สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
ปัจจุบัน ความต้องการใช้สมุนไพรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายทั้งใช้ประกอบอาหาร ผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพ และเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง พืชสมุนไพรจึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชน บ้านห้วยร่องคำ หมู่ที่ 10 ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นกลุ่มวิสาหกิจ “ต้นแบบการผลิตสมุนไพร” ที่มีศักยภาพในพื้นที่ มีระบบบริหารจัดการแปลงที่ดี มีการวางแผนด้านการผลิตเพื่อเป็นไปตามความต้องการของตลาด รวมถึงการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้จากสมุนไพร วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเศรษฐกิจชุมชนบ้านห้วยร่องคำ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 โดยมี นางละอองฉัตร คูตะพันธุ์ เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในพื้นที่มีสมาชิกเกษตรกรและเครือข่ายรวม 55 ราย พื้นที่ปลูกรวม 105 ไร่ เนื้อที่ปลูกเฉลี่ย 1.9 ไร่/ครัวเรือน ปัจจุบัน ทางกลุ่มมีการปลูกสมุนไพรทั้งสิ้น 5 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้ ข่าตาแดง ขมิ้นชัน กระชายขาว และพริกดำมัน ผลผลิตส่วนใหญ่ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) โดยทางกลุ่มวิสาหกิจมีรายได้เฉลี่ยจากการปลูกสมุนไพรหมุนเว
“คุณพิชิต เกียรติสมพร” ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านสวนแตง ตำบลสวนแตง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกร Smart Farmer หัวก้าวหน้าที่เล็งเห็นประโยชน์ของ เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต ข้าวปทุมธานี 1 ช่วยยกระดับการผลิตข้าวแบบเดิมให้ก้าวเข้าสู่ระบบสมาร์ทฟาร์มอัจฉริยะ ทั้งทำให้การบริหารจัดการฟาร์มกลายเป็นเรื่องง่าย แก้ปัญหาการตลาดไปพร้อมกัน ตอบโจทย์ การเกษตรยุคใหม่ (Smart Farmer) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอดีต คุณพิชิตเพาะปลูกข้าวโดยใช้สารเคมีเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง แต่ได้ผลกำไรน้อย เขาจึงศึกษาวิธีและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ลดต้นทุนการผลิตข้าวและป้องกันไม่ให้มีปัญหาโรคแมลงศัตรูข้าวมารบกวนแปลงนา ปี 2562 เขาได้เข้าร่วมโครงการแนวทางการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตข้าวของสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติสุพรรณบุรี ที่ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลสวนแตง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี คุณพิชิตมีโอกาสลงมือทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะข้าวขึ้น บนเนื้อที่แปลงนาต้นแบบ 11 ไร่ โดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ค
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC) ได้เปิดตัวระบบและการอบรม เรื่อง “ระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัดและระบบคาดการณ์ผลผลิต” พร้อมทั้งสร้างความรับรู้และความเข้าใจ รวมทั้งหารือถึงแนวทางต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในอนาคต เพื่อนำข้อเสนอแนะที่ได้มาปรับปรุงการใช้งานระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรต่อไป ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภาคเกษตรไทย มีความสำคัญ ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างมาก เนื่องจากมีจำนวนแรงงานในภาคเกษตรมากถึง 12 ล้านคน หรือร้อยละ 32 ของผู้มีงานทำ นับว่าเป็นแหล่งรองรับแรงงานขนาดใหญ่ของประเทศและเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประชากร รวมทั้งมีเนื้อที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรครอบคลุมถึงร้อยละ 46 ของพื้นที่ประเทศไทย และด้วยเหตุที่เกษตรกรไทยยังมีอยู่จำนวนมากและมีความเปราะบางสูง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรแบบลงลึกถึงระดับจังหวัดจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบงาน Big Data ภาคเกษตร ระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรระดับจังหวัด นับเป็นความร่วมมือกันระ
กรมส่งเสริมสหกรณ์อัดความรู้ด้านตลาดต่อยอด โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ปี 65 วางเป้าสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร 1.2 หมื่นบาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มจากปี 64 ร้อยละ 3 นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของโครงการ (63-65) ในปี 65 จะเน้นการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งกรมตั้งเป้าว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 จากปี 64 คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าโครงการประมาณ 884 คน โดยคัดเลือกเกษตรกรในโครงการจากทุกจังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่ายร่วมแล้ว 1,122 คน งบประมาณดำเนินการ 2.5 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายเดิมกว่า 500 ราย กรมจะมุ่งสนับสนุนองค์ความรู้ รวมไปถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งจะพัฒนาต่อยอดแต่ละ Cluster โดยใช้หัวขบวนของแต่ละ Cluster เป็นหลักในการขับเคลื่อนด้านการตลาด เพื่อให้สามารถขยายเครือข่ายพันธมิตรทางการค้า ขยายตลาดในวงกว้างต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้มีการติดตามผลการดำเนินการและรายงานทุก 2 เดือนเพื่อให้โครงการมีผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของโครงการ สำหรับการจัดอบรมนั้นมาจากผลสำรวจของสำนักงา
คุณนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจและเป็นสินค้าทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจเลี้ยงในเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยพบว่าเกษตรกรมีการเลี้ยงทั้งแบบปล่อยทุ่ง และแบบขังคอกหรือแพะขุน ซึ่งการเลี้ยงแบบปล่อยทุ่งจะมีความเสี่ยงต่อการกินหญ้าที่มีสารพิษตกค้าง โรคพยาธิ และเกิดความสูญเสียแพะระหว่างการเลี้ยงสูง อีกทั้งแพะจะได้รับคุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอส่งผลต่อระยะเวลาการเลี้ยง สำหรับการเลี้ยงแบบขังคอกหรือแพะขุน แม้การลงทุนช่วงแรกจะสูงแต่เป็นการเลี้ยงที่เหมาะสมกับสภาพในปัจจุบันที่มีพื้นที่เลี้ยงแพะจำกัด อีกทั้งยังช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ โรคพยาธิ สารพิษตกค้าง และปัญหาแพะรุกเข้าไปในที่สวนไร่นา สศท.7 ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในระดับพื้นที่ เรื่อง การผลิตและการตลาดแพะขุนในพื้นที่ภาคกลางตอนบน (ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี) ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีการเลี้ยงแพะเพื่อเสริมรายได้มากขึ้น เนื่องจากแพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย กินอาหารได้หลากหลาย และใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย โดยในปี 2
นายชัฐพล สายะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2565 โดยล่าสุดคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้ติดตามข้อมูลการพยากรณ์ไม้ผลตะวันออก ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด (จันทบุรี ระยอง ตราด) คาดว่าจะมีประมาณ 1,139,393 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน 900,126 ตัน (เพิ่มขึ้น 239,267 ตัน หรือร้อยละ 27) เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย ช่วงปลายปี 2564 เริ่มหนาวเย็นเร็ว ส่งผลต่อการออกดอกติดผลของไม้ผล ทั้งนี้ คาดว่าผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดได้ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องจนถึงกลางเดือนกันยายน 2565 ซึ่งผลผลิตจะออกชุกช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 สำหรับเนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 779,391 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน 743,593 ไร่ (เพิ่มขึ้น 35,798 ไร่ หรือร้อยละ 5) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 11 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 5 เงาะ ลดลงร้อยละ 3 และมังคุด ลดลงร้อยละ 1 เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนมากขึ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตาม ผลการดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทย่อยเกษตรแปรรูป ปีงบประมาณ พ.