ข้าว
การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เป็นการทำนาโดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงน้ำขัง สลับกับช่วงน้ำแห้งสลับกันไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้รากและลำต้นของต้นข้าวแข็งแรงขึ้น เนื่องจากดินและรากได้รับรากอากาศ เมื่อได้รับอากาศเสร็จแล้ว ก็สามารถดูดปุ๋ยได้ดีขึ้น ทำให้ลดการใช้ปุ๋ย เมื่อดูดธาตุอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวแข็งแรง ลดการระบาดของโรคและแมลง ลดการใช้สารเคมี เป็นการลดต้นทุนการผลิตไปด้วย เมื่อต้นข้าวแข็งแรงก็จะแตกกอได้มากขึ้น รวงข้าวสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้รับก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นการทำนาเปียกสลับแห้งนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่ทำนาในเขตชลประทานที่ควบคุมการระบายน้ำได้ โดยใช้ปริมาณน้ำในการเพาะปลูกน้อยกว่าวิธีปลูกข้าวแบบทั่วไป 30-50% นอกจากนี้ ยังลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุแบบไร้อากาศ เมื่อปลูกข้าวแบบขังน้ำเป็นเวลานานอีกครั้ง คุณปกรณ์ สุพานิช นักวิเคราะห์แพลตฟอร์มเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง งานพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แ
รู้หรือไม่ว่าการกินข้าวมีเคล็ดลับอยู่ที่ “การกินตามช่วงอายุ” ที่ควรกินให้เหมาะสม และถูกประเภทตามช่วงอายุจะทำให้เราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน! เคล็ดลับที่ 1 การกินข้าวช่วงวัยเด็กอายุ 6 เดือน-3 ปี ในช่วงที่เด็กเริ่มโตเข้าสู่ช่วงวัยที่เริ่มหย่านมแม่ และสามารถกินอาหารอ่อนๆ ได้ ถือว่าเป็นช่วงวัยที่ต้องการสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ในช่วงนี้เองที่เราอยากแนะนำให้เด็กเล็กเริ่มกินข้าวแบบบดละเอียด สายพันธุ์ข้าวแนะนำที่เหมาะกับเด็กเล็ก : ข้าวหอมมะลิ, ข้าวกล้อง แนะนำเพิ่มเติม : – ข้าวที่นำมาบดให้เด็กเล็กกินต้องเป็นข้าวที่บดละเอียด – ควรหุงข้าวให้ไม่แข็ง โดยเฉพาะข้าวกล้องหากคุณแม่อยากให้ลูกน้อยกิน แนะนำว่าให้นำข้าวไปแช่น้ำไว้ก่อนหุง เพราะข้าวจะได้นุ่มไม่แข็ง – เมื่อเด็กอายุได้ 7 เดือนขึ้นไปให้ปรับเป็นข้าวบดหยาบเพื่อฝึกการเคี้ยว และสามารถให้เด็กกินเพิ่มขึ้นได้ เคล็ดลับที่ 2 การกินข้าวในช่วงวัย 4-15 ปี เป็นช่วงวัยที่สามารถกินข้าวสวยได้แล้ว โดยไม่ต้องนำข้าวมาบดเหมือนในช่วงแรก แต่ว่ายังต้องกินข้าวที่มีความนุ่มเคี้ยวง่าย และไม่ควรแข็งเกินไป สายพันธุ์ข้าวแนะนำที่เหมาะกับเด็ก : ข้าวหอมมะล
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก ในแต่ละปีมีการผลิตและส่งออกข้าวจำหน่ายในปริมาณสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก การอนุรักษ์สายพันธุ์ดั้งเดิมของข้าวพื้นเมืองเอาไว้ โดยนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวกสาโทนั่นเอง จากเครื่องดื่มพื้นบ้าน มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะประกอบร่างสร้างให้กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีดีทั้งคุณภาพและรูปลักษณ์ ยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นสู่ของดีประจำชาติ และยังสร้างรายได้มหาศาลกลับคืนสู่ผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน การส่งเสริมแบรนดิ้งให้แข็งแรง ให้คุณค่ากับความเฉพาะตัวของวัตถุดิบพื้นถิ่น ใส่ใจในการออกแบบหน้าตาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มสุนทรียะในการดื่มชิม