พืชสมุนไพร
ทุกวันนี้กระแสการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังคงขยายตัวในวงกว้าง ทั้งกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงประกาศเตือนคนไทยอย่าการ์ดตก เพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ล้างมือบ่อยๆ โดยใช้สบู่และน้ำ หรือเจลล้างมือแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน กศน. กทม.) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์เกี่ยวกับอาหารต้านโควิด (COVID-19) บนหน้าเพจเฟซบุ๊ก (https://www.facebook.com/ksnbkk) โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารที่สามารถป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านการทำแบบทดสอบ 70% จะได้รับเกียรติบัตรทางอีเมล นอกจากนี้ สำนักงาน กศน. กทม. ยังได้เชิญชวนให้คนไทยหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ โดยกินอาหารเพื่อสุขภาพ 2 เมนู คือ ไก่ผัดขิง และต้มโคล้งปลากรอบ รวมท
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่รัก บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการเรียนในรายวิชาส่งเสริมการเกษตร สาขา วิทยาศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ในความดูแลของ อาจารย์ธนากร เที่ยงน้อย ในบทเรียนการเขียนบทความเพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านการเกษตร อาจารย์ให้พวกเราลงพื้นที่สัมภาษณ์และพูดคุยแนวคิดการทำการเกษตรกับเกษตรกร เพื่อให้พวกเราได้สัมผัสกับชีวิตเกษตรกรและได้ทดลองเป็นนักข่าวไปพร้อมๆ กัน แล้วจึงนำข้อมูลมาเขียนเป็นบทความส่งเพื่อให้อาจารย์พิจารณา กลุ่มของเราได้เริ่มสืบเสาะข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตจนได้พบกับการเพาะปลูกเห็ดที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในเวลาอันสั้น ตามพวกเราไปดูฟาร์มเห็ดที่เป็นมากกว่าฟาร์มเห็ดกันค่ะ เห็ดหลินจือ ราชาแห่งสมุนไพร “เห็ด” พืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก แม้เห็ดจะหารับประทานง่าย และมีให้เลือกสรรมากมาย แต่ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่คะว่า กว่าจะมาเป็นดอกเห็ดให้เราได้รับประทานอย่างทุกวันนี้ ต้องระวังทั้งโรคและความสะอาดในกระบวนการผลิต อีกทั้งต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการเพาะเลี้ยงสุดยอดแห่งเห็ดสมุนไพรที่มีสรรพค
ในบรรดาพืชผักของไทย ที่นับเป็นสมุนไพรมากมายคุณค่า หลากหลายประโยชน์ จริงอยู่มีมากมายหลายชนิด และหนึ่งในบรรดาผักที่เป็นสมุนไพรนั้น “บัวบก” คงอยู่ในอันดับต้นๆ ที่คนไทยเรารู้จักมาเนิ่นนาน อาจจะเป็นผักตัวแรกด้วยซ้ำไป เห็นเป็นวลี เป็นคำเก่าที่ชาวบ้านนักแต่ง และครูเพลง จารึกไว้ถึงสมุนไพรแก้ช้ำใน ชอกช้ำ อกหัก ต้องรักษาด้วยน้ำต้มใบบัวบก ตราบทุกวันนี้ก็ยังให้ค่าใบบัวบกแก้ช้ำในกันอยู่ บัวบก ชื่อสามัญเรียก Gotu Kola เป็นพืชในวงศ์ UMBELLIFERAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica (Linn.) Urban ชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นไทย ภาคเหนือและภาคอีสาน เรียก ผักหนอก ภาคใต้ เรียก ผักแว่น เป็นพืชล้มลุก อายุยืนหลายปี ลักษณะต้น หรือเถาเลื้อยตามผิวดิน มีข้อปล้อง ออกราก ใบ ดอก ผล เมล็ด ตามข้อ ใช้เป็นอาหาร เป็นผัก เป็นยาสมุนไพร และใช้นำไปขยายพันธุ์ปลูก ลักษณะของใบบัวบก เป็นใบเดี่ยว มีก้านใบยาว ชูใบคล้ายกางร่ม ใบที่มีลักษณะกลม ฐานเว้าลึก คล้ายรูปร่างของไต ขอบใบหยัก ผิวใบเรียบ ด้านล่างใบมีขนสั้นบางๆ ดอก ออกเป็นช่อ ออกจากข้อ คล้ายร่ม มีข้อละ 2-3 ช่อ แต่ละช่อมีดอก 3-4 ดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ สีม่วงอมแดง และจะเจริญเป็นผลเป
“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อยมักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinensis Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลาง ว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน ลักษณะทั่วไปของฟัก
ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นภาคใต้รู้จักพืชกระท่อมมานานกว่า 100 ปี ใช้เป็นยารักษาโรค เป็นของขบเคี้ยวระหว่างเพื่อนฝูง และเป็นของกินเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยือน ไม่ต่างจากกินหมากพลูของชาวภาคกลาง การเคี้ยวใบกระท่อมอยู่ในวิถีชีวิตชาวปักษ์ใต้เช่นเดียวกับ “การดื่มกาแฟของคนเมือง” ก่อนการไปทำงานในแต่ละวัน เพราะเชื่อว่า การเคี้ยวใบกระท่อม จะช่วยให้ทำงานได้ยาวนานขึ้น ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ศึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์กระท่อมในฐานะพืชสมุนไพร พบว่า ความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ได้ถ่ายทอดสู่ลูกหลานรุ่นต่อรุ่นในการใช้ใบกระท่อมรักษาโรค ได้แก่อาการไอเรื้อรัง ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อย ปวดท้อง แผลอักเสบ แก้ไข้ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงมะเร็ง ฯลฯ อาจใช้ ใบกระท่อมเป็นยาหลักหรือยารอง ในการบรรเทาอาการท้องร่วง หรือบางตำรับ อาจผสมกับเครื่องยาที่มีรสฝาด และเครื่องยาลดอาการท้องอืดเช่นเดียวกัน ภูมิปัญญาการใช้พืชกระท่อมในการรักษามีมานานมากแล้วและค่อย ๆ สูญหายไปตามกาลเวลา ตายไปพร้อมกับหมอพื้นบ้าน แม้ว่ากระท่อมได้รับการบรรจุเป็นยาในตำราแพทย์แผนไทย แต่การนำมาใช้ถูกจำกัดด้วยก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Peltophorum Dasyrhachis (Miq) Kurz ชื่อวงศ์ CAESALPINIACEAE, FABACEAE ชื่ออื่นๆ นนทรีดอกห้อย นนทรีป่า กว่าเซก (เขมร กาญจนบุรี) คางรุ้ง คางฮุ่ง (พิษณุโลก) ร้าง อะล้าง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) อินทรี (จันทบุรี) จ๊าขาม ช้าขม (เลย) ตาเซก (บุรีรัมย์) ราง (สุรินทร์) ผมโชคดีมีป่าเป็นบ้าน แต่กลับได้ฉายาว่า “นนทรีจากป่าสู่นาคร” เมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง จึงได้รับเกียรติเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษา และมีบุญที่ได้รับด้วยพระบารมีกลายเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทาน ปลูกไว้ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา คือผมได้เข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงเวลาออกดอกแล้วจะเห็นปลายกิ่งชูช่อดอก หรือห้อยช่อดอกเหลืองอร่าม โดยมีใบสีเขียว จัดเป็นฉากหลังสวยเด่นให้บรรยากาศ “เขียวขจี” จริงๆ ที่ผมพูดว่า “ชูดอกและห้อยดอก” เพราะว่าในมหาวิทยาลัยเกษตรจะมีทั้ง “นนทรีบ้านและนนทรีป่า” อยู่ทั้ง 2 ชนิดพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงเอกลักษณ์ของต้นไม้ “มหา’ลัยเกษตร” ว่า “นนทรี” เฉยๆ ซึ่งความเป็นจริง ผมเองนี่แหละ “อะราง คือ นนทรีป่า” ที่ได้รับเกียรตินี้ ส่วน “นนทรีบ้าน” เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระร
หากใครไม่อยากใช้สารเคมีกำจัดแมลงในบ้านเรือน ขอแนะนำให้ลองปลูก “ดอกไพรีทรัม” เป็นพืชทางเลือกใหม่ สำหรับช่วยป้องกันและกำจัดแมลงร้ายแบบวิถีธรรมชาติที่ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม “ไพรีทรัม” ดอกไม้ของพระเจ้า ดอกไพรีทรัม เป็นพืชสมุนไพร ที่มีสรรพคุณเด่นในด้านกำจัดแมลงศัตรูพืช และเป็นยากำจัดเชื้อรา ช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติและดูแลป้องกันชีวิตมนุษย์มานานกว่า 2,000 ปี วงการพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติจึงยกย่องพืชชนิดนี้ว่าเป็น “ดอกไม้ของพระเจ้า” (Flower of God) การปลูกดูแล ดอกไพรีทรัมนั้น เป็นไม้ดอกทรงพุ่ม มีดอกสีเหลือง/ขาว คล้ายดอกเดซี่ หรือ เบญจมาศ มีการเจริญเติบโตคล้ายต้นผักกาดหอม และเยอร์บีร่า ไพรีทรัมมีลำต้นสั้นติดดิน ใบคล้ายใบผักชีเรียงซ้อนกันแน่นที่โคนต้น มีหัวใต้ดินคล้ายต้นรักแรก และแตกกอเพิ่มจำนวนหัวได้เป็นกลุ่ม ต้นไพรีทัมขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและแยกหัวใต้ดินไปปลูก หลังเพาะเมล็ดประมาณ 7 เดือน ต้นจะออกดอกได้ เมื่อได้รับอุณหภูมิต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ (หากต้นไพรีทรัมได้รับอุณหภูมิสูงกว่า 24 องศาเซลเซียส นานกว่า 1 เดือน จะไม่ออกดอก) การปลูกไพรีทรัมให้ผ
ยามนี้ ไม่มีข่าวสารใดที่ฟังแล้วเครียดไปกว่าการติดตามข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 อีกแล้ว แต่ละคนพยายามดูแลรักษาสุขภาพตัวเองหลากหลายวิธี ตั้งแต่สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลล้างมือ รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล หยุดการสัญจรไปมาในสถานที่ต่างๆ ทำงานที่บ้าน รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ลดจำนวนผู้ป่วย ไม่ให้เป็นภาระหนักแก่ทีมแพทย์พยาบาล กะเพรา สมุนไพรต้านเชื้อไวรัส หากใครยังมีพื้นที่ว่างเหลือที่บ้าน อยากชวนมาดูแลตัวเอง ด้วยการปลูก “กะเพรา” สมุนไพรไทยต้านไวรัส เพื่อใช้เป็นอาหารบริโภคในครัวเรือน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับทุกคนที่คุณรัก หากใครสนใจปลูกกะเพราเป็นอาชีพเสริมรายได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีงาม มั่นใจได้เลยว่า อาชีพปลูกกะเพรา มีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ เพราะกะเพราเป็นพืชสวนครัวยอดนิยมที่ปลูกดูแลง่าย ขายดี ตลาดมีความต้องการใช้กะเพราตลอดทั้งปี ยิ่งในยุคนี้ กะเพราขายดีสุดๆ เพราะกะเพรามีสารอาหารสำคัญ เรียกว่า โอเรียนทิน (orientin) ที่มีศักยภาพสูง ช่วยดูแลป้องกัน
ผศ.จีระศักดิ์ เพียรเจริญ และ รศ.ดร.จารุวัฒน์ เจริญจิต จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เผยนำนวัตกรรมเครื่องสกัดน้ำมันหอมระเหยด้วยน้ำและไอน้ำ ลงพื้นที่ ณ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต.บ้านลำ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในความร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างผลิตภัณฑ์ OTOP เพิ่มมูลค่าสมุนไพรในชุมชน ในยุคปัจจุบัน พืชสมุนไพรเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อรักษา บรรเทาอาการต่าง ๆ ให้ทุเลาลง หรือกระทั่งเพื่อความสวยความงาม และบำบัดจิตใจ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีจุดแข็งด้านการปลูกและสืบทอดตำรับยาสมุนไพรเป็นภูมิปัญญามาช้านาน กระทั่งได้ขึ้นบัญชียาสมุนไพร เกิดผลิตภัณฑ์และการศึกษาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้กับมนุษย์และสัตว์ อีกทั้งช่วยสร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อีกด้วย เช่นเดียวกับ ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรที่มีราคาสูง ผลงานของ ผศ.จีระศั
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี)โดย ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี ร่วมกับ บริษัท ทีเอชซีจี กรุ๊ป จำกัด โดยนายธนารัตน์ จิตต์พายัพ กรรมการผู้จัดการ , พร้อมด้วยนางอรพินทร์ พญาพิทักษ์สกุล ประธานที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปบุกเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ นายพลวรรธน์ พญาพิทักษ์สกุล รองประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกและแปรรูปบุก,เกษตรอินทรีย์บ้านทุ่งแพม จ.แม่ฮ่องสอน และนายณัฐวรรธน์ วรพนิตกุล รองประธานวิสาหกิจชุมชนทุ่งนางแลสมุนไพรเพื่อการแพทย์ ได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการศึกษา วิจัย และพัฒนาโครงการวิจัย กัญชา กัญชง กระท่อม และพืชสมุนไพร เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม โดยมี ศ.ดร.พิชัย สนแจ้ง และ ผศ.ดร.ภูธดา คุนผลิน ที่ปรึกษา บริษัท ทีเอชซีจี กรุ๊ป จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน โดย ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เผยว่า การลงนามในครั้งนี้เป็นความร่วมมือ โดยมีความร่วมมือกันครบกระบวนการตั้งแต่ ต้นน้ำ วิจัยการพัฒนาสายพันธุ์กัญชา กัญชง กระท่อมและพืชสมุนไพรอื่น รวมถึงกระบวนการปลูกด้วยระบบ Smart Farm กลางน้ำ วิจัยกระบวนการสกัดสารสำคัญจาก
