สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและบริการตามหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายระดับพื้นที่ตำบลอย่างแท้จริง โดยโครงการกำหนดเป้าหมาย 500 ตำบล โดยมีเป้าหมายปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 100 ตำบล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 200 ตำบล และปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 200 ตำบล เพื่อส่งเสริมพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ด้านพืช แมลงเศรษฐกิจและบริการเชิงสร้างสรรค์ ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง สำหรับกรอบแนวทางการขับเคลื่อนและจำแนกประเภทกลุ่มสินค้าและบริการ ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเพื่อส่งออก เป็นสินค้าที่มีการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกลุ่มจำหน่าย โดยมีผลผลิตสู่ตลาดต่างประเทศและตลาดภายในประเทศ 2. กลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง มีการแปรรูปเป็นสินค้าที่มีตลาดภายในประเทศมีการจำหน่ายเป็นผลผลิตโดยตรงหรื
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 9 (the 9th APEC Food Security Ministerial Meeting) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ เลขาธิการ สศก. เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2567 ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงทรูจิลโล สาธารณรัฐเปรู โดยมี Mr. Angel Manero Campos รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาการเกษตรและชลประทานของสาธารณรัฐเปรู เป็นประธานการประชุม และ H.E. Ms. Dina Boluarte ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเปรู ได้ให้เกียรติมาร่วมกล่าวปิดการประชุมฯ ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ จำนวน 2 ฉบับ ประกอบด้วย (1) แถลงการณ์ ทรูจิลโล การประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 9 และ (2) เอกสารหลักการการป้องกันและการลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารในภูมิภาคเอเปค เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า รัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค จากทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงทางอาหารในการบรรลุการเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองที่ครอบคลุมและยั่งยืนในภูมิ
นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 และรุ่น 2 ปีเพาะปลูก 2567/68 ของ 6 จังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน ซึ่งจากข้อมูลของ สศท.2 ณ 25 มกราคม 2567 มีเนื้อที่ปลูกรวม 1,830,889 ไร่ ลดลงจาก 1,841,036 ไร่ ของปีที่ผ่านมา (ลดลง 13,713 ไร่ หรือ ร้อยละ 0.71) เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าในช่วงต้นฤดูเพาะปลูกปริมาณฝนมีน้อย เกษตรกรบางส่วนกังวลว่าจะกระทบแล้ง จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า และยางพาราที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตรวม 1,257,148 ตัน ลดลงจาก 1,265,842 ตัน ของปีที่ผ่านมา (ลดลง 8,694 ตัน หรือร้อยละ 0.69) ผลผลิตเฉลี่ย 690 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงจาก 691 กิโลกรัม/ไร่ ของปีที่ผ่านมา (ลดลง 1 กิโลกรัม/ไร่ หรือร้อยละ 0.14) เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 มีสัดส่วนการเพาะปลูกมากกว่า ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ทำให้ต้นข้าวโพดเจริญเติบโต และออกดอกติดฝักไม่ดี ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้า
ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ก่อตั้งจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องจากสภาพพื้นที่ของจังหวัดระยองเป็นสภาพป่าที่ถูกทำลาย ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรและประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ รายได้ของเกษตรกรลดลงเพราะขาดความอุดมสมบูรณ์ของดินและแหล่งน้ำ ประกอบกับถูกอิทธิพลของนายทุนขยายเขตการเป็นเจ้าของที่ดินเพิ่มขึ้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงได้พระราชทานพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำดอกกราย อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ประมาณ 1,300 ไร่ เพื่อส่งน้ำมายังพื้นที่ และทรงแนะนำให้จัดเป็นศูนย์กลางอาชีพการเกษตรและศิลปาชีพพิเศษแก่ราษฎร มีที่ตั้งศูนย์อยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำดอกกราย เป้าหมายจำนวน 35 หมู่บ้าน 5 ตำบล ในอำเภอปลวกแดง และนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง รวมถึงพื้นที่อำเภออื่นๆ ในจังหวัดระยองและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินโครงการ ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ ดำเนินงานในลักษณะเป็นศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยกิจก
คุณนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “โคขุน” นับเป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างรายได้ดีให้เกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมจากการทำการเกษตรเป็นหลัก โดยในปี 2565 (ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ เดือนธันวาคม 2565) พบว่า พื้นที่การเลี้ยงครอบคลุมทั้ง 19 อำเภอ พบการเลี้ยงมากที่สุดในอำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอคีรีรัฐนิคม และอำเภอไชยา โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 200 ราย จำนวนโคขุนรวมทั้งจังหวัด 866 ตัว จากการลงพื้นที่ของ สศท.8 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตโคขุนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ปัจจุบัน เกษตรกรมีการเลี้ยงแบบรวมกลุ่ม และเลี้ยงแบบรายเดียว ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโคขุน คือ คุณปรีชา เรืองแสง เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจากการสัมภาษณ์ คุณปรีชา บอกว่
