สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่อ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. นายธีรวัฒน์ บุญสม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม และสื่อมวลชน เยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการ “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตฐานรากชุมชนชายฝั่ง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย : กรณีศึกษาอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จาก วช. โดยมี นายมนูญ ศิริธรรม ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ผศ.ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม แห่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าโครงการวิจัย และคณ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตระหนักว่าคนไทยยุคปัจจุบันเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง อาทิ ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ จึงได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยแก่รองศาสตราจารย์ ปริญญา น้อยสา แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในการดำเนินโครงการ “การพัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงและสกัดถั่งเช่าเพื่อเพิ่มปริมาณสารออกฤทธิ์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา” หวังช่วยคนไทยเจ็บป่วยน้อยลง ลดค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล และการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ลดการแบกรับภาระหน้าที่ของหมอและพยาบาลให้เบาลง เพิ่มพูนรายได้ให้เกษตรกรมีเงินมากขึ้น ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยทำงานหนักมากขึ้น ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง อาทิ ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงมากขึ้น ส่งผลให้สุขภาพเกิดความทรุดโทรม เจ็บป่วยง่าย การดูแลสุขภาพผ่านการรับประทานอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจ เพราะเป็นทางลัดในการช่วยดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงขึ้น และช่วยยืดระยะเวลาให้กับร่างกายตนเอ
จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองแห่งผลไม้ที่หลากหลายชนิด มีระบบวิถีการเกษตรแบบวนเกษตรไม้ผลที่มีชื่อเสียง ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจสูง แต่เนื่องด้วยลักษณะของการเพาะปลูกแบบวนเกษตรดั้งเดิมกำลังถูกเปลี่ยนมาเป็นระบบพืชเดี่ยว มีการใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตด้วยสารเคมีมากขึ้น ผนวกกับลักษณะพื้นที่ปลูกเกือบทั้งหมดอยู่บนภูเขาสูง มีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายและเกิดดินถล่มตลอดเวลา และดินมีความเป็นกรดสูง อีกยังมีเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก หน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ จึงได้เข้ามาจัดการถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การเตรียมปลูก การกำจัดแมลงและศัตรูพืช จัดการระบบหลังเก็บเกี่ยว แปรรูปสร้างเอกลักษณ์ให้ดึงดูดใจ พร้อมจัดการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อการตลาดและส่งออก แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ปัจจุบัน สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ยกย่อง “สวนใจใหญ่ ไร่แลตะวัน” ของ พี่นอม หรือ คุณประนอม ใจใหญ่ เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบดีเด่นของจังหวัดอุตรดิถต์ และเป็นแปลงเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน GAP สวนใจใหญ่ ไร่แลตะวัน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 18/1 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่พลู อำเภอลับแล จังหวั
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน NRCT Talk : นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2566 ครั้งที่ 1 สาขาเศรษฐศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.ศากุน บุญอิต แห่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ขับเคลื่อนแนวคิดงานวิจัยด้านการจัดการซัพพลายเชนจากสภาวะการแข่งขันในปัจจุบันให้กับภาคธุรกิจหลังการระบาดของ COVID-19 ณ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มีภารกิจที่สำคัญในการให้รางวัลประกาศเกียรติคุณหรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยเป็นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการส่วนรวม ซึ่งในปีนี้ วช. ได้มอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2566 ให้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ศากุน บุญอิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรางวัลดังกล่าว วช. ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเชิดชูเกียรตินักวิจัยที่มีผลง
วันที่ 15 มีนาคม 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) หรือ GISTDA ร่วมกับ จังหวัดอุทัยธานี จัดการประชุมและอบรมเชิงปฏิบัติการ แพลตฟอร์ม “การประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งและความเสียหายของพืชเกษตรรายแปลงจากแบบจำลอง ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” ภายใต้การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม จาก วช. โดยมี นายพีระพล ตัณฑโอภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดการประชุม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และ ภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ และสื่อมวลชน เข้าร่วมการประชุมฯ เพื่อการนำเสนอแพลตฟอร์มการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งของพืชเกษตรรายแปลงจากแบบจำลองด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ณ ศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี นายพีระพล ตัณฑโอภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า ในนามจังหวัดอุทัยธานีขอต้อนรับเจ้าหน้าที
เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) หรือ GISTDA ลงพื้นที่ไร่อ้อย และไร่มันสำปะหลัง โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. นำโดย ดร.สมชาย ใบม่วง และนักวิจัย GISTDA พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชน นำเทคโนโลยีโดรนสำรวจพื้นที่ภัยแล้งภาคการเกษตร ที่บ้านไผ่เขียว หมู่ที่ 20 ตำบลไผ่เขียว อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ดร.สมชาย ใบม่วง ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. เปิดเผยว่า วช. ได้สนับสนุนการวิจัยให้ GISTDA ดำเนินการทำแพลตฟอร์ม “การประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งและความเสียหายของพืชเกษตรรายแปลงจากแบบจำลอง ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงภัยแล้งเพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงภัยแล้ง โดยเลือกพื้นที่อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องใช้แพลตฟอร์ม ประเมินความเสี่ยง เนื่องจากมีจำนวนประชากรร้องขอความช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นจำนวนมาก ด้านนายขวัญชัย วงษ์วิทยา ผู้ใหญ่บ้าน
วช. หนุน ม.นครพนม คิดค้นนวัตกรรมถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ในครัวเรือน และการแก้ปัญหาการผลิตพืชในพื้นที่ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความอุดมสมบูรณ์ของดินนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของเกษตรกรในภาคการเกษตร ซึ่งจากสภาพปัญหาดินเค็มในบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ทำให้ทีมนักวิจัยจากสาขาพืชศาสตร์ คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม นำเสนอโครงการงานวิจัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้ในครัวเรือนและการแก้ปัญหาการผลิตพืชในพื้นที่ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นซากพืชหรือซากสัตว์ ในพื้นที่ผ่านกระบวนการทางเทคโนโลยี ผลิตเป็นถ่านชีวภาพนำมาแก้ปัญหาดินเค็มเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยนำมาผสมกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยเคมี ช่วยเพิ่มแร่ธาตุที่สำคัญในการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งปัจจุบันมีการถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ให้กับเครือข่ายเกษตรกรหลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดร.วิภารัตน
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไม่นิ่งเฉยเตรียมความพร้อมเมื่อไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบผนึกกำลังร่วมกับผลงานวิจัยเรื่อง “การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้สื่อดิจิทัลในการสนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุ” หวังช่วยพัฒนาผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข ในวัยที่มีเวลาพักผ่อน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เพื่อเสริมอาวุธทางปัญญาให้ผู้สูงวัยสามารถค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะได้ด้วยตนเอง อีกทั้งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้มีผลประกอบการที่ดีในระยะยาว ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอย่างสมบูรณ์แล้ว คิดเป็นตัวเลข 11.8 ล้านคน หรือ 17.9 % ของจำนวนประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ผ่านมา วช. ให้ความสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อต้องการจะเตรียมคนไทยก้าวสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม แก่วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ในการดำเนินโครงการ “การจัดการความรู้เพื่อเพิ่มมูลค่ากะปิขัดน้ำด้วยการพัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์” ภายใต้แผนงานวิจัยการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 โดยมี นายชาญชัย แฮวอู เป็นหัวหน้าโครงการฯ และ ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์กะปิขัดน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าและการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า “กะปิ” เป็นเครื่องปรุงรสของประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งใช้เป็นส่วนผสมของเมนูอาหารไทยไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ ข้าวผัดกะปิ กะปิหวาน หมูผัดกะปิ ผัดสามหอม และแกงต่าง ๆ ลักษณะการทำกะปิจะมีหลายสูตรและมีกะปิซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียกว่า “กะปิขัดน้ำ” เป็นกะปิที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคอย่างหลากหลาย “การทำกะปิขัดน้ำเป็นกรรมวิธีโบราณ คือการนำกะปิที่ได้อั
วันที่ 7 มีนาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (สบร.) หรือ OKMD จัดพิธีเปิดกิจกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรมฯ ภายในงานจัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ “BCG on the move โมเดลเศรษฐกิจใหม่ สู่ความยั่งยืน” โดยนำผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาและบูรณาการเป็นหลักสูตรบ่มเพาะ มุ่งสร้างผู้ประกอบการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เข้าสู่เศรษฐกิจ BCG พร้อมระดมผู้เชี่ยวชาญจัดเวิร์คชอปเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG 20 หัวข้อ ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายนนี้ ณ True Space อาคาร Center point of Siam Square ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้ร่วมมือกับ OKMD ในการนำผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและ
