สมุนไพร
ปัจจุบัน มักพูดกันในวงการศึกษาเรื่องอาหารว่า ความรู้เกี่ยวกับการใช้พืชสมุนไพรรักษาโรค ตลอดจนการรู้จักเก็บหาผักล้มลุก ผักยืนต้นมากิน ดูจะลดน้อยลงเรื่อยๆ คือเราไม่ค่อยรู้จักชนิดของพืชผักกันแล้วนั่นเอง ส่งผลให้การสืบทอดตำรับอาหารที่ปรุงจากพืชท้องถิ่นหรือพืชป่าสูญหายไปมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ ฟังเผินๆ ก็ดูเหมือนจะจริงนะครับ แต่ครั้นเราลองไปเดินจับจ่ายซื้อของตามตลาดนัดหมู่บ้านย่านชุมชนชานเมืองใหญ่ๆ ก็กลับพบว่า มีการเพิ่มขึ้นของแผงผักพื้นบ้านอย่างชัดเจนในช่วงราวสองทศวรรษที่ผ่านมา ผักหน้าตาแปลกๆ เดี๋ยวนี้มีให้เห็นทั่วไป โดยเฉพาะตามหมู่บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ เผลอๆ จะมีมากกว่าตลาดต่างจังหวัดด้วยซ้ำไป การเพิ่มขึ้นของสินค้าใดๆ ย่อมสัมพันธ์โดยตรงกับผู้บริโภค กรณีของผักพื้นบ้าน คำอธิบาย ณ เวลานี้ที่เห็นชัดก็คือ มันตอบสนองรสนิยมการกินของแรงงานวัยหนุ่มสาวจากชนบทที่อพยพโยกย้ายเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ดังนั้น คงไม่เกินเลยความจริงไปนัก หากจะบอกว่า “ความรู้” ที่ชาวเมืองวิตกกันว่าจะสูญหายนั้น ได้ถูกชาวชนบทพลัดถิ่นนำเสนอด้วยการยืนยันวิถีการบริโภคซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยบุรพกาลของพวกเขา ให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาทุกเม
เชื่อว่าหลายคนหากได้ยินชื่อของสมุนไพรชนิดนี้แล้ว คงชะงัก ตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะ คำว่า “ป่าเฮ่ว” ในภาษาเหนือ หมายถึง “ป่าช้า” คนภาคกลาง จึงเรียกว่า “ป่าช้าหมอง” หรือบางคนอาจรู้จักในชื่อ“ขันทองพยาบาท” ส่วนคนจีนเรียกว่า “หนานเฉาเหว่ย” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าSuregada multiflorum (A.Juss.) Baill. อยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae “ป่าช้าหมอง” ชื่อนี้มีที่มา ว่ากันว่าป่าช้าหมองเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ภูมิปัญญามาช้านาน ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จนไม่มีใครต้องเสียชีวิต ทำให้ป่าช้าต้องหงอยเหงานั่นเอง ลักษณะทางพันธุศาสตร์ของป่าช้าหมอง เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 3-7 เมตร ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม เกลี้ยงและเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ สีเขียวอ่อนหรือเหลืองมีกลิ่นหอม ผลทรงกลม ใน 1 ผล แบ่งออกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด เมื่อแก่ผลจะแตกตามรอยประสานระหว่างแต่ละพู ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่เป็นสีเหลือง ป่าช้าหมอง ขึ้นได้ทั่วไป เป็นสมุนไพรในกลุ่ม ดีปลากั้ง ดีปลาช่อน แต่มีสารออกฤทธิ์ทางยาสูงกว่า ในตำรายาล้านนา ใช้สำหรับช่วยรักษาโรคเรื้อรังหายยาก ส่วนข้อมูลทางโภชนาการ ช่วยบรรเ