ศ. วัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าโดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและแปรรูป เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนมีการสนับสนุนต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรขั้นสูงที่มีคุณค่าเฉพาะ และผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง กำหนดจำนวนเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ 2564 เป้าหมาย 2,030 ราย ให้มีการส่งเสริมสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปีแรก (ตั้งแต่ปี 2561 – 2565) โดยมีกรมปศุสัตว์ กรมประมง และกรมการข้าว เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก จากการติดตามของ สศก. พบว่า การดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทย่อยเกษตรแปรรูป สามารถดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ 2,058 ราย (ร้อยละ 101 ของเป้าหมาย) โดยจากการสำรวจตัวอย่าง เกษตรกร 64 ราย และผู้ประกอบการ 44 ราย ในพื้นที่ 20 จังหวัด เกษตรกรนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ ส่งผลให้มูลค่าสินค้าแปรรูปเพิ่มขึ้นในภาพรวม มากกว่า 80 บาท/กิโล
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับการให้บริการสินค้าเกษตร ผ่านเส้นทางรถไฟลาว – จีน ซึ่งจะมีการเปิดตัวเดินขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ ในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความพร้อมและสามารถรองรับการให้บริการแก่ผู้ประกอบการในการส่งออก – นำเข้าสินค้าเกษตรได้ทันที หากรัฐบาลจีน และสปป.ลาว เปิดให้ใช้เส้นทางรถไฟลาว – จีน อย่างเป็นทางการ สำหรับขบวนปฐมฤกษ์ ซึ่งจะเปิดใช้เส้นทางรถไฟลาว – จีน ในวันที่ 2 ธันวาคม 2564 นั้น ในส่วนของการขนส่งสินค้า ระยะแรก จะให้บริการเฉพาะการขนส่งสินค้าเท่านั้น เน้นเฉพาะรูปแบบสินค้าเทกองของบริษัทจากจีนที่เข้าไปลงทุน ใน สปป.ลาว เช่น ยางพารา มันสำปะหลังแห้ง เกลืออุตสาหกรรม และสินแร่ เป็นต้น โดยขณะนี้ ยังมีกลุ่มสินค้าเกษตรที่ยังไม่สามารถนำเข้าไปยังจีนผ่านด่านรถไฟโม่ฮาน 8 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแช่เย็น ธัญพืช ผลไม้ สัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ต้นกล้า ไม้ซุง และสินค้าสัตว์และพืชที่มีความเสี่ยงสูง
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามประเมินผลโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งเป็นโครงการสำคัญภายใต้แผน/โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ 1 ต.ค. 63 – 31 ธ.ค. 64 วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมที่เหมาะสม และยกระดับการผลิตสินค้าคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยกลุ่มแปลงใหญ่ เสนอโครงการและแผนการใช้งบประมาณเพื่อซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร อุปกรณ์การเกษตร ปัจจัยการผลิต ตามความต้องการของกลุ่ม จำนวน 3,379 แปลง ดำเนินการใน 70 จังหวัด งบประมาณ 9,355.73 ล้านบาท ในการนี้ สศก. โดยศูนย์ประเมินผล และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ร่วมกันติดตามประเมินผลโครงการ พบว่า ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 กลุ่มแปลงใหญ่ทั้ง 3,379 แปลง ได้รับงบประมาณเพื่อจัดซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตร และปัจจัยการผลิตครบทั้ง 3,379 แปลง โดยมีกลุ่มแปลงใ
นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “ห้อม” เป็นสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นของจังหวัดแพร่ โดยจังหวัดได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน “ห้อมแพร่สู่ห้อมโลก” จึงมีแนวทางในการดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านส่งเสริมการปลูก ด้านการผลิตและแปรรูป ด้านการตลาด และด้านการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ห้อมแพร่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศภายในปี 2567 ปัจจุบันจังหวัดแพร่เป็นแหล่งผลิตห้อมที่สำคัญอันดับ 1 ของภาคเหนือ เนื่องจากห้อมเจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ปลูกที่มีอากาศหนาวเย็น ความชื้นสูง แสงรำไร และใกล้แหล่งน้ำ สำหรับห้อมเป็นพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการย้อมผ้าหม้อห้อม โดยย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งไม่ทำให้เกิดผู้สวมใส่เกิดอาการแพ้โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ และเมื่อนำห้อมเปียกมาย้อมเป็นผ้าจะมีกลิ่นหอม สีเป็นสีธรรมชาติ มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกาย นอกจากนี้ ห้อมยังเป็นสมุนไพร ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบรรเทาไข้ได้ด้วย ด้านสถานการณ์ผลิตห้อมของจังหวัดแพร่ ปี 2564 พบว่า
