สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลง ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ประทานพระวโรกาสให้ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร.น้ำฝน ไล่ศัตรูไกล คณะทีมวิจัยมหาวิทยาลัยศิลปากรและบริษัทเบเยอร์ เฝ้ากราบสักการะและถวาย “ชุดสีของกระเบื้องวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” ผลงานศิลปะประยุกต์ และต้นแบบผลิตภัณฑ์จากชุดสีของกระเบื้องวัดราชบพิธฯ สําหรับการใช้งานด้านการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ เคหะสถานและสิ่งทอ โดยเป็นผลงานวิจัยที่ วช. ให้การสนับสนุน เพื่อสืบทอดคุณค่าความเป็นไทย สร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่ง วว. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ร่วมโครงการวิจัยชุดสีดังกล่าว ผ่านการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมให้ยั่งยืน
วันที่ 5 มีนาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. นำโดย ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ และสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการวิจัย “การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพดอกเบญจมาศบ้านตาติดด้วยปุ๋ยอินทรีย์เคมี” โดยมี ดร.กนกอร อัมพรายน์ แห่ง วว. เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ณ บ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามผลสำเร็จของโครงการวิจัยในการขยายผลองค์ความรู้จากงานวิจัยในการผลิตต้นพันธุ์เบญจมาศ โดยใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน โดยมีนายถิรพุทธิ์ คานทอง เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี ผู้บริหาร วว. กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตดอกเบญจมาศบ้านตาติด และเกษตรกรในพื้นที่ ให้การต้อนรับ ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนการวิจัยแก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินการพัฒนาศักยภาพการผลิตเบญจมาศบ้านตาติดด้วยต้นพันธุ์ปลอดโรคและปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง คณะนักวิจัยได้ดำเนินกา
วันที่ 21 ธันวาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการวิจัย “การยกระดับมาตรฐานสถานท่องเที่ยวและมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทยในภูมิภาคที่เชื่อมโยงและบูรณาการ มรภ.” ของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ โครงการวิจัย “การยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นเส้นทางท่องเที่ยวอ่าวไทย อันดามัน และพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้” ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูมิภาคภาคใต้ โดย ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำ ดร. มารยาท สมุทรสาคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ นางสาวจันทนา เบญจทรัพย์ นายประครอง สายจันทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองประเมินผลและจัดการความรู้การวิจัย ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยสื่อมวลชน ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานฯ โดยมี ศาสตราจารย์ (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวรายงานความร่วมมือฯ ดร.สมป
วันที่ 25 ตุลาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรมฝึกอบรมการการถ่ายทอดองค์ความรู้พื้นที่ปลูกพืชในเมือง และการใช้ประโยชน์จากแอลกอฮอล์ ในงานวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี 63 ปี วช. มุ่งสู่สังคมอุดมปัญญา พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์เกษตรวิถีเมือง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีในการเพาะปลูกพืชอาหารที่ไม่ซับซ้อน สามารถหาซื้อหรือดัดแปลงได้โดยง่าย รวมถึงสอนการเพิ่มมูลค่าจากขยะที่ไม่ใช้แล้ว โดยมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพพร้อมใช้ประโยชน์ต่อสาธารณชน และเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดงาน วช. จึงเปิดศูนย์เกษตรวิถีเมือง ซึ่งเป็นโครงการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพื้นที่ตั้งเดิม ภายในพื้นที่ วช. ให้เกิดประโยชน์และมีความเป็นระเ
ช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ปฎิบัติตามนโยบายรัฐบาล “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ” รักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ชักชวนคนไทยหันมาปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง สำหรับบริโภคในครัวเรือน โดยใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 10 วัน การปลูกต้นอ่อนผักบุ้งเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนหรือสร้างอาชีพเสริมรายได้ในยุคโควิดนั้น มีขั้นตอนการทำที่แสนง่าย เริ่มจากเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ 1. เมล็ดผักบุ้งหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือร้านค้าจำหน่ายวัสดุการเกษตร 2. ดินผสมพร้อมปลูก 3. กระบะ/กระถาง หรือตะกร้าปลูก ขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ 4. ผ้าขนหนู และ 5. น้ำ สำหรับวิธีการปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง มีดังนี้ แช่เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนในน้ำ 6 ชั่วโมง จากนั้นนำขึ้นมาผึ่งทิ้งไว้ 10 นาที โรยเมล็ดลงบนดินผสมไม่หนาแน่นจนเกินไปและโรยดินกลบ ความหนาเท่ากับเมล็ดหรือโรยเมล็ดหนา 1 ชั้น ลงบนผ้าขนหนูที่วางบนตะกร้า แล้วนำผ้าปิดด้านบนเมล็ด ปิดคลุมเมล็ดที่เพาะให้มิด รดน้ำเป็
