กรมส่งเสริมการเกษตร
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เป็นเจ้าภาพเชิญเกษตรกรชาวสวนแปลงใหญ่ทุเรียนใน 22 จังหวัด เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเตรียมการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยขึ้น ณ ห้องประชุมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เกษตรกรได้มีการรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนระดับประเทศ สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทยใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ พร้อมกำหนดแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ สำหรับทุเรียนไทยนับว่ามีชื่อเสียงในด้านรสชาติและคุณภาพการผลิตที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าประเทศคู่แข่งที่ส่งออกทุเรียนทั่วโลก โดยมีการส่งออกในปี 2561 ปริมาณ 530,226 ตัน คิดเป็นมูลค่า 35,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ส่งออกปริมาณ 513,883 ตัน คิดเป็นมูลค่า 24,847 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จังหวัดที่มีพื้นที่แปลงใหญ่ทุเรียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
กรมส่งเสริมการเกษตร ย้ำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม้ผล อ้อย และไม้ดอกไม้ประดับ ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร กับกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนยางพารา ขึ้นทะเบียนได้ที่ กยท.ทุกจังหวัด รองรับประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการควบคุมการขาย ซึ่งวัตถุอันตราย 3 สาร นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 เพื่อจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ รวมทั้งเงื่อนไขในการผลิต การนำเข้า การส่งออก การมีไว้ครอบครองและกำหนดให้มีบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบในการควบคุมการขาย โดยในส่วนของเกษตรกรที่จะใช้สารพาราควอต และไกลโฟเซต จะต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม้ผล ยางพารา และอ้อย ขณะที่เกษตรกรที่จะใช้สารคลอไพรีฟอส จะต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ผล ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านการอบรมและทดสอบหลักสูตรการใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัย โดยขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดเตรียมเจ
กรมส่งเสริมการเกษตร เผยปี 2562 ประเทศไทยเกิดภาวะฝนแล้งและฝนทิ้งช่วง ส่งผลอุณหภูมิสูงกว่าปกติและปริมาณน้ำฝนน้อย พร้อมแนะเกษตรกรเตรียมรับมือดูแลผลผลิตลิ้นจี่และลำไยภาคเหนือให้ได้คุณภาพ นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ผลผลิตผลไม้ภาคเหนือปีการผลิต 2562 ได้แก่ ลิ้นจี่และลำไย พบว่า ปริมาณผลผลิตลิ้นจี่จะมีจำนวน 26,278 ตัน โดยจะออกมาก (Peak) ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และปริมาณผลผลิตลำไยมีจำนวน 624,321 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู 341,028 ตัน และลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน โดยลำไยในฤดูจะออกมาก (Peak) ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าประเทศไทยจะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) ส่งผลให้มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติร้อยละ 10-20 ซึ่งอาจทำให้ส่งผลกระทบกับลิ้นจี่และลำไยของภาคเหนือได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยให้สอดคล้องตามข้อมูลประมาณการผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือออกให้คำแนะนำพร้อมแจ้งแนวทางการปฏิบัติของเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากรายงาน FAO ปี 2560 ไทยผลิตน้ำผึ้งเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเวียดนาม และเป็นอันดับ 36 ของโลก โดยไทยผลิตน้ำผึ้งได้ในปริมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เวียดนามผลิตได้ แต่เมื่อคำนวณอัตราการเลี้ยงผึ้งของเกษตรกรไทยแล้ว สามารถมีกำลังผลิตน้ำผึ้งได้ถึง 2 ใน 3 ของผลผลิตน้ำผึ้งจากเวียดนาม กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์และส่งเสริมการเลี้ยงผึ้ง เล็งเห็นถึงความสำคัญของผึ้ง การพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงผึ้งของเกษตรกรไทย และการใช้ผึ้งในการช่วยผสมเกสรเพื่อสร้างความหลากหลายทางธรรมชาติและเพิ่มผลผลิตพืชทางการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า การอนุรักษ์ผึ้งช่วยในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยหลายชนิด สามารถเพิ่มผลผลิตของไม้ผล พืชไร่ และพืชผักต่างๆ ได้อีกด้วย สำหรับการวางแผนพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงผึ้งของเกษตรกรไทย กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานวันผึ้งโลก (World Bee Day) ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งผลิตน้ำผึ้งคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของ
กรมส่งเสริมการเกษตร เผย พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ฉบับใหม่ 2562 เปิดโอกาสให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้าถึงบริการรัฐมากขึ้น สร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบกิจการ SMEs ในอนาคต วิสาหกิจชุมชน นับเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน โดยนำความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรนำมาผลิตสินค้าหรือบริการ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่วิสาหกิจชุมชนหลายแห่งยังคงมีปัญหาและข้อจำกัดในการบริหารกิจการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. และประการใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 โดยสนับสนุนให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นนิติบุคคลเพื่อความเข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐได้สะดวกมากขึ้น นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเห็นชอบ พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวั
ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นพลังงานชีวมวล ระหว่าง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร/เครือข่าย กับบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ (เมื่อ 30 เมษายน 2562) ว่าตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายสำคัญที่จะระดมพลังภาคีทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดคุณค่า และมูลค่าในการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรที่เติบโต แข่งขันได้บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแนวนโยบายในการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มที่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผาในพื้นที่ทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว โดยได้กำหนดแนวทางผ่านกลไกประชารัฐเพื่อการมีส่วนร่วมระหว่างส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)/ศูนย์เคร
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฤดูกาลต่างๆ เริ่มแปรปรวน โดยในช่วงฤดูฝน ฝนจะตกมากขึ้น แต่บางครั้งฝนก็มาเร็วหรือล่าช้ากว่าปกติ ไม่ตกในเดือนเมษายน-พฤษภาคม เช่นเคย และในฤดูร้อนอากาศก็จะร้อนมากขึ้นและแห้งแล้งยาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาชาวสวนกล้วยไม้ โดยเฉพาะอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ประสบปัญหาน้ำเค็มรุกเข้ามาตามแม่น้ำท่าจีน ซึ่งค่าความเค็มที่สูงเกินกว่า 0.75 กรัม ต่อลิตร หรือค่าการนำไฟฟ้า (EC) สูงเกินกว่า 750 ไมโครซีเมนส์ ต่อเซนติเมตร เป็นเวลานานจะส่งผลให้รากกล้วยไม้เริ่มไหม้ ใบมีสีเหลืองและเริ่มเหี่ยว เนื้อเยื่อแห้ง ไม่เจริญเติบโต และอาจรุนแรงทำให้กล้วยไม้ตายได้ในที่สุด ปี 2562 ช่วงต้นมกราคมมีน้ำเค็มรุกเข้าสวนเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วกลับคืนสู่สภาพปกติ ล่าสุดยังไม่พบผลกระทบต่อสวนกล้วยไม้ แต่จากรายงานสถานการณ์ของกรมชลประทาน (30 เมษายน 2562) เริ่มพบค่าความเค็มขยับสูงขึ้น แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ที่ประสบปัญหาฝนแล้ง-น้ำทะเลหนุนปะปนในแหล่งน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ หมั่นตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของน้ำท
กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดประชุมผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร ครั้งที่ 4/2562 ขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดจันทบุรี มีคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมประชุม โดยมี นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้มีการชี้แจงผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมทั้งการวางแผนการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้น จากส่วนงานต่างๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตร อาทิ มาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด การเตรียมการบริหารจัดการผลไม้ตลอดฤดูการผลิต การจัดทำผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล (การวาดแปลง) โครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) พ.ร.บ. วิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 และการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-6 ที่สอดคล้องกับโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่อย่างครบวงจร ทั้งนี้ การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรนับว่า มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนายกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ซึ่งเป็นจุดส
กรมส่งเสริมการเกษตร แจงสิทธิ์รับความช่วยเหลือพืชหลังนา ชวนปลูกพืชใช้น้ำน้อย ตลาดต้องการ รายได้ดีกว่าข้าว นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 เห็นชอบการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดทำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ค่าสูบน้ำ และการบริหารจัดการศัตรูพืชซึ่งสูงกว่าฤดูกาลปกติ ในอัตราไร่ละ 600 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ หรือไม่เกิน 9,000 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ควบคู่กับสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร รักษาศักยภาพการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับคุณสมบัติเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ 1. มีสัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะ 2. เป็นหัวหน้าครัวเรือน 1 สิทธิ์/ครัวเรือน (ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร) 3. พื้นที่ปลูกมีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย 4. ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนาปี 61/62 ในแปลงปลูกข้าวนาปี ในรอบ 3 ปี (2559-2561) ปีใดปีหนึ่ง พื้นที่ 1 งานขึ้นไป แต่ไม่เกิน 15 ไร่ 5. หากปลูกพืชหลังนาม
วันที่ 26 เมษายน 2562 นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมค่ายนวัตกรรมสร้างสรรค์ สำหรับธุรกิจเกษตรอาหารใหม่ ยุคประเทศไทย 4.0 (Creative Innovation Camp for Agri-Food Startup under Thailand 4.0) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเรือนแพ รอยัล ปาร์ค จังหวัดพิษณุโลก โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการพัฒนาต่อยอดให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็น Young Smart Farmer โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา ตลอดจนเกษตรกรและผู้ประกอบการมืออาชีพ ที่ร่วมกันมุ่งพัฒนา Young Smart Farmer สู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ และร่วมกันจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อสร้างกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และถ่ายทอดประสบการณ์ด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การต่อยอดการเป็นผู้ประกอบการ Startup ตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลที่จะก้าวไปสู่กลุ่มนักธุรกิจมืออาชีพในภาคการเกษตรและอาหารในอนาคต โดยงานดังกล่าวได้ดำเนินการมาแล้ว 5 ครั้ง แบ่งเป็นหัวข้อ Creative Innovation Camp จำนวน 1
