กรมส่งเสริมการเกษตร
จังหวัดแพร่ แม้จะมีพื้นที่เหมาะแก่การปลูกผลไม้ได้หลากหลายชนิด แต่ก็ยังไม่มีผลไม้ชนิดใด ที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ (GI : Geographical Indications) ทั้งส้มเขียวหวาน ลำไย ลางสาด ลองกอง ทุเรียน แก้วมังกร ส้มโอ หรือแม้แต่กาแฟแพร่ ถ้าหากผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งของจังหวัดแพร่ ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรเป็นผลไม้ GI ย่อมส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาคุณภาพไม้ผลของจังหวัดให้มีมาตรฐาน เกิดการเพิ่มมูลค่าให้กับผลไม้อย่างแน่นอน ผู้เขียนได้ติดต่อขอข้อมูลกับเกษตรจังหวัดแพร่ เกี่ยวกับแนวความคิด แนวทางที่จะผลักดันการส่งเสริมให้ผลไม้จังหวัดแพร่ ให้ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าว แนวความคิดและความเป็นมา ของการผลักดันผลไม้จังหวัดแพร่เป็นผลไม้บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI คุณประภาส สานอูป เกษตรจังหวัดแพร่ ได้กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าสินค้าเกษตรในกลุ่มไม้ผลซึ่งเป็นพืชสวนที่สร้างมูลค่าให้ประเทศไทยได้มาก โดยผลไม้ในกลุ่มเศรษฐกิจหลักที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ ทุเรียน (คิดเป็นร้อยละ 46.06) รองลงมา ได้แก่ ลำไย (คิดเป็นร้อยละ 37.49) มังคุด (คิดเป็นร้อยละ 9.50) มะม่วง (คิดเป็นร
วันที่ 14 มิ.ย. 2564 ที่ ไร่คุณชาย บ้านพุตะเคียน ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เว็บไซต์เกษตรก้าวไกล ได้จัดพิธีเปิดโครงการ “เกษตรก้าวไกล LIVE ฝ่าวิกฤตโควิดทั่วไทย” ขึ้น โดยมี นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงาน ได้กล่าวเปิดงานผ่านระบบออนไลน์ นายมนตรี เชื้อใจ เกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีเปิดด้วยการตัดทุเรียนด้วยดาบอาญาสิทธิ์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย นายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอไทรโยค นายชาตรี คงสุวรรณ ปลัดอำเภอไทรโยค นางสาวสิรินวรรณ สุวรรณ เกษตรอำเภอไทรโยค นางสาวปาณิสรา ผิวนวล ผู้จัดการ ธ.ก.ส.สาขาน้ำตกไทรโยคน้อย ดร. ปิยะพร พิทักษ์ตันสกุล รองคณะบดีคณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี นายวิกิจ แก้วจิตคงทอง นายก อบต.ท่าเสา นางสาวมัทนา ศรอารา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลท่าเสา และตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่ นายพรศักดิ์ พงศาปาน หรือ “ลุงพร เกษตรก้าวไกล” ประธานและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล เปิดเผยว่า เว็บไซต์เกษตรก้าวไกลและสื่อออนไลน์ในเครือได้เปิดดำเนินการครบรอบ 6 ปี ในปี 2564
กระทรวงเกษตรฯเผยแทรนด์บริโภคสมุนไพรกลุ่มคนรุ่นใหม่มาแรง มูลค่าการบริโภควัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศปี 62 สูงถึง 5.2 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 60 ที่มีมูลค่าเพียง 4.3 หมื่นล้านบาท เดินหน้าหนุนเกษตรกรปลูกสมุนไพรเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้ มั่งคง ยั่งยืนให้เกษตรกรในภาวะวิกฤติโควิด-19 จากแทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่หันมานิยมใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับเกิดกระแสค่านิยมการบริโภคอาหารปลอดภัยอย่างกว้างขวางทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสทองในการส่งเสริมเกษตรกรไทยปลูกสมุนไพรให้ขว้างขวางมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน มั่นคงแก่เกษตรกรไทยในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในรายการ “เกษตรบอกข่าว” ซึ่งออกอากาศทาง Facebook live : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า กระทรวงเกษตรฯจะเร่งเดินหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรไทยหันมาปลูกพืชส
นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำ “โครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่” เริ่มดำเนินการ ปี 2564-2566 โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานในจังหวัดในการขับเคลื่อนงาน ประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) ที่มีเกษตรจังหวัดเป็นประธาน และมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดประสานการบริหารจัดการโครงการฯ ในภาพรวม ภายใต้ความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทรับซื้อผลผลิต ใน 5 สินค้า ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน ข้าวโพดหวาน และมะเขือเทศ โดยมีแนวทางการดำเนินงานให้เกษตรกรรวมกลุ่มและบริหารจัดการแผนการผลิตสินค้าร่วมกัน มีตลาดที่เป็นอุตสาหกรรมรองรับที่แน่นอน และเน้นกระบวนการจัดการที่ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยสนับสนุนแผนการตลาดที่ชัดเจนของอุตสาหกรรม ทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และช่วงเวลาการรับซื้อ สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตที่ทันสมัยและแม่นยำ ภายใต้
นางเยาวเรศ ทิฐธรรม เกษตรจังหวัดตาก กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ เพื่อรวมกันผลิต รวมกันขาย รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการดำเนินงานให้สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อหาตลาดให้สอดคล้องกับผลผลิต และมีการพัฒนาคุณภาพผลผลิตบุกเพื่อให้ได้รับมาตรฐาน สำหรับแปลงใหญ่บุก ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดตากมีแผนการพัฒนามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ในอนาคต โดยตั้งเป้าให้ได้ครอบคลุมสมาชิกกลุ่มทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ ในการสนับสนุนพันธุ์ไม้ต่างๆให้กับเกษตรกร ภายใต้โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งเป็นการลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งหลังจากเริ่มโครงการพบว่า เกษตรกรเริ่มมีการปลูกป่าร่วมกับการปลูกบุกมากขึ้น รวมทั้งมีการขยายตลาดและสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชนได้อีกด้วย เกษตรจังหวัดตาก กล่าวอีกว่า แต่เดิมชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จั
กระท้อน เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดลพบุรี มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 419 ไร่ อยู่ใน 3 ตำบลของอำเภอเมืองลพบุรี ได้แก่ ตำบลตะลุง ตำบลงิ้วราย และตำบลโพธิ์เก้าต้น ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่น้ำไหลทรายมูล เหมาะสมกับการผลิตกระท้อนคุณภาพดี โดยผลผลิตจะเริ่มออกในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนสิงหาคม ราคาผลกระท้อนสดจะอยู่ที่ 35-120 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดผล ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะนี้ผลผลิตกำลังทยอยเข้าสู่ตลาด นายสุชาติ กลิ่นทองหลาง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร จังหวัดร้อยเอ็ด รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า กระท้อนของจังหวัดลพบุรีได้รับการรับรองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ในชื่อ “กระท้อนตะลุง”จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีเกษตรกรผ่านการรับรองจำนวน 92 ราย ในพื้นที่ 315 ไร่ กระท้อนตะลุง มีจำนวน 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ปุยฝ้าย พันธุ์อีล่า พันธุ์ทับทิม พันธุ์นิ่มนวล และพันธุ์กำมะหยี่ โดยมีพื้นที่ปลูกในตำบลตะลุง ตำบลงิ้วราย และตำบลโพธิ์เก้าต้น ของอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เท่านั้น นายสุชาติ กลิ่นทองหลาง กล่าวเพิ่มอีกว่า สำนัก
ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างต่อเนื่อง ในปี 2563-2564 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย รวมทั้งตลาดสินค้าเกษตรของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศต้องปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน ในรูปแบบ New Normal ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งในวันนี้และในอนาคต “มะม่วง” หนึ่งในไม้ผลส่งออกสำคัญของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 เช่นเดียวกัน คุณสายันต์ บุญยิ่ง นายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย (โทร. 081-887-1964) กล่าวว่า ชาวสวนมะม่วงยังรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ เพราะเครือข่ายชาวสวนมะม่วงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต-ตลาด สามารถบริหารจัดผลผลิตให้เข้าสู่ตลาดในระยะเวลาที่เหมาะสมได้อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม หากชาวสวนมะม่วงได้รับการสนับสนุนด้านระบบโลจิสติกส์และสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากหน่วยงานภาครัฐ ก็เชื่อว่ามะม่วงไทยยังสามารถเติบโตในเวทีตลาดโลกได้อย่างสบาย ภาพรวมมะม่วงไทย ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงโดยรวมประมาณ 2 ล้านไร่ โดยพื้นที่รอยต่อจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วยจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร และนครสวรรค์ คือแหล่งปลูกมะม่วงผืนใหญ่
ปัจจุบัน ปลาตะเพียน ใน จ.ยโสธร ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงจำเป็นต้องหาซื้อมาจากภาคกลาง กรมประมงจึงเข้าปรับเปลี่ยนแนวคิด และพฤติกรรมการเลี้ยงปลาตะเพียนให้สอดคล้องกับความต้องการ เป็นการเลี้ยงปลาตะเพียนแบบเกษตรอินทรีย์ โดยอาหารแบบอินทรีย์คือ ไข่น้ำ หรือที่ภาคอีสาน เรียกว่า ผำ มาเป็นอาหารปลา ตามนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งใช้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงานพัฒนา มีเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี พร้อมนำร่องให้จังหวัดยโสธรเป็นต้นแบบเมืองเกษตรอินทรีย์ หรือ ยโสธรโมเดล ไข่น้ำ (ผำ) น.ส. ชื่นดวงใจ คงบาล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ไข่น้ำ (ผำ) มีโปรตีนสูง 40% ของน้ำหนักแห้ง จากรายงานผลวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของไข่น้ำ พบว่า ใน 100 กรัม น้ำหนักแห้ง ให้พลังงานต่อร่างกาย 8 กิโลแคลอรี เส้นใย 0.3 กรัม แคลเซียม 59 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เหล็ก 6.6 มิลลิกรัม และยังมีวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด
กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 129 ปี พร้อมมุ่งมั่นดำเนินงานสนองนโยบายสำคัญเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน ยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง ชูนิทรรศการผลงานแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่เชื่อมโยงตลาด และถอดบทเรียนแปลงใหญ่มะม่วงของ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับการวางแผนจัดการด้านผลิตและตลาด นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 129 ปี วันที่ 1 เมษายน 2564 คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมแสดงความยินดีและร่วมพิธีในกิจกรรมดังกล่าวทั้งพิธีพราหมณ์ พิธีสงฆ์เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ ยังร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดนิทรรศการแสดงผลงานภายใต้แนวคิด “ยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด สร้างชาติสร้างเกษตรไทยให้รุ่งเรือง” โดยดำเนินงานในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อรวมคน รวมพื้นที่ ยกระดับคุณภาพ ร่วมบริหารจัดการ พัฒนาไปสู่การยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงต
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี เป็น ศพก. ต้นแบบด้านมันสำปะหลังแบบครบวงจร ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรหรือผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการจัดการมันสำปะหลัง ตั้งแต่กระบวนการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าผลผลิต ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาด จากเกษตรกรผู้มีประสบการณ์สามารถพลิกฟื้นไร่มันสำปะหลัง จากเดิมที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1-3 ตัน ต่อไร่ ขยับขึ้นไปเกือบ 10 ตัน ต่อไร่ นายคณพศ เฉื่อยฉ่ำ นักวิชาการส่งเสริมเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในตำบลหนองไผ่ อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี แต่เดิมจัดอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีความเหมาะสมน้อยในการปลูกมันสำปะหลัง ประกอบกับเกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกต้อง ทำให้ผลผลิตที่ได้อยู่ที่ประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ (เกณฑ์ค่าเฉลี่ยของจังหวัดกาญจนบุรี อยู่ที่ 3.5 ตัน ต่อไร่) ส่งผลต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร แต่พอมีโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลังตำบลหนองไผ่
