ปาล์มน้ำมัน
“สมคิด” ปลื้มข้าว-ปาล์มราคาดีสั่งยกชั้นสหกรณ์หวังเป็นกลไกเชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยว ยกระดับชุมชนสร้างอำนาจต่อรองการเมือง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการเปิดประชุมสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในการส่งเสริมพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ว่า 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยใช้การเมืองนำพาการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาภาคเกษตรไทยล่าช้าและสูญเปล่า รัฐบาลจึงเริ่มเข้ามาดูแลภาคเกษตรอย่างจริงจัง ไม่ให้เกษตรกรทำเพียงคนเดียวอย่างจากกลไก แต่ขณะนี้หลายสินค้าเริ่มปรับตัวดีขึ้น อาทิ ราคาข้าว มีทิศทางที่ดีขึ้น ราคาปาล์มเพิ่มขึ้นแตะ 4 บาท/กิโลกรัม (กก.) แม้ราคายางพารายังต่ำแต่รัฐบาลจะพยายามไม่ให้ราคาต่ำกว่า 50 บาท/กก. ทั้งนี้ การพัฒนาภาคเกษตรจากนี้ต่อไปจะใช้สหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร เชื่อมภาคเกษตรเข้ากับภาคการท่องเที่ยว เพื่อเป็นกลไกร่วมพัฒนาชุมชน โดยใช้ข้อมูลรอบด้าน ทั้งเรื่องการผลิต การตลาด (บิ้กดาต้า) เป็นตัวชี้นำการเปลี่ยนแปลง หากสหกรณ์หรือกลุ่มสหกรณ์ไทยมีความเข้มแข็งจะเป็นตัวกลางในการลดต้นทุน สร้างอำนาจต่อรองให้เข้มแข็ง แต่การปฏิรูปหรือยกระดับภาคเกษตร ธนาคารเพื
เกษตรฯ เดินหน้าผลิตปาล์มน้ำมัน-น้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ยกระดับมาตรฐานลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม รองรับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เสริมแกร่งสินค้าอาเซียน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดโลกมีความต้องการน้ำมันปาล์มที่ผลิตอย่างมีคุณภาพมาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น ทั้งการใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร พลังงานทดแทนและต่อยอดการผลิตในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์จากธรรมชาติ (โอลิโอเคมิคอล) ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมันอันดับ 3 ของโลก จึงมีการดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ และคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติต้องการผลักดันให้ไทยมีมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันที่เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับน้ำมันปาล์มของไทยในเวทีการค้าโลกและป้องกันปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมอบหมายให้ มกอช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง “หลักการผลิตปาล์ม
ระดมความเห็น – สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดรับความคิดเห็นประกอบการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. … ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุง ระหว่างวันที่ 3-31 มกราคม 2561 สภาเกษตรกร เดือดค้าน 4 ประเด็น ตีกลับ พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ ฉบับกฤษฎีกา อ้างสอดไส้แก้สาระสำคัญจากร่างเดิมที่ผ่าน ครม. ทั้งปรับการตั้ง กนป.และปรับที่มาเงินกองทุน หวั่นไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เปิดรับความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. … ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุง ระหว่างวันที่ 3-31 มกราคม 2561 ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 ได้มีการจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. … ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุง ที่ห้องประชุมปกาสัย ศาลากลางจังหวัดกระบี่ โดยมี พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมสังเกตการณ์ นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานคณะกรรมการด้านปาล์มน้ำมันและพ