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย ให้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพและมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดสากล จึงทุ่มงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท ออกมาตรการ “SME ปัง! ตังได้คืน” รวมบริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) ที่สมัครง่าย อนุมัติไว ตังได้คืน จากการช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการแบบร่วมจ่าย (co-payment) ในสัดส่วน 50-80% สูงสุดรายละไม่เกิน 200,000 บาท ตามขนาดของธุรกิจ นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า “มาตรการ SME ปัง! ตังได้คืน” เป็นมาตรการใหม่ของ สสว. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงบริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจจากหน่วยงานชั้นนำต่างๆ ทั่วประเทศ โดยในปี 2565 มีบริการครอบคลุม 3 หมวด ได้แก่ หมวดการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการ หมวดการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายและการตลาด และการพัฒนาตลาดต่างประเทศ ขณะนี้มีผู้ประกอบการ SME สมัครใช้งานผ่านระบบ BDS เพื่อขอรับบริการและขอรับการช่วยเหลืออุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแล้วกว่า
เมืองไทยโชคดีที่เป็นแผ่นดินทองทางการเกษตร มีพืชผักผลไม้ให้กินตลอดทั้งปี แถมผลไม้ไทยก็มีรสชาติอร่อย ถูกอกถูกใจผู้ซื้อทั่วโลก แต่ยามใด ผลผลิตมีมากจนล้นตลาด เกษตรกรชาวสวนผลไม้ก็ยิ้มไม่ออก เพราะขาดทุน ขายผลผลิตไม่ได้ราคา ผลไม้ส่วนใหญ่เก็บรักษาคุณภาพไว้ได้ไม่นาน ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือ การแปรรูปผลผลิตเพื่อยืดอายุการขาย แถมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าได้อีกหลายเท่าตัว ปัจจุบัน หลายจังหวัดทั่วไทยต่างหันมาปลูก “เงาะ” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจกันอย่างแพร่หลาย แต่คุณภาพสินค้ายังสู้ “เงาะโรงเรียนนาสาร” จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อร่อยขั้นเทพ!! ไม่ได้ เงาะโรงเรียนนาสารถูกยกย่องว่าเป็นเงาะที่อร่อยที่สุดในโลก โดยคุณลักษณะเด่นเฉพาะของเงาะโรงเรียนนาสาร คือ ผลทรงกลม เปลือกบาง ขนบริเวณโคนมีสีแดง ปลายขนสีเขียว เนื้อแน่นหนา สีขาว หวาน กรอบ เมล็ดล่อน รสชาติหวาน หอม พื้นที่ปลูกเงาะของจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ที่ประมาณ 25,974 ไร่ โดย 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงาะโรงเรียน และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงาะสีทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลิตเงาะโรงเรียนป้อนเข้าสู่ตลาดได้มากกว่าปีละ 20,000 ตัน ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมไปจนถึงช่วงกันยายน เงาะโ
ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ แนวทางหนึ่งที่จะทำให้อาหารพร้อมบริโภคนั้นถูกสุขอนามัย และเป็นหนึ่งในช่องทางที่นำมาประกอบอาชีพได้ก็คือ การลงมือทำหรือผลิตอาหารนั้นๆ ด้วยตนเองหรือภายในครอบครัว สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ นำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิลพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิล ซึ่งอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสำหรับบริโภคเพื่อดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทั้งนี้ การรับประทานข้าวกล้องจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ช่วยระบบย่อยอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้ การทำน้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิล นอกจากจะได้ประโยชน์จาก “สารกาบา” หรือ Gamma amino butyric acid ซึ่งมีความสําคัญในการทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท ช่วยรักษาสมดุลในสมอง และป้องกันโรคอัลไซเมอร์แล้ว ในข้าวกล้องสีนิลยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี 2 และใยอาหาร ซึ่งพบในปริมาณที่สูงกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ ขั้นตอนการเตรียมข้าวกล้องงอก 1. เตรียมเมล็ดข้าวกล้องที่สดใหม่และมีเ
วันที่ 15 มีนาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดความรู้การพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานไม้ดอกไม้ประดับอัตลักษณ์ประจำถิ่นเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยแนวทางมาลัยวิทยสถาน ให้แก่ผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับในจังหวัดเลย ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดเลย โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ และคณะนักวิจัย จาก วว. เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้จากงานวิจัยให้แก่ผู้เข้าอบรม ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนโครงการมาลัยวิทยสถาน โดยเป็นแนวคิดของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดำเนินการโดย วว. ในการนำเอานวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การพัฒนาองค์ความรู้ที่ยั่งยืน สู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต อาทิ การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ การคัดเลือกต้นพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่แข็งแรงปล
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เพื่อเยี่ยมชมการพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานไม้ดอกไม้ประดับอัตลักษณ์ประจำถิ่น เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยแนวทางมาลัยวิทยสถาน ดำเนินโครงการโดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ และคณะนักวิจัย จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนโครงการมาลัยวิทยสถาน ให้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการฯ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำให้สามารถยกระดับภาคเกษตรเป็นธุรกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการต่อเนื่อง มุ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยในการช่วยเพิ่มรายได้ของชุมชนในพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าเดิม และเป็นแหล่งวิทยาการแห่งการเรียนรู้ สร้างแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อเป็นต้นแบบและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ด้วยก
