เกษตรยั่งยืน
หากพูดถึงการเลี้ยงหมู หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “หมูอุตสาหกรรม” ที่เน้นความรวดเร็วและปริมาณ หรือขยับมาสายรักสุขภาพหน่อยก็จะเป็น “หมูอินทรีย์” ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมี แต่เคยได้ยินชื่อ “การเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิก” กันบ้างไหม ถ้ายังไม่คุ้น วันนี้ ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบการเลี้ยงหมูที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าหมูอินทรีย์ทั่วไป และเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาในกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน หากจะพูดถึงต้นแบบของการเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิกในเมืองไทย ชื่อของ “หมอฟิวส์-วานิชย์ วันทวี” ผู้ก่อตั้ง ว.ทวีฟาร์ม ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าระบบนี้สำเร็จได้จริง หมอฟิวส์คือสัตวบาลคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้เดินทางไปฝึกงานที่เยอรมนี และได้ซึมซับแนวคิดการทำเกษตรกรรมยั่งยืนแบบยุโรปอย่างลึกซึ้ง เมื่อกลับมาบ้านเกิด เขาจึงไม่เพียงแค่มาสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แต่มาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า “เกษตรกรต้องไม่มองว่าตัวเองเป็นแค่เกษตรกร แต่ต้องมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจเกษตร” หมอฟิวส์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์ม
หลายคนคงพอได้ยินเรื่อง คาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพรินต์ หรือ Net Zero กันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรับมือกับปัญหาโลกร้อน เพื่อคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายคนที่อาจยังไม่เข้าใจชัดเจน หรือยังนึกภาพไม่ออกว่า เรื่องเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตประจำวัน ภาคการเกษตร และภาคธุรกิจของเราอย่างไรในอนาคต ทั้งที่ในวันนี้ หลายประเทศและหลายบริษัททั่วโลก เริ่มนำเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนมาเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ของการค้า การลงทุน และการทำธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก รวมถึงเกษตรกรไทยในอนาคตด้วย ดร.อัมพร โพธิ์ใย นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตลาดคาร์บอน (DIT) กล่าวบรรยายในหัวข้อ “จาก ERP สู่ Net Zero ทางลัดการคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติ” ภายในงาน NAC 2026 (NSTDA Annual Conference 2026) ว่า ปัจจุบันเรื่อง Net Zero ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของภาคธุรกิจและการค้าโลก โดยอธิบายว่า “Net Zero” หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็
หลายคนอยากทำ เกษตรยั่งยืน เพราะเชื่อในแนวคิด “ปลูกแบบปลอดภัย ทั้งต่อคนปลูกและคนกิน” แต่พอลงมือทำจริงกลับพบว่า…ไม่ง่ายอย่างที่คิด มีทั้งเรื่องต้นทุนสูง ปัญหาการผลิต การตลาดไม่แน่นอน และเครือข่ายสนับสนุนไม่พอ ทำให้หลายรายต้องถอย หยุดปลูก หรือกลับไปใช้วิธีเดิม บทความนี้สรุป 4 เหตุผลใหญ่ที่ทำให้หลายคนไปไม่รอด พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด และเสนอแนวทางพัฒนาสู่โมเดล Social Enterprise (SE) ที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรรมยั่งยืน คือ ระบบเกษตรที่ครอบคลุมวิถีชีวิตเกษตรกร กระบวนการผลิต และการจัดการทุกรูปแบบเพื่อให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ ซึ่งนำไปสู่การพึ่งตนเองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งการเปลี่ยนจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเดิม ให้มีความหลากหลายมากขึ้น หรือการลดใช้สารเคมี จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตรได้ 1. ปลูกแล้วเจอปัญหาจนท้อ เพราะขาดความรู้–ขาดประสบการณ์–ขาดพี่เลี้ยง นี่คือสาเหตุแรกที่เกษตรกรจำนวนมากเจอ เช่น ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ เกษตรกรเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ปีแรก ใช้ปุ๋ยหมักไม่พอ คุณภาพดินยังไม่ฟื้น กลายเป็นผล
ปลายปีนี้เทศกาลข้าวสุดยิ่งใหญ่ Thailand Rice Fest 2025 กลับมายกระดับวงการข้าวไทยอีกครั้ง พร้อมตอกย้ำบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ นักวิชาการ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปได้มาพบกัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตของข้าวไทยอย่างรอบด้าน ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษมากมายโดยปีนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการข้าวมากมายมาร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์บนเวทีเสวนา ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ได้รับความสนใจในงานคือเสวนาหัวข้อ “Carbon Farming ในการผลิตข้าว: โอกาสและแนวทางสำหรับชาวนา” โดย ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชาวนาไทยเป็นกำลังสำคัญในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ผ่านการทำนาในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Carbon Farming และเกษตรฟื้นฟู ข้าว ดิน และเกษตกร พลังสำคัญในการลดโลกเดือด ศ.ดร.พูนพิภพ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากมาย เนื่องจากระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมาสูงขึ้นจนทำลายสถิติในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีข่าวดีจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ชี้ตรงกันว่า พืชและ
ปัจจุบันที่ดินคือสินทรัพย์หายาก และมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ การครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นร้อยไร่สำหรับการเกษตรจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตเมืองและแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องทำเพื่อเป็นทางรอด และต้องหาโอกาสสร้างมูลค่าจากพื้นที่น้อยๆ ของเราให้ได้ ไร่สุขพ่วง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทำเกษตรผสมผสานที่ประสบความสำเร็จแม้มีพื้นที่จำกัด แต่สามารถบริหารจัดการและสร้างประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ก็คงไม่เกินจริง พอต-อภิวรรษ สุขพ่วง ผู้สร้างอาณาจักรไร่สุขพ่วง ที่เนรมิตรพื้นที่ 25 ไร่ ให้มีทุกอย่างครบครันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อุดมไปด้วยป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัย ไร่สุขพ่วงจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ขนาดพื้นที่ แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการอย่างเข้าใจธรรมชาติและพอเพียง คุณพอตเล่าว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ไร่สุขพ่วงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน ทั้งปริมาณน้ำฝนที่ลดลง และอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำใ
ในวันที่สภาพแวดล้อมกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมีต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน “ดิน” ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตอาหารในประเทศไทยกลับเสื่อมโทรมลงอย่างน่าเป็นห่วง มีในหลายพื้นที่ของประเทศประสบปัญหาดินแข็ง ดินทราย น้ำไม่ซึม รากพืชเดินไม่ได้ ส่งผลให้ผลผลิตลดลงทุกปี ขณะที่เกษตรกรต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อให้ได้ผลผลิตเท่าเดิม ในท่ามกลางความเปราะบางของผืนดินนี้ มีเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาชวนให้ “เริ่มต้นใหม่กับธรรมชาติ” เสียงของ คุณเจน-เจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ หรือที่รู้จักกันดีในช่องทางออนไลน์ “น้องเจนทำฟาร์ม” อินฟลูเอนเซอร์สาวผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “เกษตรฟื้นฟู” (Regenerative Agriculture) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยเป้าหมายไม่ใช่เพียงปลูกให้ได้ผลผลิต แต่คือการปลูกเพื่อให้ธรรมชาติมีชีวิตอีกครั้ง เกษตรฟื้นฟู คืออะไร? ทำไมต้องเริ่มตอนนี้ คุณเจน เล่าว่า “เกษตรฟื้นฟู” คือแนวทางการทำเกษตรที่ไม่เพียงเลิกใช้สารเคมี แต่ไปไกลกว่านั้น คือการคืนชีวิตให้ระบบนิเวศในดินกลับมาทำงานอีกครั้ง แนวคิดนี้เกิดจากการตระหนักว่าระบบการผลิตอาหารในปัจจุบัน กำลังทำลายทรัพยากรพื
ลุ่มน้ำแม่กวง แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่มายาวนาน มีอาณาเขตครอบคลุมตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตำบลเทพเสด็จ ตำบลป่าเมี่ยง ตำบลเชิงดอย ตำบลลวงเหนือ ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด และตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งปลูกกาแฟอราบิก้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญปัญหาปริมาณและคุณภาพผลผลิตกาแฟที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างปรากฏการณ์เอนโซ่ (เอลนีโญและลานีญา) และข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีของเกษตรกรในการพัฒนากาแฟให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด นายสุริยนต์ สูงคำ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และคณะวิจัยโครงการนวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับมูลค่ากาแฟพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนเกษตรกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่-เชียงราย โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จึงนำเทคโนโลยีพร้อมใช้และองค์ความรู้ที่เหมาะสมผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน เพ
ในยุคปัจจุบันที่เริ่มขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร ขณะที่ความต้องการผลผลิตกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เทคโนโลยี” จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตรยุคใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตอย่างยั่งยืน อย่างที่เราทราบกันดีว่า ปัจจุบันโลกการเกษตรได้พัฒนาไปไกลกว่าสมัยก่อนมาก การนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อช่วยดูแลพืชผลตามไร่ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น แคนาดา ที่ล่าสุดได้เริ่มทดลองใช้หุ่นยนต์นวัตกรรมเพื่อการเกษตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเกษตรสุดล้ำที่ช่วยเกษตรกรดูแลแปลงเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงงานและเวลาเท่านั้น แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังเป็นที่จับตามองคือ หุ่นยนต์เกษตรอัจฉริยะ “Solix” ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทเทคโนโลยีเกษตรระดับโลก Solinftec โดยมีเป้าหมายหลักในการช่วยเกษตรกรตรวจสอบและรายงานการเติบโตของพืชผลอย่างแม่นยำ เป็นหุ่นยนต์ Agribot ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งลักษณะของหุ่นยุนต์ Solix ตัวเครื่องจะมีล้อขนาดเล็ก 4 ล้อ เพื่อใช้ในการเคลื่อนตัว โดยโครงสร้างจะยกพื้นสู
10 ปี เลมอนในเมืองไทย จากพืชทดลองสู่พืชทำเงิน จากจุดเริ่มต้นในปี 2558 “คุณอ้อย–ดรุณี วัฒน์นครบัญชา” เจ้าของสวนพสุธารา จ.ราชบุรี ทดลองปลูกเลมอนเพียงไม่กี่ต้น ก่อนขยายสู่สวนใหญ่กว่า 5,000 ต้น มีเลมอนมากกว่า 10 สายพันธุ์ ที่ให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ไม่มีฤดูกาล จากผลผลิตที่เคยถูกทิ้ง สู่การสร้างแบรนด์เชื่อมโยงตลาดผลสด การแปรรูป น้ำมันหอมระเหย และผลิตภัณฑ์สุขภาพ วันนี้พสุธาราไม่ได้เป็นเพียงสวนเกษตร แต่คือ “รางวัลชีวิต” ของคุณอ้อย ที่เปลี่ยนจากการต่อสู้กับโรค SLE มาสร้างวิถีชีวิตที่บริสุทธิ์ และต้นแบบเกษตรยั่งยืน Zero Waste อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ “พสุธารา” ปลูกเลมอนอินทรีย์ครบวงจร ที่เปลี่ยนชีวิตเกษตรกรไทย สู่ธุรกิจมูลค่าสูง
บุกอาณาจักร “แดรี่โฮม” ฟาร์มโคนมออร์แกนิกรายแรกๆ ของประเทศไทย ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยคุณพฤฒิ เกิดชูชื่น เป็นหัวเรือใหญ่ ขับเคลื่อนแบรนด์นมออร์แกนิกชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืน ตั้งแต่การผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในเครือข่าย ทำให้วงการนี้เติบโตและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน “ต้องบอกว่าเกษตรกรของเรา ปัจจุบันเราไม่สามารถเรียกว่าเป็นเกษตรกรผู้ยากไร้ได้แล้ว เพราะเขาพ้นขีดความยากจนมาแล้ว ตอนนี้กำลังพัฒนาเขาขึ้นไปจากความเป็นเกษตรกร ให้ไปเป็นผู้ประกอบการ” #แดรี่โฮม #DairyHome #นมออร์แกนิก #ฟาร์มโคนมออร์แกนิก #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban
