กรมส่งเสริมการเกษตร
เมื่อวันที่12 มิ.ย. 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด รับสมัครเกษตรกรที่ต้องใช้ สารจำกัดวัชพืช ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และสารกำจัดศัตรูพืช คลอร์ไพริฟอส เพียงสมัครด้วยตนเองได้ที่ http:// chem.doae.go.th หรือผ่านแอปพลิเคชัน FARMBOOK ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ทุกวันตามเวลาราชการ เกษตรกรเลือกวันและวิธีการอบรมได้เองตามความสมัครใจ และเข้าทดสอบตามวันเวลาที่เลือก เกษตรกรที่สอบผ่านจึงจะได้รับสิทธิ์ซื้อสาร นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ ออกประกาศเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 5เมษายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยจะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วัน เป็นต้นไป (20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป) ประกาศฯ ดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรผู้ใช้สาร ผู้รับจ้างพ่น จะต้องผ่านการอบรมเพื่อให้สามารถใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย
กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ครั้งที่ 1/2562 เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปีงบประมาณ 2563 โดยวางแนวทางการขับเคลื่อนแปลงใหญ่ ปีที่ 4 เน้นสร้างความเข้มแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงด้านการตลาดที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2559 และมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีสินค้าเกษตรแปลงใหญ่กว่า 70 ชนิด มีจำนวนแปลงใหญ่ 5,521 แปลง พื้นที่รวม 5,581,317 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการฯ 337,570 ราย มีการจัดชั้นคุณภาพของแปลงใหญ่ แบ่งเป็นเกรด A B และ C และมีคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ร่วมกับภาครัฐขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการพัฒนาเกษตรกรให้มีการบริหารจัดการร่วมกัน จากที่เกษตรกรเป
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีประกาศเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.การจำกัดการใช้ การกำหนดฉลาก และภาชนะบรรจุ วัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 2. การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิต การนำเข้า การส่งออก การมีไว้ในครอบครอง และกำหนดให้มีบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบในการควบคุมการขาย ซึ่งวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้ และ 3. การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เฉพาะวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 3 ชนิดนี้ และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งประกาศดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรผู้ต้องการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ต้องผ่านการอบรม และทดสอบความรู้ จึงจะได้รับสิทธิ์ซื้อสารเคมีดังกล่าวโดยมีเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร (ครู ข) กว่า 1,625 คน จาก สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 50 ศูนย์ทั่วประเทศได้เข้
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมการรองรับการกระจายผลผลิตทุเรียน กระตุ้นให้เกษตรกรเน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพ เพื่อจำหน่ายตลาดค้าส่งภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางการวางแผนพัฒนาการบริหารจัดการทุเรียนในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะชาวสวนทุเรียนควรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิม เป็นการผลิตคุณภาพมาตรฐาน GAP พร้อมตรวจสอบย้อนผ่าน QR Code มุ่งสร้างความเชื่อมั่นสู่ผู้บริโภค นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตทุเรียนของประเทศไทยว่า มีแหล่งผลิตสำคัญ 2 แหล่ง คือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในปี 2562กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแผนบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนที่จะเข้าสู่ตลาดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ นอกจากนี้ยังเน้นกระจายสินค้าผ่านตลาด Modern trade และ ตลาดในประเทศ ตามการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดกว่า 495,543 ตัน ขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วกว่า 74% สถานการณ์ผลผลิตทุเรียนโดยรวมในปีนี้ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทุเรียนเกรด A เกษตรกรขายได้ร
กรมส่งเสริมการเกษตร เซ็น MOU รับมอบ สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ 102 สถานี จาก สวทช วางเป้านำข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ และลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการการเกษตร เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 62 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร (สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ) กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ 102 สถานีจาก สวทช โดยปัจจุบันนำมาติดตั้งที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ รวมถึง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นที่วัดสภาพบรรยากาศ เพื่อเก็บวัดข้อมูลการพยากรณ์อากาศ เช่น อุณหภูมิความชื้น ความเร็วลม ความเข้มแสง ทิศทางลม และปริมาณน้ำฝน โดยข้อมูลจะแสดงผลแบบ real- time โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ และนำข้อมูลที่ได้มาเก็บเป็นฐานข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเกษตร สามารถวิเคราะห์ข้อมูล และนำไปใช้ประ
29 พฤษภาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ในโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร (สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ) โดยมอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เป็นผู้ดำเนินงาน เพื่อวิจัยและพัฒนาข้อมูลที่ได้จากสถานีวัดอากาศ มาใช้ให้ก่อประโยชน์ต่อวงการเกษตรกรรมของประเทศ รวมทั้งให้บริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลของสถานีวัดอากาศอัตโนมัติแก่หน่วยงานราชการที่มีความประสงค์จะใช้ข้อมูลดังกล่าว ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค-สวทช. ได้พัฒนาสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่วัดสภาพบรรยากาศเพื่อเก็บวัดข้อมูลการพยากรณ์อากาศ รวมทั้งเพื่อศึกษาสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลที่วัดประกอบด้วย อุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม ทิศ
กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ มสธ. โชว์ศักยภาพ Young Smart Farmer (YSF) เกษตรกรรุ่นใหม่ รวมพลสานพลังเครือข่าย ในงาน Young Smart Farmer Show Case 2019 ภายใต้แนวคิด นวัตกรรมอาหารปลอดภัย ในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืน ของดี 4 ภาค หนุนต่อยอดเกษตรกรต้นแบบ ปั้นทายาทเกษตรกรหน้าใหม่ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มอาชีพเกษตรที่ทันสมัย นำงานวิจัยและนวัตกรรม ควบคู่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ มุ่งพัฒนาผลิตอาหารปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ ในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่ออนาคตความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยในงาน “มหกรรมรวมพลเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2 : นวัตกรรมอาหารปลอดภัยในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืน ของดี 4 ภาค” ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช จังหวัดนนทบุรี ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer Thailand (YSF) ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนและพัฒนากลุ่มเกษตรกร YSF ในการสร้างเครือข่าย การมีส่วนร่วม และเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและการทำงานทุกระดับอย่างชัดเจน เพื่อให้ YSF เป็นผู้นำในการขับเคลื่อ
เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พุทธศักราช 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำ “โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสสำคัญนี้ นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในไร่นาและชุมชน ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ และส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตและพลังงานชีวมวล ซึ่งจากสถานการณ์ที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาวิกฤตหมอกควันปกคลุม และเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ การเผาในพื้นที่การเกษตร ซึ่งการเผาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียต่อการทำอาชีพการเกษตรโดยตรง กล่าวคือ การเผาในพื้นที่กา
โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ผลสำเร็จที่เกินคาด ยกเป็นโมเดลแก้ปัญหาปลูกพืชในฤดูแล้ง สร้างสมดุลการผลิต เกษตรกรพอใจ สร้างรายได้ ตอบโจทย์ตลาด ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา นับเป็นโมเดลสำคัญในการพัฒนาการเกษตร เพราะโครงการมุ่งเป้าที่เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม จากการไม่ทำนาปรังและปลูกพืชอื่นแทน นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้ ทั้งภาครัฐ เอกชน สมาคมต่างๆ ได้แก่ เกษตรจังหวัด ชลประทาน สหกรณ์ พัฒนาที่ดิน ธ.ก.ส. ที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกร เป็นทีม 5 เสือ นอกจากนี้ ผู้แทนภาคเอกชน จากสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ที่เข้ามาทั้งการดูแลคุณภาพ และการรับซื้อผลผลิตให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ ตั้งแต่เริ่มวิเคราะห์เพื่อเสนอทางเลือกปลูกพืชที่มีความเหมาะสมต่อ การเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง สภาพปัญหา ความเหมาะสมของสภาพดิน ปริมาณแหล่งน้ำ และความต้องการของตลาด ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงตอบโจทย์นี้ โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าว
กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งข่าวดี พร้อมเชิญชวนลูกหลานเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) และเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ที่มีความสนใจ เพื่อพัฒนาอาชีพการเกษตรยุคใหม่ให้ยั่งยืน สมัครเข้าร่วมโครงการทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติสืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้จัดทำโครงการทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดรับสมัครเกษตรกรรุ่นใหม่ผู้สนใจ ตั้งแต่ วันที่ 16-24 พฤษภาคม 2562 รุ่นที่ 1 โดยสมัครสอบผ่านลิงค์ http://bit.ly/2VTYAMs หรือ Scan QR Code เพื่อสร้างนักวิจัยด้านการเกษตรระดับชุมชนและเป็นผู้นำเกษตรกรให้กับชุมชน ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (Start-up) และสร้างรายได้ให้ภาคการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ
