สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไม่นิ่งเฉยเตรียมความพร้อมเมื่อไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบผนึกกำลังร่วมกับผลงานวิจัยเรื่อง “การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้สื่อดิจิทัลในการสนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุ” หวังช่วยพัฒนาผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข ในวัยที่มีเวลาพักผ่อน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เพื่อเสริมอาวุธทางปัญญาให้ผู้สูงวัยสามารถค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะได้ด้วยตนเอง อีกทั้งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้มีผลประกอบการที่ดีในระยะยาว ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอย่างสมบูรณ์แล้ว คิดเป็นตัวเลข 11.8 ล้านคน หรือ 17.9 % ของจำนวนประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ผ่านมา วช. ให้ความสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อต้องการจะเตรียมคนไทยก้าวสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม แก่วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ในการดำเนินโครงการ “การจัดการความรู้เพื่อเพิ่มมูลค่ากะปิขัดน้ำด้วยการพัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์” ภายใต้แผนงานวิจัยการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 โดยมี นายชาญชัย แฮวอู เป็นหัวหน้าโครงการฯ และ ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์กะปิขัดน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าและการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า “กะปิ” เป็นเครื่องปรุงรสของประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งใช้เป็นส่วนผสมของเมนูอาหารไทยไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ ข้าวผัดกะปิ กะปิหวาน หมูผัดกะปิ ผัดสามหอม และแกงต่าง ๆ ลักษณะการทำกะปิจะมีหลายสูตรและมีกะปิซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียกว่า “กะปิขัดน้ำ” เป็นกะปิที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคอย่างหลากหลาย “การทำกะปิขัดน้ำเป็นกรรมวิธีโบราณ คือการนำกะปิที่ได้อั
วันที่ 7 มีนาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (สบร.) หรือ OKMD จัดพิธีเปิดกิจกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรมฯ ภายในงานจัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ “BCG on the move โมเดลเศรษฐกิจใหม่ สู่ความยั่งยืน” โดยนำผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาและบูรณาการเป็นหลักสูตรบ่มเพาะ มุ่งสร้างผู้ประกอบการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เข้าสู่เศรษฐกิจ BCG พร้อมระดมผู้เชี่ยวชาญจัดเวิร์คชอปเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG 20 หัวข้อ ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายนนี้ ณ True Space อาคาร Center point of Siam Square ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้ร่วมมือกับ OKMD ในการนำผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและ
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกิจกรรม“การบ่มเพาะเพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอาชีวศึกษา : Smart Invention & Innovation ประจำปี 2566 ภาคใต้” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พัฒนาคน พัฒนาอาชีวะ : เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” พร้อม คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. คณะผู้บริหาร สอศ. ให้เกียรติเข้าร่วมงาน และ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา บรรยายพิเศษเรื่อง “ยกระดับพลังอาชีวะ ด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างชาติ” ซึ่งกิจกรรมจัดระหว่างวันที่ 8 – 10 มีนาคม 2566 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษาสายอาชีวศึกษา ให้เกิดแรงจูงใจในการคิดค้นผลงานประดิษฐ์และนวัตกรรม เพื่อใช้ในประเทศ ณ แก้วสมุย รีสอร์ท จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตระหนักว่าประชากรคนไทยไม่น้อยกว่า 30 ล้านคน อยู่ในภาคการเกษตร จึงไม่มองข้ามที่จะให้ความช่วยเหลือ ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่ประชาคมโลกกำลังให้ความสนใจ วช. จึงสนับสนุน “งานวิจัยการประเมินและเปรียบเทียบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการจัดการของเกษตรกรรายย่อยและการรวมกลุ่มเกษตรกร ทำนาแปลงใหญ่สู่ทางเลือกเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” จากผลงานวิจัยของ รศ.ดร.นพพล อรุณรัตน์ แห่ง มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พิสูจน์ให้เห็นผลงานวิจัยผ่านชุมชน ท้องถิ่น จำนวน 2 ชุมชน คือ 1.กลุ่มเกษตรกรพอเพียงตำบลรังนก และ 2.กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงประดู่ ว่าช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยเพิ่มกำไรสุทธิ และ ช่วยสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มได้จริง ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา วช. ให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกร ชุมชน และท้องถิ่น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรคนไทยไม่น้อยกว่า 30 ล้านคน อยู่ในภาคการเกษตร ขณะเดียวกัน เกษตรกรรมปัจจุบั
