ปาล์มน้ำมัน
วันที่ 18 ส.ค ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ นำผลปาล์มน้ำมันมาส่งขายให้กับลานเทรับซื้อ แม้ราคาจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ราคากิโลกรัมละ 3.20 บาท เพื่อนำรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้ได้รับความเดือดอย่างมาก เพราะต้นทุนการผลิตอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.70 บาท ชาวสวนตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงนี้ผลผลิตออกน้อยคาราควรจะปรับเพิ่งสูงขึ้น แต่กลับปรับลดลงต่อเนื่อง ชาวสวนกังวลว่า อีก 2-3 เดือนหลังจากนี้ ผลผลิตจะออกเป็นจำนวนมาก จะทำให้ราคาลดต่ำลงอีก เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งตรวจสอบหาสาเหตุว่าเป็นการฉวยโอกาส ของกลุ่มพ่อค้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มหรือไม่ ในการรับซื้อผลผลิตในราคาที่ถูกลง เพื่อให้ได้กำไรมาก เนื่องจากทางโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอ้างว่า มีน้ำมันปาล์มดิบ ในสต๊อกอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถระบายออกได้ จึงต้องรับซื้อผลผลิตปาล์มลดลง ทำให้ราคาปรับลดลงต่อเนื่อง นายสมชาย นวลจันทร์ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนกำลังได้รับความเดือดร้อยอย่างหนัก เนื่องจาก ราคาที่ตกต่ำต่อเนื่อง ราคาที่ขายได้ ไม่คุ้มกับต้นทุน ท่าเก็บเ
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ทำการสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรังพร้อมตัวแทนกรรมการสมาคมฯ และเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้เข้ามาแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันที่กำลังตกต่ำ เหลือกิโลกรัมละ 3.20-3.40 บาท โดยที่ลานรับซื้อบางแห่ง และบางจังหวัดเช่น จังหวัดพัทลุง เหลือเพียงกิโลกรัมละ 2.80 บาท ทำให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันได้รับความเดือดร้อนกันอย่างมาก “ที่ผ่านมาตัวแทนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจากทั่วประเทศได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหา พร้อมเสนอแนวทางให้แก่รัฐบาลไปแล้ว โดยเฉพาะผ่านทาง พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ นโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กปน) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ โดยการเสนอการแก้ปัญหา 2 มาตรการคือ 1.ให้ลดปริมาณน้ำมันปาล์มในสต๊อกลงให้ได้ 1.6 แสนตัน ที่ผ่านมามีการกล่าวอ้างว่าน้ำมันปาล์มในสต๊อกขณะนี้มีอยู่จนล้นสต๊อกรวมกว่า 5 แสนตัน เป็นเหตุผลให้ราคาปาล์มตกลง ดังนั้นทางสมาคมจึงเสนอให้บริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่
ที่กระทรวงพาณิชย์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้พิจารณาแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะออกประกาศให้พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อ ครอบครองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ 50 ตันขึ้นไป ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อให้รับทราบถึงการเชื่อมโยงของสินค้าทั้งระบบของการผลิตอาหารสัตว์ หากไม่ทำตามจะถูกปรับไม่เกิน 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี และหากแจ้งขึ้นทะเบียนล่าช้า ปรับวันละ 2,000 บาท โดยภายในสัปดาห์นี้กระทรวงจะเรียกผู้ผลิตอาหารสัตว์ มาหารือและขอความร่วมมือในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และจุดรับซื้อ รองรับผลผลิตออกตลาดมากช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ที่คาดมีผลผลิตประมาณ 4.5 ล้านตัน ส่วนมันสำปะหลัง มีมติให้ขึ้นทะเบียนพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อหรือมีมันเส้นครอบครอง 15 ตัน หรือแปลงเป็นมันสด 45 ตัน ต้องขึ้นทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่เช่นกัน เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาราคาและผลผลิตทั้งระบบมีการเชื่อมต่อถึงภาคปศุสัตว์ ขณะที่ปาล์มน้ำมัน กำหนดให้มีการประกาศราคารับซื้อ
หนุน “สุราษฎร์ฯ” โมเดลผลิตปาล์มเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 18% ด้านโรงสกัดชี้จุดอ่อนไม่มี “เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมัน” ต้องซื้อคละ ด้านอคส.ยังไม่สตาร์ตโครงการรับซื้อผลปาล์ม ราคาร่วงกก.ละ 3.80-3.90 บาท ชี้ยังหาราคากลางที่เหมาะสมไม่ได้ ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างเกษตรกร ลานเท และโรงงานสกัดในพื้นที่ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โดยขอให้โรงสกัดรับซื้อปาล์มน้ำมันที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ภายใน 30 วันนับจากที่ได้ลงนามกัน เพื่อให้ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้นแบบในการเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันจาก 17% เป็น 18% และให้ขยับเปอร์เซ็นต์ขึ้นอีกปีละ 1% ให้ได้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้มีแผนจะส่งเสริมให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันในจังหวัดใกล้เคียงต่อไป เช่น กระบี่ ชุมพร เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพมาตรฐานปาล์มน้ำมันของไทย ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงา
หนุน “สุราษฎร์ฯ” โมเดลผลิตปาล์มเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 18% ด้านโรงสกัดชี้จุดอ่อนไม่มี “เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมัน” ต้องซื้อคละ ด้านอคส.