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ตั้งใจให้เข้าใจผิดว่า รัฐบาล คสช. มีนโยบายให้โรงไฟฟ้ากระบี่นำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้านั้น กระทรวงพลังงาน ขอชี้แจงว่า ข้อมูลที่เผยแพร่ดังกล่าวไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลมีมติ “ไม่ให้” นำน้ำมันปาล์มดิบมาเผาที่โรงไฟฟ้ากระบี่เพราะเป็นมาตรการที่ช่วยเกษตรกรได้เพียงเล็กน้อยแต่มีผลเสียหายให้ประชาชนทุกคนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น มากกว่าประโยชน์ที่ได้รับกว่า “10 เท่า” ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานมีมาตรการช่วยลดปริมาณน้ำมันปาล์มดิบด้วยการเร่งรัดให้โรงงานผลิตไบโอดีเซลเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบ โดยให้ผลิตไบโอดีเซลเพิ่มมากกว่าปกติ อีก 50% เพื่อเก็บสำรอง ซึ่งจะช่วยดูดซับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่ล้นให้ลดลงได้มากถึง 50,000 ตันต่อเดือน โดยมีแผนที่จะใช้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มจากปกติอีก 100,000 ตัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน และได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 19 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 19.25 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคา ในมาเลเซียอ่อนตัวลง ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มราคาตก เนื่องจากปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบมีจำนวนมากกว่า 500,000 ตัน และคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) โดย คณะอนุกรรมการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาด ได้พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ตามมติ กนป. โดยลดปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 200,000 ตัน ภายในเดือนธ.ค. 2560 โดยให้ผู้ส่งออก โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 100,000 ตัน และให้กระทรวงพลังงานประสานผู้ค้าน้ำมันซื้อน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตเป็นไบโอดีเซลเพื่อสต๊อก จำนวน 100,000 ตัน นอกเหนือจากที่ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 สำรองไว้เดิม นอกจากนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาให้การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกการส่งออก เช่น การขนส่งน้ำมันปาล์มและเรือในการส่งออก ในส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) หารือร่วมกับเกษตรกรและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม กำหนดแนวทางการช่วยเหลือเพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่ดีขึ้น โดยเน้นการผล
แม้ว่าไทยจะมี “ยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมัน” แต่ไทยยังต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทุกปี โดยในปี 2561 ข้อมูลจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รายงานต่อคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ตั้งแต่ต้นปีว่าคาดการณ์ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2560 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นไม่มากนัก จึงควรเตรียมมาตรการรับมือปัญหา “ราคาน้ำมันปาล์มดิ่ง” ซึ่งเป็นไปตามคาด ในเดือนตุลาคมสต๊อกน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น 520,000 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าปริมาณสต๊อกเพื่อความมั่นคงโดยปกติมีปริมาณ 230,000-250,000 ตัน กดราคาผลปาล์มสดลดลงเหลือ กก.ละ 2.40-2.60 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบ 10 ปี เทียบกับต้นทุนของเกษตรกรที่ กก.ละ 3.10-3.80 บาท สะท้อนถึงการบริหารจัดการสต๊อกที่ผิดพลาด ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาเดือดร้อน ขาดทุน กระทั่ง ล่าสุดที่ประชุม กนป. เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 60 มีมติให้ผู้ส่งออก โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ และกระทรวงพลังงานประสานผู้ค้าน้ำมันเพิ่มการรับซื้อน้ำมันปาล์มไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล (บี 7) เพื่อลดสต๊อกน้ำมันปาล์มส่วนเกินออกไป ทั้งยังให้กระทรวงพาณิชย์
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 60 มีจำนวน 13.5 ล้านตัน คาด ปี 61 ผลผลิต 14.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลที่เพิ่มขึ้นในทุกภาค ย้ำ เทคนิคสังเกตก่อนเก็บเกี่ยว ปาล์มต้องได้คุณภาพ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 0.30 บาท จากน้ำมันปาล์มทุก 1% ที่เพิ่มขึ้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจภาคสนามร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น เกษตรกร สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และ GISTDA ในแหล่งผลิตสำคัญ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร และนครศรีธรรมราช ซึ่งมีเนื้อที่ปลูกรวมกันคิดเป็นร้อยละ 70 ของประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 เพื่อทวนสอบข้อมูลให้เกิดความเชื่อมั่นและนำมาพยากรณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2560 พบว่า ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2560 มีจำนวน 13.5 ล้านตัน และคาดว่าปี 2561 จะมีปริมาณผลผลิต 14.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลที่เพิ่มขึ้นในทุกภาคจากต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่เมื่อปี 2558 ที่