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้การสนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ในโครงการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเพิ่มมูลค่าฉี่และมูลไส้เดือนดิน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชนในการพัฒนาเสริมศักยภาพปุ๋ยอินทรีย์จากมูลไส้เดือนเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรให้กับเกษตรกรตามวิถีธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้จากการนำปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพไปจำหน่าย เป็นการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีการขยายผลต่อยอดให้กับชุมชนท้องถิ่นจำนวน 5 แห่งในจังหวัดกำแพงเพชร และพร้อมที่จะนำองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์จากปุ๋ยมูลไส้เดือนไปถ่ายทอดสู่ชุมชนอื่น ๆ ที่สนใจ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. เป็นองค์กรสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนเสริมศักยภาพงานวิจัย และนวัตกรรมต่างๆรวมถึงการสร้างองค์ความรู้สามารถนำมาต่อยอดใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและในเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมสร้างรายได้และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแว
วันที่ 5 มีนาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. นำโดย ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ และสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการวิจัย “การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพดอกเบญจมาศบ้านตาติดด้วยปุ๋ยอินทรีย์เคมี” โดยมี ดร.กนกอร อัมพรายน์ แห่ง วว. เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ณ บ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามผลสำเร็จของโครงการวิจัยในการขยายผลองค์ความรู้จากงานวิจัยในการผลิตต้นพันธุ์เบญจมาศ โดยใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน โดยมีนายถิรพุทธิ์ คานทอง เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี ผู้บริหาร วว. กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตดอกเบญจมาศบ้านตาติด และเกษตรกรในพื้นที่ ให้การต้อนรับ ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนการวิจัยแก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินการพัฒนาศักยภาพการผลิตเบญจมาศบ้านตาติดด้วยต้นพันธุ์ปลอดโรคและปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง คณะนักวิจัยได้ดำเนินกา
วช. หนุนงานวิจัยพัฒนาสุขภาพแนวใหม่สาหร่ายอาร์โธรสไปรา พลาเทนซิส ตัวช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อภายหลังการออกกำลังกายไม่ให้บีบตัวผิดปกติจนอ่อนแรง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กะทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้จุดประกายเมืองไทยให้เกิดผลงานวิจัยดี ๆ จากทีมงานนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อขยายผลสู่การต่อยอดนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เหมือนกับงานวิจัยการพัฒนาสุขภาพแนวใหม่จาก “สาหร่ายอาร์โธรสไปรา พลาเทนซิส” (โครงการต่อเนื่อง) ของ ดร.สราวุธ สัตยากวี แห่ง มหาวิทยาลัยนเรศวร จนก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์สุขภาพชนิดเครื่องดื่มที่มีคุณสมบัติสามารถช่วยฟื้นฟูเซลล์กล้ามเนื้อที่มีการเสียหายจากการเกิดอนุมูลอิสระ หรือ ROS (reactive oxygen species) หลังจากการคลายตัวของกล้ามเนื้อภายหลังการออกกำลังกายแล้ว ไม่นำไปสู่การบีบตัวแบบผิดปกติของกล้ามเนื้อจนอาจเกิดความเสียหายและส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อยล้าได้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ต้องการให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพแข็งแรงขึ้น จึงได้สนับสนุนงานวิจัย “การพัฒนาสุขภาพแนวใหม่จากสาหร่ายอาร์
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) รายงานผลการดำเนินงานรอบ 1 ปี แผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานภายใต้แผนงานศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัย ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนารายงานผลการดำเนินงานต่อไป โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นฯ คณะผู้บริหาร วช. และ รองศาสตราจารย์ ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ กล่าวรายงานผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังมีปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : การขับเคลื่อนไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” โดย ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานคณะกรรมการดำเนินการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านพัฒนา สังคม และสิ่งแวดล้อม ของ วช. ณ ห้องทิวลิป โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร และผ่านการประ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงข่าว “โมเดลสวนลดฝุ่น PM 2.5 และ เฝ้าระวัง PM 2.5” เพื่อช่วยลดผลกระทบปัญหาฝุ่นละออง ขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการแถลงข่าว และ คณะผู้บริหาร วช. ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. พร้อมด้วย ดร.ภูชีวันท์ สุริยะวงศ์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัญจน์ ศิลป์ประสิทธิ์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และรองศาสตราจารย์ ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมแถลงข่าว ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และ สวน “ภูมิทัศน์พรรณไม้ลดฝุ่น PM2.5” สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนผลผลิตและผลสำเร็จจากผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จสู่การใช้ประโยชน์ โดยการสื่อสารและให้เห็นภาพการทำงานที่เกิดสาธารณประโยชน์แก่พี่น้องภาคประชาชน ซึ่งในขณะนี้ ปัญหาฝุ่นละออง หรือ ฝุ่น P
