อาชีพเสริม
ผู้เขียนลงพื้นที่บ้านเซี๊ยะ หมู่ที่ 4 ตำบลจุน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา เพื่อชิมอาหารและเสพบรรยากาศของ “ตูบนาคาเฟ่” ร้านอาหารเล็กๆ ตั้งอยู่กลางทุ่งนา แต่มีการจัดโซนของร้านได้งดงาม เสริมด้วยทัศนียภาพของทุ่งนาและขุนเขาเบื้องหลัง กับการบริการแบบบ้านๆ ในราคากันเอง โดยมีชาวบ้านทำเอง ขายเอง สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนบ้านเซี๊ยะ คุณนพดล อินต๊ะลาศ อายุ 30 ปี อดีตผู้จัดการบริษัทเฟอร์นิเจอร์แบรนด์เนมแห่งหนึ่ง เจ้าของ “ตูบนาคาเฟ่” เปิดเผยว่า ในสมัยวัยรุ่นคิดว่า การทำงานดีๆ เงินเดือนเยอะๆ คือความสุข ความสำเร็จ จึงพยายามเรียนและทำงานจนได้เป็นถึงผู้จัดการ เงินเดือนกว่า 50,000 บาท ส่วนภรรยาก็ใช้รถบรรทุกดัดแปลงทำร้านชาชัก โรตีหม้อ ซึ่งก็สร้างรายได้ให้มากพอสมควร แต่ก็พบว่าไม่มีความสุข มันวุ่นวาย มันไม่สงบ ใจนึกถึงแต่บ้านเกิด นึกถึงทุ่งนา จึงตัดสินใจลาออก เพื่อที่จะมีเวลาดูแลพ่อ แม่ เมื่อมาเห็นที่นาของพ่อและญาติในแปลงติดกันมีสภาพเหมาะที่จะทำเป็นแปลงเกษตรสวนผสม เพราะมีสระปลา มีผักสดสารพัดที่ปลูกไว้ แว่บแรกคือการทำอะไรสักอย่างที่สร้างรายได้ให้ตนเอง และสร้างงานในชุมชน จึงคิดทำร้านอาหารเล็กๆ ที่เน้นขายอาหาร
เห็ดขอนขาว ดั้งเดิมแล้วจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในเขตร้อนชื้น ส่วนใหญ่พบมากในภาคอีสาน เป็นเห็ดที่จะออกดอกให้เห็นในช่วงระหว่างหน้าร้อนต่อหน้าฝน หรือช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม เห็ดขอนขาวมักจะพบในขอนไม้มะม่วง หรือไม้ผุๆ ในป่า คุณรัศมี สงฆ์เจริญ เจ้าของฟาร์มเห็ดตายาย ตั้งอยู่ข้างในสนามกอล์ฟบางปะกงริเวอร์ไซด์ ซอย 6 FR36 หมู่ที่ 1 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดขอนขาวมากที่สุดคนหนึ่ง เดิมทีคุณรัศมีจบการศึกษาคณะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่สนใจการเพาะเห็ด จึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะเห็ด และผลิตก้อนเชื้อเห็ดมาเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ได้ลองผิดลองถูกมาหลายวิธี ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วหลายครั้ง แต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อ จึงเริ่มคิดวางแผนที่จะเพาะเห็ดให้สำเร็จให้ได้ “เริ่มจากเรานำเห็ดที่เราเพาะได้ไปแจกเพื่อนบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเปิดตลาดให้ชาวบ้านรู้ว่าเห็ดชนิดนี้คือ เห็ดอะไร รสชาติเป็นอย่างไร สามารถนำไปประกอบอาหารอะไรได้บ้าง หลังจากเอาไปแจกให้ชาวบ้านได้ลองทำอาหาร ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านำเห็ดขอ
ชาวบ้านบ้านขันหมู่ พื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวนยางพารา ปลูกพืชผัก และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่วนหนึ่งจะมีเวลาว่างจากอาชีพหลักในช่วงบ่าย ทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งมีแนวคิดในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จึงรวมกันจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านผลิตไข่เค็มน้ำแร่ขึ้น เพื่อสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวเสริมจากอาชีพหลัก คุณนาตยา แท่นรัตน์ ประธานกลุ่มแม่บ้านผลิตไข่เค็มน้ำแร่ บอกด้วยว่า ตนเองเป็นแม่บ้านตำรวจ ซึ่งหลังจากที่สามีย้ายมาประจำที่สถานีตำรวจภูธรนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ตนเองได้ลาออกจากบริษัทในกรุงเทพฯ มาอยู่กับครอบครัวในพื้นที่จังหวัดพัทลุง หลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่ มีแนวคิดในการสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้กับครอบครัว จึงได้ชักชวนชาวบ้านในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้สถานีตำรวจภูธรนาขยาด อำเภอควนขนุน รวมกลุ่มกันผลิตไข่เค็มน้ำแร่เพื่อสุขภาพ เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งไข่เค็มดังกล่าว ที่ทางกลุ่มผลิตขึ้นมา นับเป็นไข่เค็มเพื่อสุขภาพ โดยแบ่งการผลิตไข่เค็มออกเป็น 2 ชนิด คือ ไข่เค็มน้ำแร่ใบเตยหอม และไข่เค็มน้ำแร่จมูกข้าวสังข์หยด ส่วนวั
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน ขึ้นต้นมาก็หวานจ๋อยท้าลมร้อนกันเลยเชียว มิใช่อะไรหรอกครับ วันนี้ครึ้มอกครึ้มใจ วันหยุดสบายๆ ที่ได้หยุดสักวัน เพราะปกติในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ผมจะเดินทางไปเยี่ยมชมสวนของพี่น้องเกษตรกร หรือไม่งั้นก็ถ่ายรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกร ในวันสบายๆ เช่นนี้ ผมอยากพาท่านผู้อ่านลัดเลาะไปกินไปเที่ยวกับผม ในรูปแบบอิ่มพุง ตุงสมอง (ได้ความรู้) นัดกับ พี่สมชาย กลิ่นมะพร้าว (เคยลงในตอน สวนผสมของพี่สมชาย ฉบับเดือนธันวาคม 2560) ไว้ที่สวนคลองแปด ถนนรังสิต-นครนายก ภาพอันชินตาสำหรับการขับรถไปในพื้นที่นี้ก็คือสวนส้ม สวนกล้วย และนาหญ้า ปัจจุบัน สวนส้มเริ่มทิ้งร้าง เกษตรกรก็ต้องปรับตัว จึงมีสวนผลไม้อื่นๆ ผุดขึ้นอีกมากมาย ฝรั่ง มะม่วง มะนาว กล้วยหอม บางสวนก็เป็นสวนเกษตรผสมผสาน บางสวนก็ผลิตกล้าไม้จำหน่าย เรียกว่าปรับตัวตามกระแสไปด้วย อะไรที่ดี ที่ขายได้ ที่มีคนสนใจก็ต้องผลิตออกมาสู่ท้องตลาดกัน และก็ไม่นานเช่นกันทุกอย่างก็ล้นตลาด ราคาตก ตัดทิ้งปลูกชนิดใหม่ วนเวียนกันอยู่เป็นวงจรเช่นนี้ อุตส่าห์เกริ่นว่าเป็นวันสบายๆ ก็ขอเล่าแบบสบายๆ ดีกว่าครับ ไม่มีอะไรมา
ชาฮกเกี้ยน หรือ ต้นชาดัด เป็นไม้ทรงพุ่มที่มีลำต้นตรงแตกกิ่งก้านสาขาจำนวนมาก กิ่งเมื่อแตกจากลำต้นแล้วจะมีลักษณะเป็นพุ่มที่มีใบอยู่อย่างหนาแน่น ใบมีขนาดเล็กมันเงาและหนา เรียงสลับ ออกเป็นกระจุกสั้นๆ ตามกิ่ง ขอบใบหยัก ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มมีหนามเล็กๆ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่งสวน หรือนำมาปลูกให้เป็นทรงพุ่ม รวมทั้งเป็นไม้แนวรั้วบ้านเป็นกำแพง นอกจากนี้ ยังมีการนำมาดัดแปลงโดยให้ยอดของชาฮกเกี้ยนค่อยๆ เลื้อยเกาะกับโครงเหล็กที่ดัดเป็นรูปทรงต่างๆ เพื่อให้มีรูปทรงที่แปลกตา จึงเป็นที่สนใจของผู้ที่ต้องการซื้อไปประดับตกแต่ง คุณสำราญ ขาวจันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 2 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่มองถึงความพิเศษของไม้ประดับชนิดนี้ แม้จะดูเหมือนไม่ใช่พรรณไม้ที่มีราคาแพงมากนัก แต่ด้วยมีวิธีการคิดต่อยอดการขาย คือนำมาปลูกเลี้ยงโดยให้ไม้เกาะไปกับโครงเหล็กที่ดัดไว้ จึงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไม้และเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากขึ้น ซึ่งเธอบอกว่าไม้ประดับชนิดนี้ถือเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้กับเธอได้อย่างดี อาชีพหลักทำนา ปลูกชาฮกเกี้ยนเสริมรายได้ คุณสำราญ เล่าให้ฟังว่า
หากใครทำฟาร์มเห็ดอยู่แล้ว สามารถหารายได้เสริมได้โดยนำมูลเห็ด หรือมูลดินที่เหลือใช้จากการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนมาผลิตเป็นดินสำหรับปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป เช่นเดียวกับ นางศิริกานต์ ธาตุมณี เกษตรกรบ้านโพนธาตุ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านว่าน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ผู้ผลิตดินปลูกต้นไม้ภายใต้ชื่อ “ศิริกานต์” และ “ศิริชัย” ที่มียอดจำหน่ายกว่า 20,000 ถุง/เดือน จุดเริ่มต้นของกิจการแห่งนี้ เกิดจากเกษตรกรรายนี้ ทำกิจการเพาะเห็ดและมีดินที่เหลือจากการเพาะเห็ดจำนวนมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จึงทดลองนำไปใส่อ้อย ข้าว ปรากฎว่าได้ผลดี จึงลองผิดลองถูก สร้างมูลค่าเพิ่มวัตถุดิบเหลือใช้ได้จนได้สูตรดินปลูกที่ลงตัวและได้ผลดีมากที่สุด นำดินปลูกต้นไม้ไปจำหน่ายตามร้านขายพันธุ์ไม้ ระยะแรกแนะนำสินค้าเข้าสู่ตลาดโดยให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้าก่อน 10 ถุง หากใช้แล้วพืชผักโตเร็ว ใบเขียวนาน ค่อยโทร.ติดต่อกลับมา พร้อมแจกนามบัตรตามร้านไว้ทุกร้านในเขตอำเภอท่าบ่อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอบ้านผือ น้ำโสม และนายูง จังหวัดอุดรธานี กลยุทธ์บุกตลาดวิธีนี้ได้ผลตอบรับที่ดี ทำให้มีฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเรื
ประเทศไทยนั้น มีพื้นที่ปลูก “ข้าว” ทั่วทุกภาคมากกว่า 60 ล้านไร่ (ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 63) ซึ่งปกติการทำนาจะทำในรูปแบบเกษตรเชิงเดี่ยว แต่หากเกษตรกรลองใช้เวลาระหว่างรอผลผลิต ปลูก “พืชระยะสั้น” ปรับรูปแบบการทำเกษตรเป็นเกษตรผสมผสาน เชื่อหรือไม่ว่าแค่พื้นที่เหลือตามหัวไร่ปลายนา ก็อาจสร้าง “รายได้เสริม” หลักหมื่นได้อย่างคาดไม่ถึง คุณเริงฤทธิ์ แสงเงิน ต.มาบแก อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ หรือ คุณฤทธิ์ วัย 30 ปี เป็นเกษตรกรทำนาบนพื้นที่ 30 ไร่ ที่ได้เริ่มมองหาลู่ทางใหม่ในการสร้างรายได้เสริม โดยตั้งต้นจากพื้นที่โคกปลายนาประมาณ 1-2 ไร่ ลองปลูก “แตงร้าน” ควบคู่ไปกับการทำนา เพราะมองว่าเป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 38-45 วัน และเหมาะกับพื้นที่ที่มีน้ำไม่มากนัก ทั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นอาชีพเสริม แต่ก็ต้องศึกษาอย่างจริงจัง เพราะกว่าจะเริ่มปลูกแตงร้าน คุณฤทธิ์ ได้ไปเป็น “ลูกมือ” พี่สาวที่มีประสบการณ์อยู่พักใหญ่ จากนั้นได้นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้เข้ากับการเรียนรู้ของตนเอง จนสามารถปลูกแตงร้านได้ผลผลิตสูงถึง 8-10 ตัน/ไร่ สร้างรายได้เฉลี่ย 30,000-50,000 บาท ทั้งนี้ คุณฤทธิ์ บอกว่า สำ
การขุนวัวเป็นอาชีพเสริม ที่น่าสนใจแถมสร้างรายได้ที่ดี ใครสนใจตามไปดูกันเลย เกษตรกรบางรายมีงานประจำอยู่แล้ว กำลังมองหาอาชีพเสริมไปด้วย ขอแนะนำการเลี้ยงโคขุน เป็นอาชีพเสริม รายได้เสริม เริ่มต้นก็ลงทุนกับเรื่องคอกวัวแบบถาวรไปเลยเพราะเห็นว่าการขุนวัวน่าจะเป็นอาชีพเสริมที่ดี เริ่มจากค่อยเป็นค่อยไป ลงทุนขุนวัวจำนวนไม่มาก ครั้งละ 3-7 ตัว มากที่สุดที่เคยขุนก็แค่ 7 ตัว ตามภาวะราคาวัวในตลาด ช่วงไหนวัวราคาดี หาซื้อวัวโครงได้ง่ายก็ขุนมากหน่อย ช่วงไหนราคาแกว่ง ก็เลี้ยงโดยขุนให้น้อยตัวลง