กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ในด้านการรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ และการให้คำปรึกษาด้านการเกษตร โดยมีการดำเนินงานครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับกรม เริ่มดำเนินการให้บริการมาตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบันมีศูนย์บริการหลักจำนวน 960 ศูนย์ และศูนย์บริการเครือข่ายจำนวน 1,937 ศูนย์ รวมทั้งสิ้น 2,897 ศูนย์ทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้บริการผ่านแอปพลิเคชันจำนวน 22 แอปพลิเคชัน จาก 11 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการให้บริการแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ประเมินผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ในภาพรวมมีเกษตรกรขอรับบริการในระบบศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชกว่า 2หมื่นเรื่อง โดยรื่องที่ได้รับแจ้งสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ขอรับการช่วยเหลือด้านพืช ถึงร้อยละ 70 อาทิ โรคเชื้อราในข้าว การระบาดของหนอนหัวดำ 2) ขอให้แก้ไขปัญหาด้านหนี้สิน ร้อยละ 5.79 อาทิ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเกษตรกร ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้จากภัยพิบัติท
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการสรรหาและยกย่อง “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” เป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลที่มีภูมิปัญญาด้านการเกษตร มีคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรไทย โดยปีนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้คัดเลือก “นางราตรี บัวพนัส” หมอดินอาสาตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ รับรางวัล “ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง” เพราะมีผลงานเด่น เป็นผู้นำชุมชนขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืนและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ นางราตรีเคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า “หมอดินราตรี” เริ่มต้นทำเกษตรโดยพึ่งพาสารเคมี แต่ต้องเผชิญปัญหาทั้งด้านสุขภาพ ศัตรูพืช น้ำท่วม ภัยแล้ง และต้นทุนการผลิตที่สูง จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตสู่การทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยน้อมนำหลัก “พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการบริหารจัดการดิน น้ำ และพื้นที่อย่างเป็นระบบ หมอดินราตรีได้
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเป็นประธานในงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ” ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 110 ปี การสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและร่วมเทิดพระเกียรติพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ซึ่งพระองค์ได้ทรงวางรากฐานการสหกรณ์ในประเทศไทย ทรงส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกของประเทศ คือ “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2459 และทรงดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้าน นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2569 ครบรอบ 110 ปีสหกรณ
. เก็บเมล็ดพันธุ์ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่าง หนึ่งในการเพาะปลูก เพราะถึงแม้ว่าเราจะมีดิน และน้ำ แต่ถ้าต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกรอบ เราก็หนี ไม่พ้นการพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา เมื่อมีการ เพาะปลูกพืชผักเป็นจำนวนมาก เมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้ ก็ต้องมากขึ้นตามไปด้วย จะดีกว่าไหมถ้าเรา สามารถเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์เองและเก็บเมล็ด พันธุ์ปลูกได้ในฤดูปลูกต่อๆ ไปได้การเก็บเมล็ด พันธุ์ที่จะนำเสนอในวันนี้ มี 2 ลักษณะคือ การเก็บ เมล็ดพันธุ์ แบบแห้ง และ การเก็บเมล็ดพันธุ์ แบบเปียก . เมล็ดพันธุ์แบบแห้ง ส่วนใหญ่มักจะอยู่ ในฝัก เช่น ถั่ว กระเจี๊ยบ ข้าวโพด และดอกไม้ ทั่วไป ให้นำฝักมามัดรวมกันและนำไปตากแดด ประมาณ 3-4 วัน จากนั้นแกะเมล็ดออกจากฝัก ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่ติดอยู่กับช่อดอกจำนวนมาก เช่น คะน้า ผักสลัด ผักกาด ให้นำช่อดอกตีเพื่อให้เมล็ด ร่วงออกมาจากช่อ ทำความสะอาดโดยการใช้ลม เป่าหรือใช้แรงงานคนในการคัดเมล็ดเพื่อแยก สิ่งเจือปนออกจากเมล็ดพันธุ์ จากนั้นนำมาใส่ ตะกร้าพึ่งลม และคอยเกลี่ยเมล็ดเพื่อให้แห้ง หากเมล็ดไม่แห้ง เมื่อเก็บรักษาจะทำให้เกิดความชื้นและความร้อนขึ้น ทำให้เมล็ดเสื่อมสภาพ อย่างรวดเร็วเกิดเชื้อราเข้าทำลาย .
คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ผู้ริเริ่มโครงการฯ กล่าวว่า ตลอด 26 ปี มูลนิธิฯ มุ่งมั่น “สร้างคน” โดยน้อมนำหลัก เศรษฐกิจพอเพียง และ เกษตรทฤษฎีใหม่ มาเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาสังคมและชุมชน โครงการคัดเลือกเกษตรกรฯ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 สะท้อนพลังของคนทำเกษตรที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยปีนี้เน้นค้นหาเกษตรกรที่นำเทคโนโลยีผสานภูมิปัญญา เพื่อสร้างระบบเกษตรสีเขียว ที่เป็นแบบอย่างของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุลและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง คุณนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการพัฒนาผลผลิตของเกษตรกรอย่างรับผิดชอบต่อธรรมชาติ สร้างคุณค่าให้ชุมชน รวมถึงยกระดับภาคการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ โดยเฉพาะในปี 2568 โครงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ฟาร์มแห่งอนาคต เกษตรกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว” สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเกษตรกรไทยในยุคที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพอากาศ
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ณ ห้องประชุมพึ่งบุญฯ อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยมีผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เข้าร่วมสัมมนาเพื่อบูรณาการข้อมูลและเสริมสร้างความร่วมมือกว่า 200 คน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้การขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนโครงการเพื่อสนับสนุน ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กำชับให้ทุกหน่วยงานรวมพลังสืบสาน ร
นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำขึ้น เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและบริการตามหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” โดยกำหนดพื้นที่นำร่องไม่น้อยกว่า 500 ท้องถิ่น ภายในปี 2570 สำหรับการขับเคลื่อนปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กำหนดเป้าหมาย 100 ท้องถิ่น ปี 2568 จำนวน 200 ท้องถิ่น และปี 2569 จำนวน 200 ท้องถิ่น การขับเคลื่อนเป็นการบูรณาการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเพื่อส่งออก 2) กลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง มีการแปรรูป และ 3) กลุ่มสินค้าเกษตรและบริการเชิงสร้างสรรค์ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ชุมชน โดยครอบคลุมด้านพืช แมลงเศรษฐกิจและบริการเชิงสร้างสรรค์ ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 251 ท้องถิ่น ทั่วป
ปัจจุบันปัญหาด้านการเกษตรทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการปลูกพืช ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน กระทบกับวงจรการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งส่งผลต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI และ IoT มาใช้เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตร เช่น การพัฒนาระบบรายงานการระบาดศัตรูพืชผ่านแอพพลิเคชั่น “DOAE Pest Forecast” ซึ่งจะเป็นระบบที่ช่วยในการสำรวจข้อมูลการระบาดศัตรูพืชให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว สามารถประมวลผลและพยากรณ์การระบาดของศัตรูพืชล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งสามารถวางแผนควบคุมการระบาดได้รวดเร็วและติดตามผลการดำเนินการได้อย่างใกล้ชิด ช่วยลดอัตราการสูญเสียของผลผลิตได้ ตอบสนองนโยบายเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) หรือเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตั้งอุปกรณ์วัดสภาพอากาศร
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 – สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จับมือ 9 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน “Kick-off ยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรไทยรองรับระเบียบ EUDR” เพื่อเดินหน้าความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการเตรียมความพร้อมกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรของไทยให้สอดรับ European Union Deforestation-free Regulation (EUDR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในช่วงปลายปีนี้ พร้อมเปิดตัว 9 โครงการวิจัยนำร่องที่ ARDA สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ภาคเกษตรไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ของ EU อย่างเป็นรูปธรรม จากข้อมูลของ FAO และ UNEP (2020) ระบุว่าพื้นที่ป่าดั้งเดิมของโลกเหลือเพียง 31% ของพื้นที่ทั้งหมด และช่วงปี 2015–2020 โลกสูญเสียป่าไม้ปีละกว่า 10 ล้านเฮกตาร์ รวมแล้วกว่า 80 ล้านเฮกตาร์ตั้งแต่ปี 1990 เพื่อแก้ปัญหานี้สหภาพยุโรป (EU) จึงออกกฎระเบียบ EUDR เมื่อ 29 มิถุนายน 2566 กำหนดว่าสินค้าที่นำเข้า EU ต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่ามีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งผลิตที่ชัดเจน และผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต้นทาง
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายประจำ) เปิดเผยถึงผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่อัตราร้อยละ 19 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยอัตราดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากความพยายามในการเจรจาอย่างเข้มข้นของฝ่ายไทยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากความพยายามในการเจรจาของฝ่ายไทยกับสหรัฐฯ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้เข้าร่วมในการกำหนดท่าทีภาคการเกษตร ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายพิชัย ชุณหวชิร) และกระทรวงพาณิชย์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ในการเจรจาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอท่าทีและยึดมั่นในหลักการสำคัญเพื่อปกป้องภาคการเกษตรของประเทศอย่างถึงที่สุด คือ 1.ต้องเกิดผลกระทบน้อยที
