มหาวิทยาลัยแม่โจ้
นักวิจัย ม.แม่โจ้ พัฒนา “ชุดระบบดักจับและควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” ต่อยอดกับอุตสาหกรรมผลิตเอทานอล เพื่อนำก๊าซคาร์บอนฯ มาเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลินาในฟาร์มต้นแบบ ช่วยลดต้นทุนสารอาหารได้มากกว่า 30% พร้อมลดภาวะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรม เตรียมขึ้นรับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2564 – 2565 วันที่ 2 ก.พ.นี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ จตุรงค์ล้ำเลิศ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เผยว่า โดยปกติแล้ว ในกระบวนการผลิตเอทานอล จะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยลอยขึ้นสู่ชั้นอากาศ กระทบต่อภาวะโรคร้อน และ PM 2.5 โดยไม่มีเทคโนโลยีดักจับหรือนำไปใช้ประโยชน์ นักวิจัยจึงได้พัฒนาชุดระบบดักจับและควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จนสำเร็จ เป็นที่ต้องการของบริษัท มิตรผล ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายรายใหญ่ของประเทศ เพื่อนำไปต่อยอดกับกับอุตสาหกรรมผลิตเอทานอล ซึ่งเป็นเครือข่ายลูกของอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และบริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล จำกัด พร้อมได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตร
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 (Thailand Research Expo 2021)” ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 22-26 พฤศจิกายน 2564 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์หลัก “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายการวิจัยของไทยที่มีศักยภาพ ไปสู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ กระจายโอกาสในการเข้าถึงฐานข้อมูลความรู้การวิจัยและนวัตกรรม ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและส่วนที่เกี่ยวข้องมาจัดแสดงภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 ได้รับความสนใจจาก นิสิต นักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก ในปีนี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้นำเสนอผลงานวิจัย 2 หัวข้อคือ 1. โรงงานต้นแบบการผลิตแมลงศัตรูธรรมชาติเชิงพาณิชย์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศมาพร แสงยศ คณะผลิตกรรมการเกษตร ซึ่งโรงงานต้นแบบแห่งนี้ เน้นผลิตแมลงศัตรูธรรมชาติเพื่อการควบคุมแมลงศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมีประกอบด้วยต้นแบบโครงสร้างพื้นฐาน กระบวนการผลิตแล
ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีการใช้ถุงเพาะปลูกพืชจำนวนมาก ใช้ถุงเพาะชำปีละประมาณ 100 ล้านใบ ทำให้ประสบปัญหาปริมาณขยะพลาสติกจากภาคการเกษตรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถุงเพาะชำที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดเป็นถุงพลาสติกที่ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 600 ปีขึ้นไป ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นขยะที่มีมลพิษทั้งบนพื้นดิน และบางครั้งไหลลงสู่ทะเลเป็นมลพิษต่อสัตว์น้ำ เกิดเป็นไมโครพลาสติกที่กลับมาเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ดังนั้น การใช้ถุงเพาะชำที่ผลิตจากพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของการแก้ปัญหานี้ “โรฒ-2020” (ROT-2020) วัสดุทดแทนถุงเพาะชำกล้าไม้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลงานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวโรฒ บุญราศรี อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงเป็นอีกทางเลือกในภาคการเกษตร ที่เกษตรกรทำเองได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ช่วยลดขยะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวโรฒ กล่าวว่า “ถุงโรฒ-2020” เป็นถุงเพาะชำที่ผลิตจากการนำกระดาษ ซึ่งจะเป็นกระดาษอะไรก็ได้ เช่น กระดาษคราฟต์น้ำตาล กระดาษชานอ้อย กระดาษใบสับปะรด กระดาษใบกล
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดตัว “แม่โจ้กรีนเพิร์ล – แม่โจ้ไวท์เพิร์ล – แม่โจ้พิงค์เพิร์ล” ปทุมาสายพันธุ์ใหม่ของโลก ปรับปรุงพันธุ์ให้มีโครโมโซม 3N เป็นหมัน แก้ปัญหาต่างชาตินำสายพันธุ์ไปผสมต่อ จดสิทธิบัตรเพื่อให้เกษตรกรได้ผลิตส่งออกทั่วโลก ผลงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เฉลิมศรี นนทสวัสดิ์ศรี อาจารย์/นักวิจัย สังกัดคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เฉลิมศรี นนทสวัสดิ์ศรี กล่าวว่า ปทุมา เป็นไม้ดอกไม้ประดับเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจากกล้วยไม้ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก มีทั้งแบบไม้ตัดดอกและไม้กระถาง ซึ่งที่ผ่านมาการส่งดอกปทุมาไปต่างประเทศ ได้พบปัญหาบริษัทต่างประเทศนำสายพันธุ์ของไทยที่ส่งออกไปผสมพันธุ์และสร้างสายพันธุ์ใหม่มาแข่งขันกับสายพันธุ์เดิม จึงทำให้ดอกปทุมาของไทยได้รับผลกระทบ เสียเปรียบทางการค้าในต่างประเทศ เกษตรกรเสียโอกาสในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ดังนั้นคณะผลิตกรรมการเกษตร จึงได้ทำการวิจัยเพื่อพัฒนาพันธุ์ดอกปทุมาโดยได้รับทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปี 2560-2561 ซึ่งจากการศึกษาวิจัยโดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่
เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำราหรือห้องเรียน แต่การเรียนรู้คู่การปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุด 3 คณะใหญ่จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมจัดโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความถนัดของบริบทแต่ละคณะ ภายใต้โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปี 2563-2564 โดยมีธนาคารออมสิน ภาค 8 และธนาคารออมสินสาขาแม่โจ้ เป็นพี่เลี้ยง ส่งเสริมให้นักศึกษาได้สร้าง brand ผลิตภัณฑ์โดดเด่น 7 ประเภท และมีการคัดเลือกทีม Best of Maejo University เพื่อส่งทีมชนะเลิศไปแข่งขัน Best of the Best กับ 64 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศไทย ปลายปีนี้ อาจารย์ ดร.วงค์พันธ์ พรหมวงศ์ ผู้ช่วยคณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตร ในนาม หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นความร่วมมือของ 3 คณะ คือ คณะผลิตกรรมการเกษตร คณะเทคโนโลยีและทรัพยากรทางน้ำ และคณะพัฒนาการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้นักศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความถนัดของบริบทแต่ละคณะ มีเป้าหมายในการส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มองค์กรชุมชน ประเภทกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถบริหารจัดการกลุ่ม พัฒนาผลิตภัณฑ
อาจารย์ – นักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับรางวัล เหรียญทอง (Gold Medal) เหรียญเงิน (Silver Medal) และเหรียญทองแดง (Bronze Medal) รวม 4 รางวัล ในการประกวดผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติ (Poster Competition) จากงาน The 7th Agricultural Engineering Annual Regional Convention 2021 (7th ARC2021) เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ณ ประเทศมาเลเซีย งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 7th Agricultural Engineering Annual Regional Convention 2021 (7th ARC2021) เป็นงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติของอาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก ในภูมิภาคอาเซียนเข้านำเสนอผลงาน จัดโดย Universiti Putra Malaysia Bintulu Campus เมือง Sarawak ประเทศมาเลเซีย ซึ่ง อาจารย์ นักศึกษาระดับ ปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับรางวัลใน Sub Themes : Food Engineering จำนวน 3 รางวัล และ Green Technology จำนวน 1 รางวัล รวม 4 รางวัล ดังนี้ 1.รางวัลเหรียญทอง (Gold Medal : Food Engineering) จากผล
รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รับมอบ อาหารพร้อมทานและน้ำดื่ม จาก นายสุรชัย ศิริจรรยา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เสริมเสบียงอาหารแก่แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วย ในโรงพยาบาลสนาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์ ทำให้สามารถทุ่มเทเวลาในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ และมั่นใจว่าอาหารที่รับประทานนั้นมีคุณภาพมาตรฐานอย่างแน่นอน
เมล็ดกล้วยไม้ มีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นผงละเอียดคล้ายฝุ่น เมล็ดที่สมบูรณ์จะมีลักษณะป่องตรงกลางและมีสีเข้ม ส่วนที่เห็นเป็นก้อนกลมตรงกลางเมล็ด เรียกว่า เอ็มบริโอ ซึ่งเป็นส่วนที่มีชีวิตและจะงอกเป็นต้นกล้วยไม้ต่อไป เมล็ดกล้วยไม้ไม่มีอาหารสำรองเหมือนเมล็ดพืชชนิดอื่น การงอกของเมล็ดกล้วยไม้จึงต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและต้องมีเชื้อราในกลุ่มไมคอร์ไรซา นำส่งสารอาหารให้เอ็มบริโอ เพื่อให้เกิดการแบ่งเซลล์และสามารถงอกเป็นต้นอ่อนกล้วยไม้ได้ต่อไป ปัจจุบันนี้เราสามารถนำเมล็ดกล้วยไม้มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ (อาหารเพาะเลี้ยง) สูตรต่างๆ ในสภาพปลอดเชื้อ ฝักกล้วยไม้เพียงฝักเดียวสามารถนำเอาเมล็ดที่อยู่ภายในมาเพาะเลี้ยงให้งอกและเจริญเติบโตเป็นต้นกล้วยไม้เพื่อปลูกในธรรมชาติได้นับหมื่นนับแสนต้น เมล็ดกล้วยไม้เล็กๆ ที่โรยอยู่บนผิวของอาหารสังเคราะห์จะใช้ประโยชน์จากสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามิน ฮอร์โมนพืชและน้ำตาล เปรียบเสมือนเป็นอาหารสำรองสำหรับช่วยให้ เอ็มบริโอเกิดการงอกได้ ความสำเร็จในด้านการขยายพันธุ์กล้วยไม้ จากการเพาะเมล็ดแบบนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ที่สำคัญต่อวงการกล้วยไม้ไทย อย่างน้อย 2 ประการ ดังนี้ 1. ประโ
ปัจจุบัน ทั่วโลกเผชิญโรคอุบัติใหม่ เช่น โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั้งเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศไทยต้องปรับแนวคิดการดำเนินชีวิตให้เข้ากับยุควิถีใหม่ (New Normal) “ศาสตร์พระราชา” ภายใต้แนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นับเป็นกลไกสำคัญที่ภาครัฐบาลนำมาใช้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยในระยะยาวเช่นเดียวกับ ยุทธศาสตร์การพัฒนานวัตกรรมงานวิจัย เพื่อใช้ฐานความรู้จากงานวิจัยมาช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม การผลิตและการบริการของประเทศไทย ให้เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยบนเวทีตลาดโลก ในศตวรรษที่ 21 อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัย ได้ร่วมกันจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดย ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทร
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบรางวัล Thailand Research Expo 2020 Award และมอบโล่แสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานที่นำผลงานร่วมนำเสนอ ในพิธีปิดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020) เวลา 16.00 น. ณ Highlight Stage ห้องคอนเวนชัน ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนและกระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ เห็นความสำคัญในการนำเสนอผลงานวิจัยและกิจกรรมส่งเสริมการวิจัยที่มีคุณภาพ เข้าร่วมในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” และได้จัดให้มีกิจกรรม Thailand Research Expo 2020 Award ซึ่งเป็นการพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีกระบวนการนำเสนอที่มีความโดดเด่นในรูปแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโย