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตและการตลาดพืชหัว 4 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ปีเพาะปลูก 2565/66 โดยข้อมูลพยากรณ์ของ สศก. คาดว่าปีนี้เนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศของกระเทียม 61,563 ไร่ หอมแดง 57,245 ไร่ หอมหัวใหญ่ 9,509 ไร่ และมันฝรั่ง 41,133 ไร่ เนื้อที่เพาะปลูกของหอมหัวใหญ่และมันฝรั่ง เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 4.29 และ 1.90 ตามลำดับ เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น ส่วนกระเทียมและหอมแดงเนื้อที่เพาะปลูกลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.38 และ 1.24 ตามลำดับ เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดี ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูง เกษตรกร จึงลดพื้นที่เพาะปลูกลง ด้านผลผลิตทั้งประเทศของกระเทียม รวม 64,891 ตัน หอมแดง 155,765 ตัน หอมหัวใหญ่ 36,479 ตัน และมันฝรั่ง 123,397 ตัน โดยผลผลิตทั้ง 4 ชนิดเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต มีปริมาณน้ำที่เพียงพอและไม่มีโรคพืชระบาด ทั้งนี้ แหล่งผลิตที่สำคัญของพืชหัวทั้ง 4 ชนิดของไทย อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะว
ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนปฏิบัติงานด้านการเกษตรของโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ซึ่งโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่า ให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติ ตามความสมดุลของระบบนิเวศ และพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของชุมชนนั้น สศก. ได้ติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการ ปีงบประมาณ 2565 พื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จันทบุรี ชลบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และระยอง พบว่านอกจากสามารถช่วยแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่าได้อย่างสมดุลแล้ว และยังช่วยด้านเศรษฐกิจ ให้เกษตรกรยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการปลูกและการแปรรูปสมุนไพร เช่น แปรรูปน้ำพริกกระวาน น้ำมันหอมระเหย ลูกประคบสมุนไพรจำหน่าย เฉลี่ย 12,924 บาทต่อครัวเรือนต่อปี สามารถลดรายจ่ายจากการนำผลผลิตที่เพาะปลูกเอง เช่น ชะอม ตะไคร้ เห็ดนางฟ้า ขมิ้น กระชาย ทุเรียน เงาะ มาบริโภคในครัวเรือน เฉลี่ย 8,884 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และลดรายจ่าย โดยการใช้มูลสัตว์ทำปุ๋
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรไทยว่า ที่ผ่านมา สศก. ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความผาสุกของเกษตรกร เป็นประจำทุกปี และใช้เป็นตัวชี้วัดของแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2565) โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกร ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขอนามัย ด้านการศึกษา ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณดัชนี เป็นข้อมูลจากการสำรวจของหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการพัฒนาชุมชน กรมป่าไม้ กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานสถิติแห่งชาติ จึงทำให้ข้อมูลล่าช้าไป 1 ปี และนำมาคำนวณโดยประยุกต์จากสูตรดัชนีความยากจนของคน (Human Poverty Index: HPI) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) อย่างไรก็ตาม การจัดทำดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในปี 2564 สศก. ได้นำมาเปรียบเทียบกับปี 2562 ซึ่งจากเดิมต้องเปรียบเทียบกับปี 2563 เนื่องมาจากสาเหตุการระบาดของโรคโควิด-19 ที่รุนแรง ทำให้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ขับเคลื่อนภาคเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) หรือการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว โดยศึกษาแนวทางเพิ่มมูลค่า วัสดุเหลือใช้จากมะพร้าวอ่อน เช่น ทางมะพร้าวใช้คลุมโคนต้นมะพร้าวอ่อนเพื่อเป็นปุ๋ย หรือนำไปหมักในท้องร่องเพื่อนำไปทำปุ๋ยใส่ต้นมะพร้าวในสวน สามารถช่วยลดค่าปุ๋ยได้ ขณะที่บริษัท/โรงคัดบรรจุมะพร้าวมีสิ่งเหลือใช้ เช่น เปลือก จั่น และทะลายมะพร้าว ฯลฯ นำไปใช้ถมที่ ส่วนเปลือกมะพร้าวนำไปแปรรูปเป็นใยมะพร้าวก่อนนำไปเป็นชีวมวลของโรงไฟฟ้า หรือนำขุยมะพร้าวผสมดินขาย และนำไปผลิตถ่านอัดแท่งขาย และได้น้ำส้มควันไม้ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่าน “ปุ๋ยจากเปลือกมะพร้าว” นำเปลือกมะพร้าว/ทางมะพร้าวมาเข้าเครื่องโม่ และนำไปหมักโดยผสมมูลไก่/มูลสุกร/มูลโค หรือผสมจุลินทรีย์ พด. และ กากน้ำตาล จนได้ปุ๋ยคอกจากเปลือกมะพร้าวเพื่อนำไปใส่ในสวนหรือขายต่อ โดยมีต้นทุนการทำปุ๋ยทั่วไปเฉลี่ยตันละ 800 บาท ขายได้ตันละ 2,000 บาท มีกำไรตันละ 658 บาท มีกำไรตันละ 1,200 บาท หากวัตถุดิบมาจากแหล่งผลิตอินทรีย์
“ไก่ดำ” ตามประวัติศาสตร์ของจีนไก่ดำถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางยาอายุวัฒนะ หรือถือว่าเป็นอาหารของฮ่องเต้เท่านั้น และยังช่วยในเรื่องการบำรุงสมองและต้านทานโรค รวมทั้งเป็นอาหารที่มีไขมันและคลอเรสเตอรอลต่ำ เมนูไก่ดำ จึงเป็นอีกหนึ่งอาหารทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ใส่ใจสุขภาพ และเลือกรับประทานอาหารที่มีสรรพคุณทางยาเสริมภูมิคุ้มกันมากขึ้น ปัจจุบัน “ไก่ดำ” หนึ่งในสินค้าเกษตรอัตลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดพิษณุโลก เป็นสินค้าทางเลือกในการสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นของจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไก่ดำสมุนไพรบ้านเชิงหวาย ตำบลตลุกเทียม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก นับเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการผลิต มีการบริหารงานและการเติบโตของธุรกิจที่ดี โดยดำเนินการผลิต แปรรูป และจำหน่ายครบวงจร ในรูปแบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก เริ่มดำเนินการปี 2559 นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เมื่อปี 2560 และโครงการขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเก
