อ้อย
คุณสุทัศน์ ตันมงคลกาญจน เกษตรกรไร่อ้อย อยู่บ้านเลขที่ 65/2 หมู่ที่ 5 ตำบลอุโลกสี่หมื่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเกษตรกรไร่อ้อย ปลูกอ้อยมาแล้ว 50 ปี มีไร่อ้อย 100 ไร่ ซึ่งยังไม่รวมกับลูกไร่ จุดเริ่มต้นของการปลูกอ้อย คุณสุทัศน์เล่าว่า ก่อนที่ตนเองจะมาทำไร่อ้อย ได้ยึดการทำไร่ยาสูบยาเส้นมาก่อน ซึ่งมีประมาณ 50 ไร่ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำ เพราะพื้นที่ปลูกสภาพดินไม่มีความสมบูรณ์ ไม่สามารถปลูกได้ ปลูกไปก็ได้ผลผลิตไม่สวย จึงหันมาปลูกอ้อยแทน ขอนแก่น 3 พันธุ์อ้อยให้ผลผลิตดี สำหรับพันธุ์อ้อยที่เลือกปลูก คุณสุทัศน์ ตันมงคลกาญจน บอกว่า เลือกเป็นพันธุ์อ้อยขอนแก่น 3 ตอนนี้มีอ้อยพันธุ์ใหม่ แต่ยังไม่ได้ทดลองปลูก เพราะฉะนั้นที่ปลูกตอนนี้ มีพันธุ์ขอนแก่น 3 เพียงอย่างเดียว สภาพดินปนทราย เหมาะสมกับการทำไร่อ้อย ดินที่เหมาะต่อการปลูกอ้อย คือ ดินปนทราย เพราะหากเป็นดินที่เหนียวเกินไปอาจทำให้ได้ผลผลิตที่ไม่ดีนัก ดินปนทรายเมื่อปลูกแล้วอ้อยจะแตกกอได้ง่าย หากเป็นดินเหนียวเมื่อเนื้อดินแห้งไวอ้อยจะขึ้นยาก “สภาพดินตอนนี้ถือว่าดีทีเดียว แต่ต้องใส่ปุ๋ยมากหน่อย ปุ๋ยอินทรีย์บ้าง ปุ๋ยเคมีบ้าง ผสมกันไป ต้องรออากาศด้วย ฝน
“อ้อยคั้นน้ำ” หรือ “น้ำอ้อยสด” ที่บรรจุในขวดแช่เย็นไว้ดื่มยามอากาศร้อน ยามร่างกายเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหรือการเดินทาง น้ำตาลจากน้ำอ้อยสดๆ สามารถทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นได้ทันทีที่ดื่ม “อ้อย” เป็นพืชทนแล้งที่ใช้น้ำน้อย บางพันธุ์นำผลผลิตส่งโรงงานแปรรูปเป็นน้ำตาล บางพันธุ์เหมาะจะนำมาบริโภคสด ด้วยการหีบเป็นน้ำอ้อยสดพร้อมดื่ม การปลูกอ้อยมีทั้งปลูกแบบสวนหลังบ้านและปลูกในเชิงการค้า อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยยกระดับรายได้สู่ความมั่นคง “อ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี50” มีลักษณะลำต้นสีเขียวอมเหลือง ลำปล้องทรงกระบอก หัวท้ายเสมอค่อนข้างยาวถึงยาวมาก ไม่มีร่องหรือรอยบุ๋มบริเวณตาหรือข้อ อายุเก็บเกี่ยว 8-10 เดือน หลังปลูก ซึ่งถือว่าเป็นระยะให้น้ำ คุณภาพและปริมาณมากที่สุด สามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศและปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศตามท้องถิ่นได้ดี เจริญเติบโตเร็ว อัตราการแตกกอดี แตกได้มาก 12,000-12,500 ลำ ต่อไร่ มีความต้านทานโรคแส้ดำ โรคราใบขาว โรคลำต้นหรือไส้เน่าแดงและหนอนกออ้อยได้ดี คุณศิวาพัชร์ มั่นคงจรัลศรี อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 10 ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ปัจจุบัน ทำการเกษตรแบบผสม
ยังสร้างความประหลาดใจให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจในอาชีพเกษตรกรรม สำหรับการทำการเกษตรของเกษตรกรนอกกรอบ อย่างลุงไสว ศรียา ผู้ที่มีเทคนิคการทำการเกษตรแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่เห็นแล้วต้องอึ้ง ไม่ว่าจะเป็นปลูกพริกกลับหัว ทำให้ได้ผลผลิตเร็วและปริมาณมาก ปลูกต้นไม้ 1 ต้น แต่ได้ผลผลิต 15 อย่าง การนำหินถ่วงบวบให้ผลยาว หรือแม้แต่การเพิ่มมูลค่าให้กับไม้ผลด้วยการจับใส่ขวดแก้ว ไม่หมดเพียงเท่านี้ครับ ล่าสุด ลุงไสว โชว์ผลงานต้นพีวีซีที่สูงชะลูด ซึ่งหลายคนก็เกิดความสงสัยว่า ลุงไสวแห่งสวนศรียา แกบ้าจนถึงขั้นปลูกท่อพีวีซีเลยเชียวหรือ แต่เมื่อได้รับการไขข้อข้องใจจากลุงไสวจนกระจ่าง ก็ต้องยกนิ้วให้ในความคิดสุดโต่งของแกจริงๆครับ ลุงไสวเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเคยไปดูงานที่ไร่อ้อย แล้วเห็นว่าต้องปลูกกันเป็นร้อยเป็นพันไร่ถึงจะทำเงินได้ แต่การปลูกเยอะก็ต้องลงทุนเยอะ ลุงไสวเลยเกิดไอเดียว่า งั้นก็ปลูกน้อยต้น แต่ให้ได้ลำอ้อยที่ยาวไปเลยน่าจะดี เลยคิดนำท่อพีวีซีมาสวมครอบลำอ้อยที่เพิ่งแตกหน่อ เมื่อหน่ออ้อยมองเห็นแสงสว่างที่ปลายท่อ ก็จะรีบโตพุ่งขึ้นหาแสงสว่าง พอลำอ้อยโตพ้นปลายท่อ ก็เสริมความยาวท่อขึ้นไปอีกเรื่อยๆ จนได้ลำอ
นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 เห็นชอบโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ภายใต้กรอบวงเงินจำนวน 6,500 ล้านบาท ในอัตราไม่เกิน 50 บาท ต่อตันอ้อย รายละไม่เกิน 5,000 ตันอ้อย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สอน.เสนอนั้น วันที่ 26 เม.ย.นี้จะเริ่มจ่ายเงินรอบแรกผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ของชาวไร่อ้อยคู่สัญญาแต่ละรายโดยตรง “ขณะนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณรอบแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะจ่ายชาวไร่ใน วันที่ 26 เม.ย. นี้ ซึ่งมีปริมาณอ้อยที่ขอรับความช่วยเหลือตั้งแต่วันที่โรงงานเปิดหีบ จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2562 จำนวน 61,460,684 ตัน สำหรับจ่ายให้แก่ชาวไร่อ้อยคู่สัญญาที่ขอรับความช่วยเหลือตามสิทธิ์จำนวน 134,465 ราย เป็นเงินจำนวน 3,073,034,245 บาท” นางวรวรรณ กล่าว สำหรับการจ่ายเงินรอบถัดไปคิดตามปริมาณอ้อยที่เข้าหีบ ตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จนถึงวันสุดท้ายของการหีบอ้อย ซึ่งคาดว่าในฤดูการผลิต ปี 2561/2562 จะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 131 ล้านตัน
ก.อุตฯ เตรียมนำเสนอ ครม. พิจารณามาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้อย่างเป็นระบบ ตั้งเป้า 3 ปี ตัดอ้อยสด 100% พร้อมระบุโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต (50 บาท ต่อตันอ้อย) เริ่มจ่ายเงินรอบแรกภายในเดือนเมษายนนี้ นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมนำเสนอเรื่องเข้า สู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ในภาพรวมทั้งระบบ ประกอบด้วยมาตรการทางกฎหมายโดยจะมีการออกระเบียบให้ทันในฤดูการผลิตปี 2562/2563 กำหนดให้โรงงานน้ำตาลจะรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 30% ต่อวัน สำหรับในฤดูการผลิตปี 2563/2564 โรงงานน้ำตาลจะรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และในฤดูการผลิตปี 2564/2565 จะลดปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบเพียง 0-5% ต่อวัน ซึ่งจะทำให้อ้อยไฟไหม้หมดไปภายใน 3 ปี นับจากนี้ ทั้งนี้ การดำเนินการลดปริมาณอ้อยไฟไหม้จำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในการสนับสนุน รถตัดอ้อย ซึ่งได้ดำเนินการเสนอโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร (ระยะที่ 2) โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส
เอกชนรับลูกรัฐ พร้อมส่งรถตัดอ้อยป้อนตลาด ลดปัญหา PM 2.5 ปลุกตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรคึกคัก คาดโต 10-15% ช่วยลดต้นทุนนำเข้า 30-50% เอกชนรับลูกรัฐพร้อมส่งรถตัดอ้อย – นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกรณีสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เร่งประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติสินเชื่อ 6,000 ล้านบาท กรอบเวลา 3 ปี (2562-64) เพื่อซื้อรถตัดอ้อย ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรมีความพร้อมในการผลิตเครื่องตัดอ้อยรองรับนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนให้ชาวไร่อ้อยใช้เครื่องตัดอ้อยแทนการเผา เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองที่กำลังเป็นปัญหามลภาวะทางอากาศของประเทศ และช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเครื่องจักรราคาสูงได้ 30-50% ทั้งนี้ นอกจากมาตรการสนับสนุนและจัดหาอุปกรณ์เครื่องจักรกลตัดอ้อยในลักษณะโครงการเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นทุนในการจัดซื้อเครื่องตัดอ้อยแทนการเผาให้กับเกษตรกรจะช่วยแก้ปัญหามลพิษแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อย ช่วยลดต้นทุนค่าแรงงาน เนื่องจากชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็กและขนาด
อ้อย เป็นอีกพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรไทยหลายพื้นที่นิยมปลูก ขั้นตอนการดูแลไม่มีอะไรยุ่งยากในช่วงที่รอผลผลิตเจริญเติบโต แต่จะมีปัญหาในเรื่องของการเก็บเกี่ยวบ้างในระยะหลังมานี้ เพราะขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อยส่งขายให้กับโรงงาน ทำให้เกษตรกรมีการปรับตัวรวมกลุ่มทำเป็นอ้อยแปลงใหญ่ เพื่อให้สมาชิกภายในกลุ่มได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งในเรื่องของแรงงานและการแก้ปัญหาต่างๆ ส่งผลให้ชาวไร่อ้อยเกิดความเข้มแข็งส่งต่อเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปยังลูกหลาน คุณวีนัด สำราญวงศ์ เกษตรกรไร่อ้อย อยู่บ้านเลขที่ 141 หมู่ที่ 13 ตำบลหินโคน อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ยึดอาชีพทำไร่อ้อยเป็นงานหลักสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้ตออ้อยเดิมมาเป็น 10 กว่าปี พร้อมทั้งเน้นตัดอ้อยแบบต้นสดจำหน่าย ทำให้ใบอ้อยที่เหลือจากการตัดนำมาเป็นปุ๋ยอยู่ภายในแปลง สามารถลดต้นทุนการผลิตจำหน่ายอ้อยได้ผลกำไรงามทีเดียว คุณวีนัด เล่าให้ฟังว่า กว่าที่จะมาเป็นเกษตรกรไร่อ้อยเหมือนเช่นทุกวันนี้ ในสมัยก่อนได้ไปเป็นลูกจ้างใช้แรงงานอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาถึง 10 ปี เมื่อมีโอกาสกลับมาอยู่ประเทศไทยก็ได้มีครอบครัว ซึ่งในขณะนั้นครอบครั
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่หลายพื้นที่ในประเทศไทยได้ประสบกับปัญหามลภาวะเป็นพิษ pm2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงปัญหาไฟป่าที่ลุกลามไหม้ตามสถานที่ต่างๆ เป็นวงกว้าง จนทำให้หลายพื้นที่ประกาศคำสั่งห้ามเผาตอซังข้าว รวมถึงห้ามเผาอ้อย แต่ก็ไม่ได้รับความใส่ใจจากเกษตรกรสักเท่าใด จนกระทั่งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการจับกุมดำเนินคดีและขอความร่วมมือโรงงานผลิตน้ำตาลในการหักค่าปนเปื้อนจากการเผา ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวด้วยการจ้างรถตัดอ้อยหรือหาแรงงานเพื่อตัดอ้อยสดส่งโรงงานทดแทนการเผาใบอ้อยก่อนตัด แต่จากคำสั่งดังกล่าวก็ได้เริ่มส่งผลกระทบกับเกษตรกรเนื่องจากทางภาครัฐไม่ได้มีมาตรการรองรับในจุดนี้ก่อนจะออกคำสั่ง ซึ่งจากปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการเล็งมาที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยซึ่งจะมีการเผากันมากในช่วงเวลานี้ว่าเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหามลพิษโดยมีการระบุสาเหตุของฝุ่นมาจากกิจกรรมการเผาของเกษตรกร จนทำให้ชาวไร่อ้อยกลายเป็นจำเลยของสังคมไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่สอบถามถึงสาเหตุจำเป็นในขั้นตอนการเก็บผลผลิตของเกษตรกรพบว่าชาวไร่อ้อยหลายรายยังคงใช้วิธีการเผาใบอ้อ
ปัจจุบัน การปลูกอ้อยเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากในหมู่เกษตรกรที่กำลังเริ่มต้นใหม่ ถือเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หากมีการจัดการที่ดีและละต้นทุนการผลิต การปลูกอ้อยของเกษตรกรในพื้นที่ ตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ นั้นถือว่าสร้างรายได้เป็นลำดับต้นๆ ของจังหวัดไร่ ซึ่งอ้อย 700 ไร่ ของ คุณทองแดง แดนดี เกษตรกรอยู่บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เริ่มต้นปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด จนสุดท้ายผันตัวเองเข้ามาอยู่ในพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อย ที่ทำรายได้จนมีที่ดินทำกิน 700 ไร่ มาถึงทุกวันนี้ คุณวิไลลักษร์ พุฒนอก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ของอำเภอหนองกี่นี้ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม เกษตรกรจึงยึดอาชีพชาวไร่เป็นหลัก ทั้งนี้ ไร่อ้อยของ คุณทองแดง แดนดี ซึ่งเป็นที่ดินอยู่บนเนินเขา ทำให้เธอเลือกที่จะมาปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากสภาพพื้นที่การทำการเกษตร อย่างการปลูกอ้อยของตำบลหนองกี่ ห่างจากโรงงานผลิตน้ำตาลเพียงแค่ 2 กิโลเมตร จึงอำนวยความสะดวกในด้านการขนส่งอีกด้วย “สำหรับไร่อ้อยของคุณทองแดง เป็นไร่ที่มีการแบ่งพื้นที่ปลูกอยู่ 3 ส่
นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า จากการสำรวจปริมาณอ้อยไฟไหม้ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณอ้อยไฟไหม้ฤดูการผลิต ปี 2560/2561 และฤดูการผลิต ปี 2561/2562 ณ วันหีบที่ 70 ของฤดูการผลิต มีปริมาณอ้อยไฟไหม้ลดลงถึง 4% โดยอ้อยไฟไหม้ของฤดูการผลิต ปี 2560/2561 มีปริมาณ 37,357,786 ตัน คิดเป็น 60% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด ส่วนอ้อยไฟไหม้ในฤดูการผลิต ปี 2561/2562 มีปริมาณ 34,628,902 ตัน คิดเป็น 56% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ นางวรวรรณ กล่าวว่า ล่าสุดผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ร่วมกับ สมาคมชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และเกษตรกร ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ จับมือรณรงค์ไม่ให้เก็บเกี่ยวอ้อยด้วยวิธีการเผาไร่อ้อยก่อนตัดส่งเข้าโรงงานน้ำตาล และให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการเผาอ้อยหลายจังหวัด อาทิ กาญจนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น และอุดรธานี เพื่อแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ รวมทั้งให้ความรู้เรื่องโทษของฝุ่น PM 2.5 การตัดอ้อยเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยจำนวนมาก เพื่อ
