กาแฟ
ดอยลาง เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟ้าห่มปก มีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดกับชายแดนเมียนมา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาเรียงรายสลับซับซ้อน มีแม่น้ำลางที่ไหลจากเมียนมาไหลผ่านช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในระบบนิเวศ พื้นที่ชุมชนดอยลางยังคงความเป็นธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย โดยเฉพาะตระกูลนกสวยงามหลายสายพันธุ์ และป่าไม้ที่สมบูรณ์ที่หายากมากในสมัยนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างหนาวเย็นตลอดทั้งปี บางพื้นที่ในช่วงฤดูหนาวจะมองเห็นทะเลหมอกและเกิดแม่ขะนิ้งหรือเหมยขาบหรือน้ำค้างแข็ง ประชากรในชุมชนดอยลาง เป็นชุมชนคนพื้นเมืองและบางส่วนเป็นไทยใหญ่ มีรายได้หลักจากการเกษตร ปลูกชาและลิ้นจี่มาช้านาน ต่อมาในปี 2548 ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของต้นลิ้นจี่และป่าไม้ธรรมชาติ ทำให้ได้รับผลผลิตดีมาก นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้การปลูกกาแฟจากมูลนิธิโครงการหลวง ประกอบกับกระแสการบริโภคกาแฟได้รับความนิยมมากขึ้น ความต้องการผลผลิตกาแฟจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เกษตรกรชาวดอยลางจึงรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนกาแฟดอยลา
นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Chiang Rai ASEAN Coffee&Tea 2018 งานแสดงศักยภาพกาแฟเชียงราย กาแฟระดับโลก ยกขบวนผลิตภัณฑ์กาแฟและชาจากสุดยอดแหล่งปลูกของจังหวัดเชียงราย มาจำหน่ายพร้อมเปิดให้ทดสอบรสชาติฟรี ณ ชั้น 5 Helix Garden ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ช้อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ ระหว่าง วันที่ 21-23 กันยายน 2561
สภาพอากาศแห้งแล้ง กลางวันอุณหภูมิสูง และกลางคืนอุณหภูมิต่ำ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอะราบิก้าให้เฝ้าระวังมอดเจาะผลกาแฟเข้าทำลายในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟ โดยจะพบมอดตัวเต็มวัยเข้าทำลายผลกาแฟได้ตั้งแต่กาแฟมีขนาดผลเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.3 มิลลิเมตร ขึ้นไป และมอดเพศเมียจะเจาะผลกาแฟบริเวณปลายผลหรือสะดือของผล สำหรับภายในผลกาแฟ จะสามารถพบแมลงได้ทุกระยะการเจริญเติบโต (ระยะไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย) ซึ่งตัวมอดจะอาศัยกัดกินและขยายพันธุ์อยู่ภายในผลกาแฟจนกระทั่งผลกาแฟสุก นอกจากนี้ ตัวมอดจะยังสามารถอาศัยอยู่ภายในผลกาแฟที่แห้งคาอยู่บนต้นได้ ส่วนผลกาแฟที่ร่วงหล่นลงพื้นดิน หากในเมล็ดกาแฟมีความชื้นเหมาะสม ตัวมอดจะอาศัยอยู่ภายในกาแฟกะลาได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งมอดยังคงทำลายเมล็ดกาแฟกะลาระหว่างการตากเมล็ดได้อีกด้วย แนวทางการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของมอดเจาะผลกาแฟ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟ เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟให้หมดทั้งต้น โดยไม่ให้มีผลกาแฟติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้นกาแฟ เพื่อลดการสะสมและขยายพันธุ์ของมอดเจาะผลกาแฟในแปลงปลูก หากพบการระบาดรุนแรง ให้เกษตรกรเลื
จากสถิติของกรมส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตกาแฟได้ประมาณ 3 หมื่นตัน ลดลงจากในอดีตที่เคยผลิตได้ 7 หมื่นตัน ทั้งนี้ เนื่องจากทางภาคใต้ได้ตัดโค่นกาแฟลง เพื่อปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันทดแทน ทั้งนี้ กาแฟที่ปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ อะราบิก้า และ โรบัสต้า ชนิดแรกไทยเราผลิตได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมด ส่วนโรบัสต้าผลิตได้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ กาแฟอะราบิก้า ให้กลิ่นและรสชาติ ต้องปลูกบนที่สูงอากาศเย็นในบางช่วง จึงปลูกกันมากที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน ลักษณะอะราบิก้า มีทรงต้นเล็ก พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 2-5 เมตร ใบมีขนาดเล็กเขียว ผิวบนเป็นมัน มีความสามารถต้านทานโรคศัตรูต่ำ ตั้งแต่เริ่มผลิดอกถึงระยะเก็บเกี่ยว ประมาณ 5-9 เดือน กาแฟโรบัสต้า มีทรงต้นใหญ่กว่าอะราบิก้า มีความสูง 3-6 เมตร มีข้อปล้องยาว ใบมีขนาดใหญ่สีเขียว แต่ไม่เป็นมัน ชอบอากาศร้อนชื้น ฝนตกสม่ำเสมอ มีปลูกกันมากที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ระนอง และพังงา จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเทศไทยต้องเปิดตลาดนำเข้ากาแฟตามข้อตกลงของ WTO ระหว่างปี พ.ศ. 2555-2557 เป็นเมล็ดกาแฟในปริมาณ
ฟู้ด ทรัก สุดเก๋ไก๋ ก้นบุหรี่แลกกาแฟได้ โปรโมตรักษาสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 27 ก.ค. เพจเฟซบุ๊ก ไชน่าซินหั่ว รายงานว่า นายเฟ่ยเสียง ชายหนุ่มชาวจีนเปิดกิจการรถบรรทุกขายอาหารและเครื่องดื่มหรือ ฟู้ด ทรัก (food truck) อยู่ในย่านฟลัชชิง นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขามีโครงการรณรงค์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น โดยฟู้ด ทรัก ของหนุ่มเฟ่ยจะมอบกาแฟหนึ่งแก้วให้ฟรี ให้กับลูกค้าที่นำก้นบุหรี่ จำนวน 10 ชิ้น มาแลกเปลี่ยน รายงานระบุว่าก้นบุหรี่มักถูกเก็บมาจากรอบชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้สะอาดตา เฟ่ยเผยว่าเขาได้มอบกาแฟฟรีราว 5-10 แก้วต่อวัน
ทั้งโลกกินกาแฟปีละ 31,500 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือราวหนึ่งล้านล้านบาท หรือราว 1 ใน 3 ของงบประมาณที่ไทยใช้ในการพัฒนาประเทศในปีที่ผ่านมา อันนี้นับเฉพาะที่มีตัวเลขซื้อขายข้ามประเทศไปมานะ ที่ผลิตแล้วจิบกันเองในประเทศยังไม่รวม ถ้าเอารวมกันจริงๆอาจจะได้อีกเกือบเท่าตัว พูดกันสั้นๆ โลกเราจิบกาแฟกันอย่างจริงจัง อย่างเอาเป็นเอาตาย มูลค่ากาแฟที่เราจิบกันเข้าไป ไม่ได้น้อยหน้าทองคำ หรือเพชรพลอยที่ค้าขายกัน ในจำนวนนี้ อเมริกาซึ่งมีประชากร 250 ล้านคน จิบกันหนักหนา ถึงปีละ 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา เกือบสองแสนล้านบาท สูงสุดในโลก หรือราว 1 ใน 5 ของกาแฟที่จิบกันทั่วโลก เรื่องบริโภคที่อเมริกานี่ไม่ค่อยเป็นรองใครสักที เพราะฉะนั้นไม่มีใครแปลกใจ ถ้าว่ากันเป็นทวีป ตัวเลขที่รวบรวมกันเป็นเรื่องเป็นราว บอกว่า ยุโรปกินกาแฟปีละ 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5 แสนล้านบาท ต่อปี หรือ 53% ของกาแฟที่จิบกันทั้งโลก อเมริกาเหนือที่รวมอเมริกาและแคนาดา จิบมาเป็นอันดับสอง ราว 23.5% และเอเชียจิบตามรั้งท้าย 14.5% ส่วนรายเล็กรายน้อย อย่างแอฟริกา จิบปีละ 2.3% โอเชียเนียซึ่งรวมออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จิบจิ๊บๆ แค่ 1.2% เท่
มูลค่าตลาดร้านอาหารในเมืองไทย 400,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตทุก ๆ ปีจากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเพิ่มขึ้น “ณัฐ วงศ์พานิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ (CRG) ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารเครือข่าย (food chain industry) ทั้ง 11 แบรนด์ เช่น เคเอฟซี มิสเตอร์โดนัท เปปเปอร์ลันช์ เป็นต้น กล่าวว่า ปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารในไทยมีการแข่งขันสูง มีรายเก่ารายใหม่เข้ามาต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 4 แสนล้านบาท โตเฉลี่ย 3-5% ทุกปี ทั้งนี้หากแบ่งย่อยแต่ละกลุ่มร้านอาหารจะพบว่า ร้านกาแฟ มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ด้วยจำนวนสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีมูลค่าตลาดสูงสุดหรือประมาณ 20,000 ล้านบาท ร้านอาหารประเภทฮอตพอต 19,000 ล้านบาท ร้านอาหารจานด่วนประเภทไก่ 18,700 ล้านบาท อาหารญี่ปุ่น 18,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดร้านอาหารประเภทส้มตำก็มีมูลค่าสูงถึง 16,000 ล้านบาท ถือเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่ดี ต่อด้วยเบอร์เกอร์ 9,000 ล้านบาท อาหารตะวันตก 9,000 ล้านบาท พิซซ่า 8,200 ล้านบาท เบเกอรี่ 8,100 ล้านบาท อาหารไทย 8,000 ล้านบาท ไอศกรีม 7,700 ล้านบาท ปิ้งย่าง
เจ้าของร้านกาแฟใจดี ให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามความพอใจ เพิ่งจะเคยเห็นเหมือนกันว่ามีร้านกาแฟที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามความพอใจ ชนิดว่า ถ้าอร่อยมาก ก็จ่ายมาก ถ้าไม่อร่อย ก็ไม่ต้องจ่าย คุณเอกสิทธิ์ รัชตะกิตติสุนทร เจ้าของกาแฟ a’sey a’sey crafe’ เอเซย์ เอเซย์ คราฟเฟ่ ตั้งอยู่ที่ บ้านโฮ่งมะค่า ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ คอนเซ็ปต์ให้ลูกค้าจ่ายเงินค่ากาแฟตามความพอใจ คุณเอกสิทธิ์ เล่าว่า ปัจจุบัน นอกจากเปิดร้านกาแฟแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลแห่งหนึ่ง และเป็นเจ้าของไร่เอกเขนกปลูกผักสลัดออร์แกนิก สำหรับ ร้านกาแฟ a’sey a’sey crafe’ เปิดได้เพียง 4 เดือน เท่านั้น ที่มาก็คือ เจ้าของร้านต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ประกอบกับรู้จักโรงคั่วเมล็ดกาแฟ จึงตัดสินใจเปิดร้าน “ผมชอบดื่มกาแฟ และมีญาติเป็นเจ้าของโรงคั่วกาแฟ เลยทดลองเปิดบ้านเป็นร้านกาแฟ หวังให้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของเพื่อนๆ แต่จากนั้นไม่นาน เริ่มมีลูกค้ามาใช้บริการ และบอกปากต่อปากในเรื่องของรสชาติ และบริการที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ จ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามคว
“พาณิชย์” ติวเข้มผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้า จ.ชุมพร รับมือ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ลดภาษีกาแฟสำเร็จรูป 0% ปี ’63 ด้านวิสาหกิจชุมชน กลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ ชงของบฯ สศก.ผุด รง.แปรรูปกาแฟสำเร็จรูป 35 ล้านบาท หนุนจด GI กาแฟโรบัสต้าชุมพร สร้างมูลค่าเพิ่ม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2561 กรมพร้อมด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิชาวสวนกาแฟ และสมาคมกาแฟไทย ลงพื้นที่ จ.ชุมพร พบเกษตรกรและผู้ประกอบการธุรกิจกาแฟ ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ เพื่อให้คำแนะนำถึงการใช้ประโยชน์จากความตกลงเปิดการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ในสินค้ากาแฟและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการเปิดตลาดลดภาษีภายใต้ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) จะลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% ในปี 2563 “การลงพื้นที่ปลูกกาแฟครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 จากก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงราย พบกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอราบิก้า โดยในส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ปลูกกาแฟที่สำคัญของไทยโดยมีสัดส่วนการปลูกถึง 75% ของพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมดของไทย จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดที่ปลูกกาแฟมากที่สุดในปร
“พาณิชย์” ติวเข้มผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้า จ.ชุมพร รับมือ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ลดภาษีกาแฟสำเร็จรูป 0% ปี”63 ด้านวิสาหกิจชุมชน กลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ ชงของบฯ สศก.ผุด รง.แปรรูปกาแฟสำเร็จรูป 35 ล้านบาท หนุนจด GI กาแฟโรบัสต้าชุมพร สร้างมูลค่าเพิ่ม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2561 กรมพร้อมด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิชาวสวนกาแฟ และสมาคมกาแฟไทย ลงพื้นที่ จ.ชุมพร พบเกษตรกรและผู้ประกอบการธุรกิจกาแฟ ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ เพื่อให้คำแนะนำถึงการใช้ประโยชน์จากความตกลงเปิดการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยทำกับประเทศต่าง ๆ ในสินค้ากาแฟและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการเปิดตลาดลดภาษีภายใต้ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) จะลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% ในปี 2563 “การลงพื้นที่ปลูกกาแฟครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 จากก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงราย พบกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอราบิก้า โดยในส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ปลูกกาแฟที่สำคัญของไทยโดยมีสัดส่วนการปลูกถึง 75% ของพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมดของไทย จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดที่ปลูกกาแฟมากที่สุดในประเทศไทย” นางอรมนก
