กรมส่งเสริมการเกษตร
ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการที่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง พร้อมกำชับให้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังให้หมดไป โดยขณะนี้พบว่าในบางพื้นที่ยังมีเกษตรกรบางรายที่พบการระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังในแปลง แต่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงต้องชี้แจงข้อมูลเน้นหนักถึงขั้นตอนการดำเนินงาน และประโยชน์ที่เกษตรกรและประเทศชาติจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการคือ ภาครัฐจะดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคใบด่างมันสำปะหลังด้วยการเข้าทำลายพื้นที่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังและจ่ายค่าชดเชยการทำลายให้กับเกษตรกรหลังตรวจสอบผลการทำลายไปแล้ว 30 วัน การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ท่อนพันธุ์สะอาดและทนทานต่อโรค โดยจะสนับสนุนท่อนพันธุ์ จำนวนไร่ละ 500 ลำ รวมทั้งมาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 สำหรับเกษตรกรเจ้าของแปลงที่พบโรคเพื่อเป็นข้อมู
จากปัญหาช้างป่าเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชอาหารเป็นพืชชนิดอื่นๆ เพื่อให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกัน ในพื้นที่ขอบป่า ไผ่ตงเป็นพืชทางเลือกชนิดหนึ่งในพื้นที่ เกษตรกรจึงมีการรวมตัวผู้ปลูกไผ่ตง เมื่อ พ.ศ.2559 และจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกไผ่อำเภอท่าตะเกียบ” เป็นการรวมกลุ่มปลูกไผ่ ขายหน่อสดพร้อมแปรรูปภายใต้การรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนจนประสบความสำเร็จได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นวิสาหกิจชุมชนฯ ดีเด่น ปี 2564 ภาคตะวันออก นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก.3 จ.ระยอง) เปิดเผยว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกไผ่อำเภอท่าตะเกียบ ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา อยู่ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ประสบปัญหาช้างป่าลงมาทำลายพืชผลทางการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชจากพืชอาหารมาปลูกไผ่ตงแบบรวมกลุ่มกันปลูก และในปี พ.ศ.2559 ได้จัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกไผ่อำเภอท่าตะเกียบ” กับสำนักงานเกษตรอำเภอท่าตะเกียบขึ้น มีสมาชิก 60 ราย พื้นที่ปลูก 601 ไร่
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง โชว์ผลงานการพัฒนาเกษตรกร จนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาทำสวนปี 64 ของภาคตะวันออก ที่เน้นบังคับทุเรียนออกดอก ออกผลนอกฤดู จนได้ราคาดี แถมจัดการพื้นที่แบบลดต้นทุน ใช้เครื่องจักรกล ระบบน้ำอัจฉริยะสั่งการทางมือถือ และปลูกพืชแซมหลากหลายเป็นรายได้ก่อนทุเรียนให้ผลผลิต นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก. 3 ) เปิดเผยว่า นายสุเทพ จรูญชนม์ เกษตรกรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการพิจารณา ให้ได้รับรางวัล เกษตรกรดีเด่นสาขาทำสวน ระดับเขตภาคตะวันออก ประจำปี 2564 เนื่องจากเป็นผู้ประสบผลสำเร็จเรื่องการทำสวนทุเรียนนอกฤดู โดยบังคับดอกทุเรียนให้ออกก่อนฤดูกาล ทำให้ผลผลิตมีราคาดี กำหนดราคาขายเองได้ นายปิยะ กล่าวต่อไปว่า นายสุเทพ ถือเป็นเกษตรกรหัวไวใจสู้ แม้ในปีแรกๆ ที่ทำนอกฤดูจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ต้นทุเรียนให้ผลผลิตเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น แต่ไม่ละความพยายาม ได้ศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจังจากผู้มีประสบการณ์และนักวิชาการการเกษตร เช่น การนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในพื้นที่เพาะปลูกเพื่อ
กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลสำเร็จยกระดับแปลงใหญ่ ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จังหวัดจันทบุรี เดินหน้าร่วมโครงการ 28 แปลงรับวงเงินอุดหนุนกว่า 67 ล้านบาท นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัดทำโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาด ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 เพื่อให้เกษตรกรมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพความเข้มแข็งในการบริหารจัดการแปลงใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่ต่อยอด ด้านคุณภาพมาตรฐาน แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงการตลาด การลดต้นทุนการผลิต รายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ดำเนินการในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จำนวน 5,250 แปลง ด้านนายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดระยอง กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรี ถือว่าเป็นจังห
สสก.3 ระยอง จับมือเกษตรฉะเชิงเทรา เฟ้นหาแปลงเกษตรภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร พบนาขาวัง ที่บ้านเขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดดเด่นด้านภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศของพื้นที่ 3 น้ำ จืด กร่อย และเค็ม ใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี ปลูกข้าวคุณภาพ ตามด้วยเลี้ยงสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู และปลา มีรายได้จากการผลิตตลอดทั้งปีจากพื้นที่แปลงเดียว นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า สสก.3 ระยอง ได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา ในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดเวทีกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชน เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตรให้มีความสมบูรณ์ และสามารถนำไปเผยแพร่ใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง ณ ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา “นาขาวัง ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ที่เสี่ยงต่อการสูญหาย ขาดผู้สืบทอด เป็นภูมิปัญญาบอกเล่าสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเวลาติดต่อกันกว่า 30 ปี มีประวัติความเป็นมา เป็นเอกลั
เกษตรฯ จับมือพาณิชย์คัดสรรสุดยอดกาแฟไทย ชูเอกลักษณ์ด้านรสชาติกาแฟไทยที่ได้รับการยอมรับระดับสากล พร้อมขยายตลาดเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคกาแฟรุ่นใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการประชาสัมพันธ์สุดยอดกาแฟไทย ปี 2564 เพื่อคัดสรรสุดยอดกาแฟไทยจากแหล่งปลูกที่เป็น single origin ทั่วประเทศ ทั้งสายพันธุ์อะราบิกาและโรบัสตา เข้ารับรางวัลถ้วยพระราชทาน พร้อมประกาศนียบัตรและเงินรางวัล และนำผลผลิตสุดยอดกาแฟไทยออกประมูลและจัดแสดง เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจได้มีโอกาสชิมรสชาติสุดยอดกาแฟของไทย นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยการสนับสนุนจากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ หรือ ICO ได้จัดพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการประกวดคัดสรรสุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ตามโครงการประชาสัมพันธ์สุดยอดกาแฟไทย ปี 2564 หรือ THAI COFFEE EXCELLENCE 2021 เพื่อช่วยกระต
จังหวัดแพร่ แม้จะมีพื้นที่เหมาะแก่การปลูกผลไม้ได้หลากหลายชนิด แต่ก็ยังไม่มีผลไม้ชนิดใด ที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ (GI : Geographical Indications) ทั้งส้มเขียวหวาน ลำไย ลางสาด ลองกอง ทุเรียน แก้วมังกร ส้มโอ หรือแม้แต่กาแฟแพร่ ถ้าหากผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งของจังหวัดแพร่ ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรเป็นผลไม้ GI ย่อมส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาคุณภาพไม้ผลของจังหวัดให้มีมาตรฐาน เกิดการเพิ่มมูลค่าให้กับผลไม้อย่างแน่นอน ผู้เขียนได้ติดต่อขอข้อมูลกับเกษตรจังหวัดแพร่ เกี่ยวกับแนวความคิด แนวทางที่จะผลักดันการส่งเสริมให้ผลไม้จังหวัดแพร่ ให้ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าว แนวความคิดและความเป็นมา ของการผลักดันผลไม้จังหวัดแพร่เป็นผลไม้บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI คุณประภาส สานอูป เกษตรจังหวัดแพร่ ได้กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าสินค้าเกษตรในกลุ่มไม้ผลซึ่งเป็นพืชสวนที่สร้างมูลค่าให้ประเทศไทยได้มาก โดยผลไม้ในกลุ่มเศรษฐกิจหลักที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ ทุเรียน (คิดเป็นร้อยละ 46.06) รองลงมา ได้แก่ ลำไย (คิดเป็นร้อยละ 37.49) มังคุด (คิดเป็นร้อยละ 9.50) มะม่วง (คิดเป็นร