การขุนวัวก็เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง สิ่งที่มากับธุรกิจก็คือความเสี่ยง แต่จะเสี่ยงมากหรือน้อยนั้น แนะนำคำนวณราคาวัวก่อนตัดสินใจซื้อวัวเข้าขุน ก่อนจะไปจับวัวโครงเพื่อเอามาเข้าขุนที่ตอนนั้น ควรต้องรู้ราคาขายวัวขุนในช่วงนั้นก่อนจึงจะสามารถคำนวณต้นทุนและกำไรได้ เวลา ไปซื้อวัวซากหรือวัวโครงเพื่อเอามาเข้าขุน จะต้องรู้ราคาขายวัวขุนไปก่อน จากนั้นเมื่อไปถึงตลาดนัด ก็ดูวัวโครงโดยดูที่ น้ำหนัก พันธุ์ อายุ ขนาดตัว แล้วคำนวณต้นทุนดู อย่างวัวโครงหนัก 200 กว่ากิโลกรัม ต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะขุนขึ้นไปที่น้ำหนัก 450-460 กิโลกรัมได้ และเมื
คุณจิตตรา แต้มพุดซา หรือที่ลูกบ้านเรียกเธอว่า ผู้ใหญ่นาง อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพเป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งก็มีอาชีพค้าขายอยู่ด้วย ต่อมาเห็นพื้นที่บริเวณในที่ดินของเธอค่อนข้างว่าง ยังสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ต่อมาประมาณ ปี 2544 จึงได้มองอาชีพเสริมที่เกิดรายได้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับพื้นที่ของเธอเอง “ด้วยความที่เราเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ได้ฝึกอบรมเกี่ยวกับการจัดสรรเนื้อที่ให้เหมาะสม โดยแบ่งเป็นส่วนๆ ทั้งปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ซึ่งการทำอะไรแบบผสมผสาน อย่างน้อยเวลามีอะไรผิดพลาด เราก็จะไม่ขาดทุน ซึ่งช่วงนั้นการเลี้ยงวัวกระแสมาแรง เราก็เลยตัดสินใจเลี้ยงวัวด้วย” คุณจิตตรา เล่าถึงที่มาของการเลือกอาชีพเสริม ซึ่งตอนเริ่มแรกของการเลี้ยงวัว คุณจิตตรา เล่าว่า จะซื้อลูกวัวมาเลี้ยงเอง มีทั้งพันธุ์บราห์มัน บราซิล และพันธุ์อื่นๆ ที่นิยมของตลาดมาเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์เอง ซึ่งการที่จะให้ลูกวัวเติบโตเต็มวัยจนสามารถผสมพันธุ์ได้นั้น ต้องใช้เวลาเลี้ยงกันอย่างน้อย 18 เดือน เลยทีเดียว “ช่วงนั้นเราก็จะเลี้ยงผสมลูกเอง ใช้พ่อพันธุ์เรา ต่อม
ลำไย เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล มีพื้นที่เพาะปลูกในประเทศกว่า 1.10 ล้านไร่ แหล่งเพาะปลูกส่วนใหญ่กว่า ร้อยละ 81 อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ แถบจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา และน่าน ที่เหลือกระจายอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จันทบุรี สมุทรสาคร เป็นต้น ปัจจุบัน ผลผลิตลำไยส่วนใหญ่ถูกส่งออกในลักษณะลำไยสด ลำไยอบแห้ง ลำไยแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ลำไย ฯลฯ ไปยังตลาดคู่ค้าหลักคือ จีน อินโดนีเซีย ฮ่องกง เวียดนาม แคนาดา มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศมากกว่าปีละหมื่นล้านบาท ทำให้เกษตรกรรายเก่าและรายใหม่สนใจที่จะลงทุนทำสวนลำไยเพื่อป้อนตลาดส่งออก อย่างไรก็ตาม ลำไย เป็นไม้ผลที่ต้องใช้ระยะเวลาปลูกนานพอสมควร ดังนั้น ระหว่างที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 4 ขึ้นไป เกษตรกรสามารถหารายได้เสริมในสวนลำไยได้หลายช่องทาง เช่น ปลูกผักหวานออกจำหน่าย โดยเริ่มจากขุดหลุมและรองก้นหลุมด้วยขี้วัว ปลูกผักหวานในระยะห่าง ประมาณ 1.5×2 เมตร จะปลูกผักหวานได้ 500 ต้น ต่อไร่ หากปลูกในระยะห่าง 2×2 เมตร จะได้ 400 ต้น ต่อไร่ ดูแลให้น้ำต้นผักหวานอย่างสม่ำเสม
