ข้าว
การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เป็นการทำนาโดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงน้ำขัง สลับกับช่วงน้ำแห้งสลับกันไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้รากและลำต้นของต้นข้าวแข็งแรงขึ้น เนื่องจากดินและรากได้รับรากอากาศ เมื่อได้รับอากาศเสร็จแล้ว ก็สามารถดูดปุ๋ยได้ดีขึ้น ทำให้ลดการใช้ปุ๋ย เมื่อดูดธาตุอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวแข็งแรง ลดการระบาดของโรคและแมลง ลดการใช้สารเคมี เป็นการลดต้นทุนการผลิตไปด้วย เมื่อต้นข้าวแข็งแรงก็จะแตกกอได้มากขึ้น รวงข้าวสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้รับก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นการทำนาเปียกสลับแห้งนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่ทำนาในเขตชลประทานที่ควบคุมการระบายน้ำได้ โดยใช้ปริมาณน้ำในการเพาะปลูกน้อยกว่าวิธีปลูกข้าวแบบทั่วไป 30-50% นอกจากนี้ ยังลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุแบบไร้อากาศ เมื่อปลูกข้าวแบบขังน้ำเป็นเวลานานอีกครั้ง คุณปกรณ์ สุพานิช นักวิเคราะห์แพลตฟอร์มเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง งานพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แ
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีบทบาทต่อทั้งความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2566/2567 ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตข้าวอันดับ 6 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของผลผลิตข้าวทั่วโลก และเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 3 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 11.8%* อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการผลิตข้าวในแต่ละฤดูกาล เกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่อยู่ในทุกแปลงนาและส่งผลโดยตรงต่อศักยภาพการผลิต นั่นคือ “วัชพืช” วัชพืชอาจดูเหมือนเป็นเพียงพืชที่ขึ้นแทรกอยู่ในแปลงนา แต่แท้จริงแล้วคือ “คู่แข่งของต้นข้าว” ที่แย่งน้ำ ธาตุอาหาร และแสงแดด โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อการสร้างศักยภาพผลผลิต หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม วัชพืชสามารถแข่งขันกับต้นข้าว ส่งผลให้ต้นข้าวเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ และกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในท้ายที่สุด วัชพืชไม่ได้กินแค่ “ธาตุอาหารของข้าว” แต่กินต้นทุนของชาวนา ปัญหาวัชพืชจึงไม่ได้จบอยู่เพียงในแปลงนา เพราะการควบคุมวัชพืชต้องอาศัยทั้งแรงงาน เวลา และปัจจัยการผลิต ขณะที่เกษตรกรในปัจจุบันยังต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และ
จาก 3 อำเภอ สู่ยอดขาย 2,500 ล้าน! ครั้งหนึ่ง “ข้าวตราไก่แจ้” ขายอยู่เพียง 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรี แต่วันนี้เติบโตสู่แบรนด์ข้าวที่วางจำหน่ายทั่วประเทศ และส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก อะไรคือแนวคิดที่ทำให้ธุรกิจขายข้าวท้องถิ่น เติบโตสู่ยอดขายกว่า 2,500 ล้านบาท? ฟังเรื่องราวการปรับตัว การเปลี่ยนผ่านจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก และวิสัยทัศน์ที่อยากให้ “ข้าวไทย” เป็นที่จดจำของคนทั่วโลก #ข้าวตราไก่แจ้ #ธุรกิจครอบครัว #ทายาทธุรกิจ #ข้าวไทย #ทางรอดข้าวไทย #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban
“ข้าวตราไก่แจ้” แบรนด์ข้าวท้องถิ่นที่เติบโตและผูกพันกับ 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรีมาอย่างยาวนาน วันนี้พิสูจน์ความสำเร็จภายใต้การนำของ “ทายาทรุ่นที่สอง” ที่เข้ามาปรับระบบ ดันธุรกิจสู่ความทันสมัย และวางระบบควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ตรวจสอบข้าวทุกล็อตจนกลายเป็นมาตรฐานที่ลูกค้าไว้วางใจ จากจุดเริ่มต้นในพื้นที่เล็กๆ ที่มียอดขายหลักสิบล้านต่อปีในอดีต ปัจจุบัน “ข้าวตราไก่แจ้” ขยายฐานกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ และส่งออกไกลกว่า 40 ประเทศทั่วโลก สร้างยอดขายระดับ 2,500 ล้านบาท คุณกอล์ฟ-ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงผู้เป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจข้าวของตระกูล และสร้างชื่อเสียงให้เรื่องคุณภาพข้าวให้เป็นที่จดจำ ซึ่งกว่าจะมาเป็นแบรนด์ข้าวที่ทุกคนรู้จักไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ไปพร้อมกับการมองโอกาสใหม่ๆ ให้กับแบรนด์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินไปข้างหน้า ถ้าพูดถึง ‘ข้าวตราไก่แจ้’ หลายคนมีภาพจำว่าเป็นแบรนด์ระดับประเทศ แต่ถ้าย้อนกลับไปกว่า 40 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของเราคือร้านขายข้าวสารเล็กๆ ในจังหว
จังหวัดชัยนาทเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับขนานนามว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากชัยนาทมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกข้าว ทั้งแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และสภาพดินที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชผล ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถผลิตข้าวคุณภาพดีป้อนสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีชาวนาอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินจากการทำนา เพราะการทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จสร้างรายได้ที่ยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกระบวนการผลิตอย่างถูกต้อง ถูกวิธี และการสนับสนุนจากภาครัฐ ในด้านการส่งเสริมคุณภาพข้าว การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ตลอดจนการตลาดเพื่อขยายช่องทางการจำหน่าย คุณกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของสหกรณ์ทุ่งวัดสิงห์ เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรที่เกิดปัญหาในการทำกินแบบเดียวกัน ซึ่งหลังจากก่อตั้งสหกรณ์ก็ได้มีการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดบริการสินเชื่อให้แก่สมาชิก การจำหน่ายปุ๋ย เคมีการเกษตร และอุปกรณ์การเกษตรให้กับสมาชิกเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 2558 กลับยังพบว่าคุณภ
ชง นบข. อัดงบกว่า 1.8 พันล้านบาท ดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีอย่างต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมเมล็ดพันธุ์ข้าว รองรับฤดูการผลิตปี 2569/70 ให้เพียงพอ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 11 มิถุนายน 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอขอขยายกรอบวงเงินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพิ่มเติม สำหรับเกษตรกร 233,729 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ ภายใต้มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท วงเงินรวม 1,846.96 ล้านบาท นอกจากนี้ คาดว่า นบข. จะอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก และโครงการประกันภัยข้าวนาปี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกร ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีรองรับฤดูเพาะปลูก
ฮานอย, 25 มี.ค. (ซินหัว) – สื่อท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่าการส่งออกข้าวของเวียดนามกำลังเผชิญอุปสรรคจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น โดยผู้ส่งออกกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง ทำให้ผู้ค้าต้องเจรจาต่อรองสัญญาใหม่ เลื่อนการจัดส่ง หรือระงับคำสั่งซื้อใหม่ เหงวียน แอง เซิน ผู้อำนวยการสำนักงานการค้าต่างประเทศ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม รายงานว่าระยะเวลาการจัดส่งนานขึ้น 10-15 วัน ขณะที่ค่าขนส่งภายในประเทศเพิ่มขึ้น 20,000-30,000 ดองเวียดนาม (ราว 25-37 บาท) ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวเปลือกของเวียดนามในปี 2026 จะอยู่ที่ราว 45.6 ล้านตัน โดยมีปริมาณที่สามารถส่งออกได้ 7.73 ล้านตัน
