สมุนไพร
“สงัด พรมเมศ” หรือคนในพื้นที่มักจะเรียกว่า “ป้าสงัด” เธอคือหญิงแกร่ง แห่งอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง วัย 62 ปี จบการศึกษา ป.4 ทำมาแล้วหลายอาชีพ ทั้งรับจ้างทำนา ปลูกผัก เป็นชาวสวน เป็นแม่ค้าขายกล้วยทอด ขายโอเลี้ยง แต่สุดท้ายตั้งตัวได้ด้วยการเป็นเกษตรกรปลูกสมุนไพรไทยใกล้ตัว อาทิ ข่า ตะไคร้ ใบเตย ว่านน้ำ ไพล ทองพันชั่ง ปีกนางฟ้า นอกจากนั้นผนึกกำลังกับกลุ่มกับแม่บ้าน แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ในครัวเรือนนำออกจำหน่าย มีรายได้เข้ากลุ่มเดือนละล้านกว่า ช่วยสร้างงาน สร้างเงินให้แก่คนในชุมชนกว่า 300 ชีวิต ป้าสงัด เท้าความว่า เรียนจบเพียง ป.4 ทำงานหนักเอา เบาสู้มาตลอด สมัยเด็กช่วยแม่ขายกล้วยทอด ขายโอเลี้ยงตามงานวัด นอกจากนั้นยังรับจ้างเลี้ยงหมู ปลูกข้าว ปลูกถั่วดำ หาบข้าว ในปี 2511 ได้ค่าแรงเพียงวันละ 12 – 20 บาท พอโตเป็นสาว ช่วยพ่อแม่ทำของกินขายตามงานวัด กระทั่งป้าสงัดแต่งงาน เธอ บอกว่า ได้มรดกเป็นที่ดิน ด้วยความมุ่งมั่น ขยันสร้างฐานะทำงานเก็บเงิน เเละปลูกผักสวนครัว อาทิ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ แตงกวา แต่ก็เกิดปัญหาตลอดขาดทุนเยอะมาก สาเหตุมาจากการใช้สารเคมี ฉะนั้นเลยตั้งปฏิญาณไว้ว่าจะเลิกปลูกพืชผักที
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศขยายความร่วมมือภาคเอกชนเพื่อพัฒนาตลาดสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรไทยภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล ซึ่งเน้นความร่วมมือตามแนวคิดประชารัฐ โดยให้กรมฯหารือกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการพัฒนาช่องทางการตลาดสมุนไพรไทยในต่างประเทศ เนื่องจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีศักยภาพสูงมากด้านการผลิต การวิจัยสมุนไพรไทย และการสร้างแบรนด์สินค้าระดับบน อีกทั้งมีส่วนช่วยขยายธุรกิจแฟรนไชส์ ทั้งร้านจำหน่ายสินค้า ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ โรงเรียนสอนนวดแผนไทย และสปาไทย ” แผนระยะแรกปี 2560 จะส่งเสริมด้านการตลาดต่างประเทศผ่านโครงการพัฒนาสินค้าและตลาดผู้สูงอายุ (60ปีขึ้นไป) และโครงการงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศ โดยผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสามารถผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ครบทั้ง เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากสมุนไพร เครื่องดื่มสมุนไพร และการให้บริการสปา ” นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรม
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่สูตรรางจืดล้างน้ำตาลในเลือด และกินใบมะยมสดหรือต้มรากเตยดื่มเพื่อฟื้นฟูตับอ่อนว่า ต้นรางจืดมีด้วยกัน 3 ชนิด คือ รางจืดต้น รางจืดเถา และว่านรางจืด ซึ่งรางจืดที่นิยมใช้และมีบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ คือ รางจืดเถา แต่จากการที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีการเก็บข้อมูลพบว่า รางจืดทุกชนิดช่วยล้างความเข้มข้นของสารพิษในร่างกาย และยังพบด้วยว่าในรางจืดมีสารช่วยปกป้องสมองจากสารตะกั่วและปกป้องตับจากพิษของแอลกอฮอล์ได้ “ส่วนการใช้รางจืดลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้น เคยมีการทดลองในหนูพบว่า ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง แต่ไม่มีการระบุว่าต้องกินรางจืดที่ความเข้มข้นมากน้อยขนาดไหนถึงจะได้ผล นอกจากนี้ รางจืดยังมีสรรพคุณลดความร้อนในร่างกายหากกินเป็นเวลานานอาจทำให้ร่างกายเย็น ส่งผลให้มือเท้าชา และเลือดลมเดินไม่สะดวก แต่หากรู้ทันแล้วหยุดกิน ร่างกายก็จะกลับมาเป็นปกติได้ แต่ในผู้ป่วยเบาหวานที่ปกติแล้วมักมีอาการชานั้น หากใช้รางจืดอีกก็จะเพิ่มความชา และทำให้ไม่รู้ว่าสาเหตุของอา
ชื่อสามัญ : mulberry ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morus alba วงศ์ : Moraceae หม่อน เป็นพืชอาหารชนิดเดียวของตัวไหม คุณภาพและปริมาณของเส้นใยที่ได้จากไหม ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหาร คือ ใบหม่อน เท่านั้นจึงนับได้ว่า ใบหม่อนคือหัวใจหลักของการผลิตเส้นใยไหมนั่นเอง ใบหม่อน จึงกล่าวได้อีกว่าเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่งของเส้นทางวัฒนธรรมสายไหมของเอเชีย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : หม่อน เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ลำต้นมีเปลือกสีเทาจุดน้ำตาล แตกกิ่งกระโดงง่ายมาก เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท ใบออกเรียงสลับกันบริเวณข้อ ผิวใบสากคายมือ ดอกเป็นกระจุกเล็กๆ สีขาวอมเหลือง ผลเป็นผลรวมประกอบด้วยรังไข่เล็กๆ หลายอัน รวมกันเป็น 1 ผล รสชาติอร่อยมาก อมหวาน อมเปรี้ยว เป็นผลไม้ประจำอีกชนิดหนึ่งสมัยที่ผู้เขียนยังเด็ก วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ อยู่ในแปลงหม่อนของวิทยาลัยเกษตรกรรมสุรินทร์ เล่นไปกินไป จนปากคอกลายเป็นสีม่วงกันถ้วนหน้าทุกคน พอเหนื่อยก็ไปนั่งพักดู ป้าบล คนงานของพ่อ สาวไหม ประจบขอดักแด้มาโรยเกลือป่นหม่ำกันอีก เป็นความทรงจำที่ติดตาไม่ลืมเลือน ชีวิตวัยเด็กในเกษตรสุรินทร์ให้อะไรกับผู้เขียนมากมายเหลือเกิน สรรพคุณ และการใช้ประโยชน์ : ใน
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าและผู้บริหารของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบการจัดการเกี่ยวกับสมุนไพรอย่างครบวงจรของประเทศญี่ปุ่น จึงอยากนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเล่าสู่กันฟังครับ สำหรับยาสมุนไพรในประเทศญี่ปุ่น จะเรียกว่า Kampo จากหลักฐานพบว่า มีการใช้มามากกว่า 1,400 ปี โดยหากแยกดูในความหมายของคำแล้ว Kam ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า Kan หรือ Han (ราชวงศ์ฮั่นของประเทศจีน) ดังนั้น ความหมายก็จะสื่อถึงสิ่งที่มาจากจีน ส่วน po หมายถึง วิถีการรักษา ซึ่งความหมายโดยรวมคือ แบบแผนการรักษาที่มาจากประเทศจีน แต่ได้มีการพัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของญี่ปุ่นเอง ทำให้ไม่แปลกใจว่า ตำรับยา Kampo จะประกอบไปด้วยสมุนไพรจากเมืองจีนทั้งนั้น โดยในหนึ่งตำรับจะมีสมุนไพรไม่เยอะ เฉลี่ยประมาณ 4-5 ชนิด แต่ในบางครั้งส่วนประกอบของตำรับมาจากอวัยวะของสัตว์ก็มีเหมือนกัน การสั่งใช้ตำรับยา Kampo ในประเทศญี่ปุ่นนั้น แพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นผู้สั่งใช้ ส่วนใหญ่จะมีความรู้เกี่ยวกับตำรับยาสมุนไพร Kampo ด้วยเช่นกัน และบางท่านก็สามารถตรวจรักษาด้วยวิธีแบบแผนตะวันออกได้ด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น
ทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ (พท.ป.) จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพตามวิถีภูมิปัญญาไทย เรื่องธาตุเจ้าเรือนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้สมดุลไม่มีอาการเจ็บป่วย โดย พท.ป.พัชญา ขำสะอาด กล่าวถึงลักษณะของธาตุต่างๆ ว่า ลักษณะธาตุประเภท วาตะ หรือธาตุลม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของอากาศและลม จะมีลักษณะรูปร่างผอมบาง โปร่ง ผิวคล้ำ ผิวหนังเย็น หยาบ แห้ง ร่างกายสูงมากหรือเตี้ยมาก โครงร่างเบาบาง ปลายกระดูกนูนชัด กล้ามเนื้อเจริญไม่ดี ผมหยิกบาง มักมีความเครียดง่าย อารมณ์ไม่คงที่ มักกินอาหารเพื่อคลายเครียด ลักษณะธาตุประเภท ปิตตะ หรือธาตุไฟ เกิดจากการรวมกันของธาตุไฟกับธาตุน้ำ จะมีลักษณะรูปร่างสูงปานกลาง กล้ามเนื้อเจริญปานกลาง ผิวนุ่ม อุ่น ผมละเอียดบาง ผมหงอกล้านก่อนวัย ลักษณะธาตุเจ้าเรือน ประเภท เสมหะ หรือธาตุน้ำและดิน เกิดจากการรวมกันของธาตุน้ำและดิน โดยผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือน ประเภทนี้ มักมีลักษณะใบหน้าอวบอิ่ม ค่อนข้างกลมแป้นรับกับดวงตาที่กลมโตเป็นประกาย จมูกกลมสวยได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่ม รูปร่างหนา บึกบึน เจ้าเนื้อ แต่มักมีระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่ดีเท่าไรนัก กินน้อยแต่อ้วนง่าย ผ