วันที่ 14 มิ.ย. 2564 ที่ ไร่คุณชาย บ้านพุตะเคียน ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เว็บไซต์เกษตรก้าวไกล ได้จัดพิธีเปิดโครงการ “เกษตรก้าวไกล LIVE ฝ่าวิกฤตโควิดทั่วไทย” ขึ้น โดยมี นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงาน ได้กล่าวเปิดงานผ่านระบบออนไลน์ นายมนตรี เชื้อใจ เกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ทำพิธีเปิดด้วยการตัดทุเรียนด้วยดาบอาญาสิทธิ์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย นายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอไทรโยค นายชาตรี คงสุวรรณ ปลัดอำเภอไทรโยค นางสาวสิรินวรรณ สุวรรณ เกษตรอำเภอไทรโยค นางสาวปาณิสรา ผิวนวล ผู้จัดการ ธ.ก.ส.สาขาน้ำตกไทรโยคน้อย ดร. ปิยะพร พิทักษ์ตันสกุล รองคณะบดีคณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี นายวิกิจ แก้วจิตคงทอง นายก อบต.ท่าเสา นางสาวมัทนา ศรอารา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลท่าเสา และตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่ นายพรศักดิ์ พงศาปาน หรือ “ลุงพร เกษตรก้าวไกล” ประธานและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล เปิดเผยว่า เว็บไซต์เกษตรก้าวไกลและสื่อออนไลน์ในเครือได้เปิดดำเนินการครบรอบ 6 ปี ในปี 2564
กระทรวงเกษตรฯเผยแทรนด์บริโภคสมุนไพรกลุ่มคนรุ่นใหม่มาแรง มูลค่าการบริโภควัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศปี 62 สูงถึง 5.2 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 60 ที่มีมูลค่าเพียง 4.3 หมื่นล้านบาท เดินหน้าหนุนเกษตรกรปลูกสมุนไพรเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้ มั่งคง ยั่งยืนให้เกษตรกรในภาวะวิกฤติโควิด-19 จากแทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่หันมานิยมใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับเกิดกระแสค่านิยมการบริโภคอาหารปลอดภัยอย่างกว้างขวางทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสทองในการส่งเสริมเกษตรกรไทยปลูกสมุนไพรให้ขว้างขวางมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน มั่นคงแก่เกษตรกรไทยในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในรายการ “เกษตรบอกข่าว” ซึ่งออกอากาศทาง Facebook live : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า กระทรวงเกษตรฯจะเร่งเดินหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรไทยหันมาปลูกพืชส
นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำ “โครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่” เริ่มดำเนินการ ปี 2564-2566 โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานในจังหวัดในการขับเคลื่อนงาน ประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) ที่มีเกษตรจังหวัดเป็นประธาน และมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดประสานการบริหารจัดการโครงการฯ ในภาพรวม ภายใต้ความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทรับซื้อผลผลิต ใน 5 สินค้า ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน ข้าวโพดหวาน และมะเขือเทศ โดยมีแนวทางการดำเนินงานให้เกษตรกรรวมกลุ่มและบริหารจัดการแผนการผลิตสินค้าร่วมกัน มีตลาดที่เป็นอุตสาหกรรมรองรับที่แน่นอน และเน้นกระบวนการจัดการที่ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยสนับสนุนแผนการตลาดที่ชัดเจนของอุตสาหกรรม ทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และช่วงเวลาการรับซื้อ สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตที่ทันสมัยและแม่นยำ ภายใต้