ในสมรภูมิการค้าข้าวระดับสากลปี 2026 ภาพจำที่ไทยเคยเป็นเบอร์หนึ่งได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อ ‘เวียดนาม’ ก้าวขึ้นมาในฐานะผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก โดยคาดการณ์ปริมาณการส่งออกในปี 2026 ของเวียดนามจะอยู่ที่ประมาณ 7.73 ล้านตัน ขณะที่ไทยคาดว่าจะส่งออกได้ราว 7-7.3 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไทยต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามแซงหน้าไทยคือ “ประสิทธิภาพการผลิต” เวียดนามมีการจัดการระบบชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถทำนาได้ 2-3 รอบต่อปี และมีผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 700-900 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของไทยยังคงย่ำอยู่กับที่เพียง 400-600 กิโลกรัมต่อไร่ ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ข้าวเวียดนามมีราคามิตรภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตลาดแมสได้มากกว่า นอกจากปริมาณ เวียดนามยังชนะในเกม “ความต้องการของตลาด” ด้วยการเร่งวิจัยสายพันธุ์ข้าวพื้นนุ่ม เช่น ST24 และ ST25 ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง ขณะที่ข้าวไทยส่วนใหญ่ยังเป็นข้าวขาวพื้นแข็งและข้าวหอมมะลิที่มีราคาสูง ทำให้ในช่วงที่
ข้าวปกาอำปึล ข้าวผกาอำปึล หรือ ข้าวดอกมะขาม ข้าวพื้นถิ่นเมืองสุรินทร์ Authentic Traditional Surin Rice ข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดสุรินทร์นี้ จะอยู่ตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชา ทางฝั่งไทยปลูกกันแถบจังหวัดสุรินทร์ ส่วนกัมพูชาคือจังหวัดอุดรมีชัย (ปะกาอำปึล แปลว่า ดอกมะขาม) ต้นตอผู้ที่เก็บรักษาข้าวพันธุ์นี้ไว้ เป็นพระ อยู่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ข้าวปกาอำปึลเป็นข้าวเจ้า ต้นสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 จุดเด่นสำคัญคือ ทนแล้ง ผลผลิตอาจจะน้อยกว่าข้าวหอมมะลิ เหมาะปลูกตามหัวไร่ปลายนา น้ำขังได้นิดหน่อย ไม่ชอบน้ำขังมาก เมื่อสุกแก่ เปลือกของข้าวสีเหลืองทองเหมือนดอกมะขาม เมล็ดยาว เมื่อขัดขาวจะสีขาวเหมือนข้าวทั่วไป หากสีเป็นข้าวกล้องเมล็ดสีน้ำตาลออกเขียว ทนทานต่อโรคแมลง เมื่อปลูกไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องใช้สารกำจัดศัตรูข้าว ปลูกทิ้งรอเก็บเกี่ยว อาจกำจัดวัชพืชให้บ้าง คุณภาพการหุงต้ม เป็นข้าวที่นุ่ม เมื่อเก็บเกี่ยวและสีใหม่ๆ มาหุง มีความหอมไม่น้อยไปกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 กลิ่นหอมเหมือนกับข้าวโพดข้าวเหนียว เนื้อสัมผัสของข้าวเหนียวอร่อยและหนึบ กรุบกรอบ กินกับแกงหรือกับข้าวพวกผัดเผ็ดนี่เข้ากันดีมาก เมื่อหุงกิ
พญาลืมแกง ข้าวพันธุ์ดั้งเดิมของไทย เป็นข้าวพื้นถิ่นในแถบชายแดนอีสานใต้ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ ลักษณะตามสายพันธุ์ เป็นข้าวใช้น้ำน้อย ทนแล้ง ไม่มีโรค พญาลืมแกง ที่มาของชื่อ เกิดจากรสชาติความอร่อย ออกรสหวานมัน อร่อยเสียจนเผลอกินแต่ข้าวเปล่า ลืมกินแกงไปเลย พญาลืมแกงเป็นพันธุ์ข้าวเหนียว ลักษณะเป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 150 เซนติเมตร ต้นอ่อน ล้มง่าย แตกกอน้อย เมล็ดแบน นิยมปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่นาลุ่มมักมีน้ำขัง สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ข้าวชนิดนี้ ขึ้นชื่อในเรื่องความหอมนุ่ม อร่อยมาก จึงเป็นที่นิยมบริโภคในพื้นที่ภาคอีสาน พันธุ์ข้าวเหนียว พญาลืมแกง หากปลูกโดยปกติโรงสีไม่รับซื้อ กลายเป็นจุดอ่อนของเกษตรกรที่เกรงว่าปลูกแล้วจะขายไม่ได้ แต่เกษตรกรผู้ปลูกได้นำมาเป็นจุดแข็ง ไม่มีเกษตรกรรายใดปลูก ทำให้สามารถขายในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ และปัจจุบันมีลูกค้าสั่งออร์เดอร์ข้ามปี เพราะ “ข้าวพญาลืมแกง” มีรสชาติอร่อย ข้าวพญาลืมแกงเป็น “ข้าวเหนียว” ที่มีลักษณะคล้ายข้าวญี่ปุ่น ทั้งความนุ่มเหนียว และมีรสชาติอร่อย สามารถหุงได้แบบข้าวสวย เดิมทีโรงสีไม่รั