จำได้ว่า ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ผมปั่นจักรยานทางไกลจากกรุงเทพฯ ไปหนองคายกับกลุ่มเพื่อน บ่ายของวันที่พวกเราถึงเส้นทางเลียบน้ำโขงช่วงอำเภอสังคม ผมแวะพักเหนื่อยตามลำพังที่ศาลาข้างทาง สักครู่มีรถตู้คันหนึ่งมาจอด คนในรถลงมายืนบิดขี้เกียจดูวิวแม่น้ำโขง แล้วคนหนึ่งก็ชี้ไปที่พื้นใกล้ๆ แล้วร้องว่า “นั่นไงๆ นั่นแหละหญ้าฮี๋ยุ่มล่ะ…” จากนั้นต่างก็ตรงเข้าถอนมาคนละต้นสองต้น ก่อนจะขึ้นรถจากไป “หญ้าฮี๋ยุ่ม” เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดที่เมืองทองธานี นนทบุรี ครั้งนั้น มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งมักริเริ่มชูสมุนไพรตัวสำคัญๆ หมุนเวียนไปในแต่ละปี ได้แจกแจงสรรพคุณว่า มันเป็นหญ้าเคล็ดลับของคนโบราณ ใช้มากในหญิงหลังคลอดบุตร โดยเอาไปต้ม แล้วนั่งรมไอน้ำนั้นเพื่อกระชับช่องคลอด ช่วยให้แม้มีลูกมากแล้ว ช่องคลอดก็จะยังกระชับเช่นเดิม ดังนั้น การที่ผมได้เห็นคนที่เขาเริ่มรู้จัก มองเห็น แถมยังลงมือเก็บเกี่ยวหญ้าที่ว่านี้มากับตา ก็แสดงว่าการประชาสัมพันธ์หญ้านี้ประสบความสำเร็จด้วยดี สอดคล้องกับความต้องการของคนไทยในเวลานั้นจริงๆ ด้วย ผมเคยไปงานมหกรร
พ.ศ. 2484 ในอดีต มีการก่อตั้งโรงพยาบาลปราจีนบุรี เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในปี พ.ศ. 2509 เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ข้าราชการสยามคนสุดท้าย ที่ปกครองเมืองพระตะบอง และเป็นเจ้าของอาคารทรงบาโรกที่ก่อสร้างขึ้น เพื่อตั้งใจให้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 5 หากเสด็จประพาสเมืองปราจีน ซึ่งอาคารเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดและยังเป็นอาคารสำหรับแผนกผู้ป่วยในแห่งแรกของโรงพยาบาล นับถึงปัจจุบัน รวมการก่อตั้งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ 75 ปี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อประเทศไทย ได้นำการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมาใช้ในระบบบริการสุขภาพ มาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 โดยเริ่มจากงานสาธารณสุขมูลฐานก่อน จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 มีโครงการนำร่องในการพัฒนาระบบบริการการผสมผสานบริการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสุขภาพ จากนั้นมีการเปิดคลินิกการบริการการแพทย์แผนไทยในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐหลายแห่ง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ก็เป็นโรงพยาบา
นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลถึงแผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย พ.ศ. 2560-2564 ว่า แผนแม่บทดังกล่าว มีเป้าหมายที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน และมีมูลค่าของวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 1 เท่าตัว ภายในปี 2564 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างความเข้มแข็งของการบริหารและนโยบายของรัฐ เพื่อการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาผลิตผลสมุนไพรที่มีศักยภาพ โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายหรือกรอบแนวทางขับเคลื่อนงานส่งเสริมห่วงโซ่ผลิตผลสมุนไพรที่มีศักยภาพ จัดทำแผนงานโครงการ กิจกรรม