คือตัวอย่างองค์ประกอบที่จะพาให้เครื่องดื่มพื้นบ้านไปไกลได้ทั้งในไทยและต่างแดน ความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยส่งผลให้แต่ละภูมิภาคมีการเพาะปลูกพืชพันธุ์ที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีจุดร่วมคือภูมิปัญญาหมักดองถนอมอาหารแต่การแปรรูปข้าว พืชผลไม้พื้นถิ่น สมุนไพรเหล่านี้ก็ยังต้องอาศัยภูมิปัญญาของชุมชนปราชญ์ ชาวบ้านที่ศึกษาและลงลึกในการหยิบจับส่วนผสมต่างๆ มาทดลองหมักบ่มผ่
“ข้าว” ถือเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการกินคนไทยที่สืบทอดมายาวนาน แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่คนไทยบริโภคข้าวลดลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงทางด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พฤติกรรม และค่านิยมของคนไทยในยุคใหม่อีกด้วย ข้าวเป็นส่วนสำคัญที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน ประเทศไทยยังเป็นทั้งแหล่งผลิตและตลาดบริโภคหลักของข้าว จากผลการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2521 พบว่าคนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ยสูงถึง 180 กิโลกรัมต่อปีเลยทีเดียว ปัจจุบัน คนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ยประมาณ 75 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งลดลงจากช่วงก่อนหน้านี้ที่เคยบริโภคประมาณ 80-90 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แนวโน้มนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย จากปัญหาดังกล่าว มาดูกันว่าสาเหตุของ คนไทยบริโภค “ข้าว” น้อยลง นี้มีอะไรบ้าง 1. การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและสังคมเมือง การใช้ชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตเมือง ทำให้ผู้คนหันไปเลือกอาหารที่สะดวกรวดเร็ว เช่น ขนมปัง แซนด์วิช หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนข้าว นอกจากนี้ การบริโภคอาหารในร้านฟาสต์ฟู้ดยังเป็นตัวเลือกยอดนิยม ซึ่งเมนูเหล่านี้ส่วนใ
ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตข้าวและมีการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต และมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น รวมทั้งยกระดับผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพเกษตรกรปลูกข้าวที่มีคุณภาพให้เหมาะสมกับระบบนิเวศและพื้นที่ของการปลูกข้าวตามชนิดพันธุ์ที่เหมาะสม โดยมีระบบการจัดการบริหารการวางแผนการผลิต หาปัจจัยการผลิต และการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการจัดการด้านการตลาด เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในลักษณะประชารัฐ นาแปลงใหญ่ นับเป็นโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวรับผิดชอบดูแลในส่วนของแปลงใหญ่ข้าว ซึ่งได้มีวิธีการดำเนินงาน ดังนี้ 1. ด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว 2. ด้านการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวผลผลิต 3. การบริหารจัดการกลุ่มและเสริมสร้างสมรรถนะกลุ่มนาแปลงใหญ่ 4. ด้านส่งเสริมการตลาดข้าว และยกระดับมาตรฐาน กรมการข้าวได้ดำเนินโครงการยกระดับแปลงใหญ่
จากกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีมติเห็นชอบในโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อสนับสนุนและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่กำลังเริ่มปลูกข้าวปีการผลิต 2567/68 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 4.68 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 16 ล้านคน จะใช้จ่ายจากเงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการ 33,422.950 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกลุ่ม 1.เกษตรกรที่ปลูกข้าวทั่วไป 4.48 ล้านครัวเรือน (ใช้ปุ๋ยสูตรที่มีความเหมาะสมกับการปลูกข้าว) 2. เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ 0.20 ล้านครัวเรือน (ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำและชนิดเม็ดและขึ้นบัญชีนวัตกรรม) ซึ่งหลักการง่ายๆ ของโครงการ ปุ๋ยคนละครึ่ง คือ รัฐบาลครึ่งหนึ่ง เกษตรกรครึ่งหนึ่ง โดยกำหนดให้ปุ๋ย 50 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ และต้องไม่เกิน 20 ไร่ เท่ากับ 1 ครัวเรือนไม่เกิน 1,000 กิโลกรัมนั่นเอง ข้อดีของปุ๋ยคนละครึ่งคือ การทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอยู่ที่ 300 กว่าบาทต่อ 1 ไร่ ส่วนกำไรจากต่อ 1 ไร่ที่รัฐเข้ามาช่วยครึ่งหนึ่งจะอยู่ที่ไร่ประมาณละ 500 บาท ได้กำไรจากการขายข้าวด้วย และต้นทุนการผลิตลดลงด้วย ในการประชุมรอบแรกคือวันที่ 13 มิถุนา
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายภูมิภาคมีการเปิดจุดจำหน่ายข้าวกันอย่างคึกคัก ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำข้าวสารพันธุ์ดีมาวางขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภคเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจากราคาข้าวตกต่ำ บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก ชื่นมื่น มีทั้งข้าวพันธุ์ดี ชื่อดังจากหลายภูมิภาค ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง รวมทั้งข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อข้าวชั้นดี หายาก สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ต่างๆ ยังมีข้าวหลากหลายให้เลือกบริโภค โดยเฉพาะตลาดข้าวกล้องพื้นเมือง ได้รับความสนใจจากทั้งผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศ ที่จังหวัดสตูล เป็นอีกแหล่งปลูกข้าวพื้นเมืองที่นิยมบริโภคกันในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบข้าวหุงขึ้นหม้อ รสชาติมัน กินอิ่มท้อง ทำข้าวต้ม-โจ๊ก อร่อย หรือใช้ทำแป้งขนมจีน จะได้เส้นขนมจีนเหนียวหนึบ หรือใช้ทำแป้งขนมทองพับ ปัจจุบัน มีการขยายตลาดไปยังผู้บริโภคประเทศมาเลเซียด้วย โดยเฉพาะ “ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ” ผลผลิตจากชาวนาบ้านโคกโดน หมู่ที่ 12 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ปัจจุบัน ชาวนาบ้านโคกโดน รวมตัวตั้ง “กลุ่มเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร” มีสมาชิกกลุ่ม
แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีน้อย หาซื้อได้ยาก ราคาค่อนข้างแพง เป็นปัญหาหนึ่งในการทำนา แต่ที่จังหวัดสุรินทร์ยังไม่สิ้นคนดี เมื่อมีผู้นำสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด ได้ริเริ่มและนำแนวคิดมาให้สมาชิกปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยการสนับสนุนด้านวิชาการและเสริมทักษะทุกขั้นตอนการผลิตจากภาครัฐและเอกชน ผลคือทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีปลูกและขาย และได้ก้าวเปลี่ยนสู่วิถียังชีพที่มั่นคง คุณธนาบูลย์ สุขปัญญา อดีตผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ (ด้านการเกษตร) เล่าให้ฟังว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการทำนา แต่ละปีประเทศไทยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก ในราว 670 ล้านกิโลกรัม แต่เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตได้ก็ไม่เพียงพอ หาซื้อยาก ราคาค่อนข้างแพง จึงส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรรวมกลุ่มปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว การปลูกเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาชิกสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด จะได้รับความรู้วิชาการและเสริมทักษะในทุกขั้นตอนจากนักวิชาการเกษตรศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินท
ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย พบว่ามีหลายครัวเรือนประสบปัญหาในการจัดเก็บข้าว เนื่องจากข้าวเป็นธัญพืชที่มีคุณค่า และเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของเหล่าแมลง จึงทำให้ข้าวกลายเป็นอาหารชั้นโปรดของแมลง โดยเฉพาะด้วงงวง หรือที่เรียกกันว่า มอดข้าวสาร มอดจะเข้ามากัดกินข้าว ทำให้คุณภาพข้าวเสียหาย ที่ผ่านมาเคยมีการแนะนำการเก็บข้าวสารให้พ้นจากการกัดกินของมอด เช่น นำข้าวสารใหม่ใส่ใบมะกรูดและพริก แล้วเทเกลือไว้ในข้าวสาร เนื่องจากเกลือจะทำให้มอดแสบตา หรือบางรายจะใช้ช้อนสแตนเลส ลูกกุญแจ และตะปู หรือใบกระวานใส่ในที่เก็บข้าวสาร แต่ที่สำคัญที่สุดควรหมั่นนำข้าวสารมาตากแดด สำหรับข้าวเก่าที่มีมอดอยู่แล้ว บางรายนำข้าวสารมาตากแดดให้มอดตาย แล้วเก็บใส่ในกล่องที่เป็นสุญญากาศ จากนั้นก็แบ่งใส่ถังเล็กสำหรับใช้ประมาณ 1 สัปดาห์ และบางตำราแนะว่า เอาข้าวแช่ตู้เย็น โดยการปิดปากถุงข้าวสารให้แน่น ความเย็นจะช่วยให้มอดไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นได้น้อยมาก ด้วยเหตุนี้ ด.ช.ณัฐพล วงค์บุตร ด.ช.รังสรรค์ จันทร์ลาพันธ์ ด.ญ.เอ็นดู เภาดี ด.ญ.ประกายแก้ว ศิรินัย และ ด.ช.ภาณุ ธิดาแก้ว จากโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกันคิดทำโครงงาน ประด
ข้าวสีมีกี่แบบ และแตกต่างจากข้าวขาวยังไง สีของข้าว คือรงควัตถุหรือสารสีที่สะสมอยู่บนเปลือกหรือรำข้าว ดังนั้น ทำความเข้าใจกันก่อนว่าเมื่อพูดถึง ‘ข้าวสี’ แปลว่าเรากำลังพูดถึง ‘ข้าวกล้อง’ ที่ยังไม่ผ่านการขัดเอาส่วนของจมูกและเปลือกข้าวออกไปนั่นเอง โดยรำข้าวในธรรมชาติจะมีอยู่ 3 เฉดสี คือสีน้ำตาล สีแดง และสีม่วงดำ ถ้าจับข้าวสีต่างๆ มาเรียงไล่เฉดกันแล้วอธิบายง่ายๆ จะเป็นดังนี้ ข้าวขาว คือข้าวที่ถูกขัดสีออกไปจนไม่มีจมูกและรำข้าวหลงเหลืออยู่ ดังนั้น สารอาหารที่สะสมอยู่จึงน้อยกว่า แต่นุ่ม ทานง่าย และให้พลังงาน ข้าวสีน้ำตาล คือข้าวกล้องที่มีสารสีน้ำตาลอ่อนซึ่งไม่ได้ถูกขัดสี ยังมีทั้งจมูกและรำข้าวห่อหุ้มเมล็ด จึงมีประโยชน์และวิตามินสะสมอยู่สูงกว่าข้าวขาว ข้าวในกลุ่มสีน้ำตาลนี้ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมปทุมเทพ ฯลฯ ข้าวสีแดง คือข้าวที่มีสารสีแดงในกลุ่มแคโรทีน ซึ่งนอกจากให้สีแล้ว ยังบำรุงสายตาและผิวพรรณ ช่วยชะลอความแก่ ข้าวในกลุ่มสีแดงนี้ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวมันปู ฯลฯ ข้าวสีม่วงดำ คือข้าวสีเข้มที่สุด เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสีม่วงดำชื่อ ‘แอนโทไซยานิน’ ทำหน้าที่ป้องกันรังสี UV มาทำลายข้าวข
