กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมตัวแทนสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนม และโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน ชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล หวังใช้กลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้บรรลุเป้าหมาย ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรทั่วประเทศ (วันนี้ 13 กันยายน 2562) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการ “การสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” และปาฐกถาพิเศษ “ภาพรวมนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล” โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจด้านยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนม และโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน เข้าร่วมรับฟังเพื่อสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรส่งผ่านสถาบันเกษตรกร โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมชี้แจงนโยบายด้านการเกษตรภายใต้ภารกิจของหน่วยงานที่กำกับดูแลด้วย ณ อาคารอิมแพคฟอรั่ม ชั้น 2 ห้องประชุมแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเ
“เฉลิมชัย” ยันไม่ทิ้งชาวสวนยาง เร่งเสนอครม.อนุมัติโครงการประกันรายได้ ด้านชาวสวนยางยิ้ม พอใจราคาประกัน 60 บาท พร้อมขอบคุณรัฐบาลที่รักษาสัญญา ภายหลังนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาประกาศเตรียมนำโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 นำเสนอให้ครม. พิจารณาเร่งด่วน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและลดผลกระทบให้แก่เกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ นายกิตติธัช ณ วาโย รองผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายดังกล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิมีสมาชิก 4,000 กว่าคน ส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำสวนยางพาราและธุรกิจหลักของสหกรณ์คือรวบรวมน้ำยางสดแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันโดยรับซื้อยางประมาณ 500กว่าตัน/ปี ปัจจุบันสมาชิกมีความเดือดร้อนจากปัญหายางราคาตกอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้ข่าวว่ารัฐบาลจะเข้ามายื่นมือช่วยด้วยการประกันรายได้ให้เกษตรกรก็พากันดีใจ หากมีการประกันราคายางไม่ว่าชนิดไหนเกิน50บาทขึ้นไปชาวบ้านก็พอใจแล้ว นายกิตติธัช กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางในขณะนี้ด้วยว่า ในส่วนของสหกรณ์จะทำการร
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระบบการบริหารจัดการโซ่ความเย็น (Cold Chain) ในสินค้าเกษตร เป็นระบบการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยว การขนส่งการเก็บรักษา การกระจายสินค้า และการขายของสินค้า รวมถึงการใช้อุปกรณ์เครื่องมือ และการปฏิบัติเพื่อให้สินค้าคงความสดและมีคุณภาพให้ยาวนานที่สุด โดยมีเงื่อนไขที่สภาพของอุณหภูมิที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อการเก็บรักษาในแต่ละกระบวนการผลิต สศก. ได้ศึกษารูปแบบและศักยภาพการบริหารจัดการโซ่ความเย็น (ColdChain)ของสถาบันเกษตรกรที่ทำธุรกิจรวบรวมผักและผลไม้ (เงาะ ทุเรียน มังคุด ขนุน ผักใบ และเห็ด) จำนวน 24 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อนำไปสู่การจัดทำแนวทางการพัฒนาโซ่ความเย็น ของสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ โดยผลจากการศึกษา พบว่า โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโซ่ความเย็นผักผลไม้ มีสถาบันเกษตรกรที่มีจุดรวบรวมสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน GMP จำนวน 11 แห่ง ไม่ได้มาตรฐาน GMP จำนวน 8 แห่ง และไม่มีจุดรวบรวม จำนวน 5 แห่ง ทั้งนี้
นายชาญชัย ศศิธร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนายกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้เกษตรกร ลานเท และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม พัฒนาการผลิตและซื้อขายปาล์มน้ำมันคุณภาพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจากการจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้นและเป็นธรรม โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ตุลาคม 2561 – กันยายน 2562 การดำเนินโครงการ ได้มีการจัดประกวดโรงงานการพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยโรงงานที่เข้าประกวดจะต้องพัฒนาคุณภาพสกัดน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ อัตราน้ำมัน ร้อยละ 18 ขึ้นไป (ปาล์มน้ำมัน 100 กิโลกรัม สามารถสกัดน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ได้ 18 กิโลกรัม) ซึ่งทางคณะกรรมการโครงการฯ ได้ประเมินโรงงานที่สมัครเข้าร่วมประกวด จำนวน 20 โรงงาน ในช่วงเดือนธันวาคม 2561- มกราคม 2562 พบว่า มีโรงงานที่สกัดน้ำมันปาล์มดิบได้อัตรา ร้อยละ 18 – 18.99 จำนวน 16 ราย และโรงงานที่สก
องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานที่สุดแห่งมหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี “ORTORKOR SMART EXPO 2019” ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ (อ.ต.ก. Fair) สร้างไอคอนตลาดสดต้นแบบ ที่รวบรวมสุดยอดสินค้าเกษตรคุณภาพระดับประเทศ การันตีคุณภาพด้วยมาตรฐาน อ.ต.ก. พร้อมเผยโฉมสินค้านวัตกรรมการเกษตร และตลาด อ.ต.ก. ในยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีสู่ยุค ไทยแลนด์ 4.0 ตื่นตาตื่นใจกับผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตร กว่า 212 บู๊ธ พร้อมพบกับ ‘Ortorkor Smart Pavilion’ พื้นที่แสดงศักยภาพ ผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสินค้าเกษตร สินค้าภายใต้แบรนด์ Best of Ortorkor ค้นหาคู่ค้า-สร้างโอกาสเติบโตสู่ภาคธุรกิจในการเจรจาธุรกิจ และเปิดโอกาสเพิ่มพูนความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ ขยายขีดความสามารถให้กับเกษตรกรไทย บนเวทีอบรมสัมมนา, เสวนา, เวิร์คช็อป และสนุกสนานกับการแสดงและกิจกรรมมากมายตลอด 4 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 เวลา 11.00-21.00 น. ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 7 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกระเก
นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ซึ่ง สศท.6 ได้ศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top 4) ของพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบว่า สินค้า TOP 4 ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง มะม่วงน้ำดอกไม้ ปลาสลิด โดยข้าวนาปี เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 2,136 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ ในพื้นที่มี S1/S2 เฉลี่ย 2,284 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) พบว่า เกษตรกรไม่มีการเพาะปลูกทั้งข้าวนาปีและนาปรัง มะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งไม่มีการจำแนกพื้นที่ความเหมาะสม ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 26,960 บาท/ไร่ และ ปลาสลิด ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 9,817 บาท/ไร่ นอกจากนี้ สินค้าทางเลือกเพื่อเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ควรปรับรูปแบบการผลิตเป็นเกษตรแบบผสมผสานแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือการเลี้ยงปลาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรสามารถ
สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลฯ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน เตรียมอบรม ใช้พาราควอต และไกลโฟเซต ให้กับโรงงานอ้อยทั่วประเทศ สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมปูพรม ผนึกกำลังทุกฝ่าย ลงอบรมให้ความรู้การใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต ให้กับเกษตรกรของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ก่อนมาตรการจำกัดการใช้ฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 20 ตุลาคมพ.ศ. 2562 นี้ นายกิตติ ชุณวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต โดยให้เกษตรกรขึ้นทะเบียน ผ่านการอบรมและสอบเรื่องการใช้สารฯ อย่างถูกต้องและปลอดภัยตามหลักสูตรของกรมวิชาการเกษตรและมาตรการจำกัดการใช้ เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว เกษตรกรจึงมีสิทธิ์ไปซื้อและใช้สารกำจัดวัชพืชดังกล่าวที่ร้านค้าได้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 20 ตุลาคม 2562 นี้ สมาคมจึงได้ร่วมกับ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งชาติ สมาคมเกษตรปลอดภัย และ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด จัดทำ “โครงการอบรมก
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปยางพาราของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านพังดาน อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด โดยกล่าวว่าเป็นการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและเก็บข้อมูลศักยภาพการผลิตและแปรรูปยางพาราของสหกรณ์ เพื่อนำข้อมูลไปนำเสนอกับ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อจะหาแนวทางร่วมกันส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นผู้ผลิตสินค้าตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ เช่น กรวยยางวางบนถนน และแท่งแบริเออร์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงคมนาคมได้มีแนวทางทำข้อตกลงเพื่อร่วมมือกันผลักดันให้ปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลได้เตรียมงบอุดหนุนให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ต่อแห่ง หรืออาจจะมากกว่าตามชนิดสินค้าที่ผลิต “ไม่มีการใช้ยางเพิ่มทางใดที่จะรวดเร็วเท่ากับการใช้ในภาครัฐ ดังนั้น ทั้งสองกระทรวงจึงร่วมมือกัน และเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลพร้อมจะจัดงบอุดหนุนให้กับสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการสนับสน
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดน่าน ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเหนียวนาปี และลำไย ซึ่งแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และ เหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการผลิต จำนวน 60,764 ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) จำนวน 460,069 ไร่ ข้าวเหนียวนาปี พื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง จำนวน 97,624 ไร่ พื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม จำนวน 99,832 ไร่ และลำไย พื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง จำนวน 24,236 ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม จำนวน 22,406 ไร่ สำหรับพื้นที่เหมาะสมมาก และเหมาะสมปานกลาง ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมส่งเสริมและพัฒนาโดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐาน ควบคู่กับการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งและพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่การผลิตในพื้นที่เ
นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top 4) ของจังหวัดตราด ตามแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) พบว่า ได้แก่ ยางพารา ทุเรียน เงาะ กุ้งขาวแวน นาไม โดยการปลูกยางพาราในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 1,166 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 194 บาท/ไร่ ทุเรียน พื้นที่ S1/S2 ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 48,267 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ S3/N ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 46,352 บาท/ไร่ เงาะ พื้นที่ S1/S2 ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 19,768 บาท/ไร่ พื้นที่ S3/N ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 19,673 บาท/ไร่ และกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งไม่มีการจำแนกพื้นที่ความเหมาะสม มีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 74,503 บาท/ไร่ หากมองถึงการปลูกข้าวในจังหวัดตราด พบว่า มีพื้นที่ S1/S2 ที่เหมาะสำหรับการปลูก 114,233 ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 607 บาท/ไร่ ส่วนพื้