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำนั้น กระทรวงพาณิชย์ขอชี้แจงว่าคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้ประชุมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 และมีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ด้วยการลดปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือที่ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าระดับปกติ เพื่อบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศให้มีเสถียรภาพ โดยให้ผู้ส่งออก โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ให้กระทรวงพลังงานประสานผู้ค้าน้ำมันซื้อน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อเพิ่มสต็อก นอกเหนือจากที่ผู้ค้ามาตรา 7 สำรองไว้เดิม ให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกการส่งออก เช่น การขนส่งน้ำมันปาล์มและเรือในการส่งออก และให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) หารือกับเกษตรกรและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม กำหนดแนวทางการช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับราคาที่ดีขึ้น โดยเน้นการผลิตปาล์มคุณภาพ ปัจจุบันราคาผลปาล์มทะลาย (อัตราน้ำมัน 18%) อยู่ที่ กก.ละ 3.20 – 3.30 บาท และน้ำมันปาล์มดิบที่
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนแก้ปัญหาสต๊อกน้ำมันปาล์มที่ล้น โดยมอบหมายให้กรมการค้าภายในหารือผู้ส่งออกเพื่อเร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มไปต่างประเทศ ปริมาณ 100,000 ตัน ภายใน 2-3 เดือน โดยให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หาตลาดส่งออกเพิ่มเติมจากตลาดหลักเช่น อินเดีย จีน ทั้งนี้ ทางกระทรวงพลังงานให้ความร่วมมือเข้ามาดูดซับน้ำมันปาล์มเพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซลเพิ่มเติม จากเดิมกำลังการผลิตอยู่ที่ 4 ล้านลิตรต่อวัน จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มเติมถึง 60 ล้านลิตรต่อเดือน และจะทำให้สามารถดูดซับน้ำมันปาล์มออกจากสต๊อกได้ปริมาณ 50,000 ตัน “เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้สามารถลดปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มออกไปได้ภายใน 2-3 เดือน และจะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันมีการปรับราคาขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลก็ต้องการให้ราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 3.80 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาเดิมในปัจจุบัน” ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ประยุทธ์ 5” หมาดๆ สอดรับกับการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ปลายเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา คือการปรับทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้วจะเข้ามาแก้ปัญหาพืชเศรษฐกิจที่กำลังร้อนรุ่มกลุ้มใจได้อย่างไร ที่หนักสุดตอนนี้ คือปัญหาราคายาง และปาล์มน้ำมันตกต่ำ ปริมาณล้นตลาด บิ๊กตู่จี้แก้2พืชราคาตกต่ำ ครั้งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับถึงปัญหายางพาราว่า “เรื่องยางพาราต้องแก้โดยการปลูกในพื้นที่ถูกต้อง และต้องดูแลคนที่บุกรุกพื้นที่ป่าหรือภูเขาด้วย ยืนยันว่าแก้ปัญหาเรื่องยางพาราอย่างเต็มที่ และไม่เคยบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ตัวเองรอด แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าการแก้ปัญหาต้องค่อยเป็นค่อยไป และต้องดูตลาดโลกด้วย อย่าออกมาเดินขบวนประท้วงหรือออกมาวิ่งเพื่อเรียกร้องอะไรเลย รัฐบาลกำลังหาทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำอยู่ ทั้งกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางให้มากขึ้นในด้านการคมนาคม ….ทุกวันนี้แก้ปัญหายางพาราอยู่ ถ้ากินได้ กินไปแล้ว…” พร้อมกับสั่งการให้มีการตรวจสอบสต๊อกยางที่มีอยู่ทั้งหมดว่ามีจำนวนเท่าไร และใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นเป็นแสนตันให้ได้โดยเร็ว พร้อมกับสั่งการให้ร่วมมือกันใช้ยางพาราปูอ่
