเริ่มแรกจะพบบนใบมีแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นจะลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง กรณีที่มีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะแห้งติดอยู่กับกิ่งก่อนหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง ทำให้โรคระบาดลุกลามจนใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นทุเรียนเสียรูปทรง สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคใบไหม้ เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดของโรคใบไหม้ ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่นนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง จากนั้น ให้เกษตรกรพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20