ยังไม่สตาร์ตโครงการรับซื้อผลปาล์ม ราคาร่วงกิโลกรัมละ 3.80-3.90 บาท ชี้ยังหาราคากลางที่เหมาะสมไม่ได้ ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะลงพื้นที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างเกษตรกร ลานเท และโรงงานสกัดในพื้นที่ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โดยขอให้โรงสกัดรับซื้อปาล์มน้ำมันที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ภายใน 30 วัน นับจากที่ได้ลงนามกัน เพื่อให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้นแบบในการเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันจาก 17% เป็น 18% และให้ขยับเปอร์เซ็นต์ขึ้นอีกปีละ 1% ให้ได้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้มีแผนจะส่งเสริมให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันในจังหวัดใกล้เคียงต่อไป เช่น กระบี่ ชุมพร เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพมาตรฐานปาล์มน้ำมันของไทย ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย เดือนมิถุนายน 2560 ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มร้อยละ 6.21 คาด กรกฎาคมยังทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 59 ในขณะที่ครึ่งปีหลังยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากปัจจัยคุกคาม เช่น ผลผลิตคู่แข่ง เศรษฐกิจคู่ค้า และราคาน้ำมันดิบ นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนมิถุนายน 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 5.55 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มิถุนายน 2559) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากราคาส่งออกมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ต่ำประกอบกับฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้หัวมันสำปะหลังมีเปอร์เซ็นต์แป้งค่อนข้างต่ำ สับปะรดโรงงาน ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามช่วงฤดูกาล ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น และ สุกร ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณเนื้อสุกรเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เย็นในช่วงฤดูฝน
“เพื่อกระบี่ปาล์มออยล์” เดินหน้าซื้อปาล์มตามเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ชูจุดแข็ง “zero waste model” แนะเกษตรกรหันมาเน้นการรักษาคุณภาพ รวมกลุ่มแปลงใหญ่ เพื่อความยั่งยืน จี้รัฐงัดจิ๊กซอว์ พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ รักษาเสถียรภาพราคา นายบุญรักษ์ อุ่นยวง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพื่อกระบี่ปาล์มออยล์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเป็นโปรดักต์หลัก เพื่อส่งขายให้โรงกลั่น โดยใช้ระบบโมเดลแบบแห้ง (dry process) ไม่มีขยะเหลือเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม (zero waste) และได้ต่อยอดธุรกิจจากผลิตภัณฑ์พื้นฐานทั้งในส่วนเมล็ดในและเปลือก เพื่อป้อนเข้าอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อนำมาเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเครื่องสำอาง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่ 120 ตัน ต่อวัน โดยมีระบบการทำสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่จังหวัดกระบี่กว่า 20 ราย โดยรับซื้อผลปาล์มคุณภาพอยู่ที่ 4.50 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาท้องตลาดที่รับซื้อ 3.5-3.7 บาท ต่อกิโลกรัม และยังเน้นจุดแข็งรับซื้อเฉพาะผลปาล์มสุก คิดราคาตามเปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยการคิดราคาตามเปอร์เซ็นต์ หากจะขายใ
วันที่ 1 กรกฎาคม ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายน 2560 โดยเก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนภาคครัวเรือน ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง เป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.40 และเพศชาย ร้อยละ 42.60 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี คิดเป็นร้อยละ 37.20 และมีระดับการศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 32.10 ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคครัวเรือนในพื้นที่ภาคใต้ เดือนมิถุนายน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม ส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ที่ราคาปรับตัวลดลงและผันผวนอย่างต่อเนื่องดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน โอกาสในการหางานทำ/ได้งานใหม่ รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องมาจากความผันผวนของราคาปาล์มน้ำมัน และยา
วันที่ 1 ก.ค. ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน มิ.ย.60 จากประชาชนภาคครัวเรือน ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ 420 ตัวอย่าง พบว่าปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน พ.ค.มาจากผลผลิตทางการเกษตร ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ที่ราคาปรับตัวลดลงและผันผวนต่อเนื่อง ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าที่มีการปรับตัวลดลงได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน โอกาสในการหางานทำ/ได้งานใหม่ รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องมาจากความผันผวนของราคาปาล์มน้ำมัน และยางพารา ที่ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคายางพาราเดือนมิ.ย. ที่ปรับตัวลดลง 14 บาท น้ำยางสดมีราคา 51 บาท ส่งผลให้รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ลดลง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภค บริโภคต่างชะลอตัวและลดลง ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่ารายจ่ายด้านการท่องเที่ยว และรายจ่ายที่เกี่ยวข้องด้านอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการเดินทางท่องเที่ยวและกลับบ้านของประชา
อคส. ถกรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเก็บสต๊อก 1 แสนตัน วงเงิน 3,000 ล้านบาท กก.ละ 4.50 บาทตกลงแนวทางรับซื้อไม่ได้ เตรียมให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเสนอใหม่สัปดาห์หน้า พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ดอคส.) เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อหารือถึงหลักเกณฑ์และวิธีการซื้อน้ำมันปาล์มดิบมาเก็บสต๊อกตามมติของคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่มอบหมายให้อคส.เข้าไปรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเก็บสต๊อก 1 แสนตัน วงเงิน 3,000 ล้านบาท ในช่วงที่ราคาผลปาล์มสดมีราคาต่ำกว่ากก.ละ 4.50 บาท แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถตกลงกันได้ถึงแนวทางปฏิบัติการรับซื้อ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรก่อนนำเสนอที่ประชุมใหม่ในสัปดาห์หน้า “คชก.ได้จัดสรรงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ให้ไปรับซื้อปาล์มน้ำมันเพื่อช่วยเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ คือ เกษตรกรรายย่อยมีพื้นที่เพาะปลูกไม่เกิน 70 ไร่ ผลผลิตไม่เกิน 3 ตัน/ไร่/ปี แต่ในที่ประชุมยังไม่สามารถตกลงกันได้ถึงแนวทางปฎิบัติจริง จึงจะกลับไปทบทวนและ
