เกษตรอัจฉริยะ
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของเกษตรกรรมไทยที่ผ่านมา คือการที่ชาวสวนปลูกผักผลไม้โดยไม่มีข้อมูลความต้องการของตลาดล่วงหน้า ทำให้ผลผลิตออกมาพร้อมกันจนล้นตลาด เกษตรกรต้องเจอกับภาวะขาดทุน รวมถึงคุณภาพของผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ระดับฐานรากอย่างเกษตรกรที่ขาดความมั่นคงทางรายได้ ไปจนถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร การค้าปลีก และภาคการส่งออกที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน ถึงเวลาแล้วที่ภาคเกษตรกรรมไทยจะถูกรีเฟรชใหม่ ด้วยฝีมือของคนรุ่นใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI เข้ามาพัฒนา เปลี่ยนภาพการทำสวนที่ไม่มีใครอยากทำ ให้กลายเป็นธุรกิจสุดสมาร์ทที่รู้ล่วงหน้าว่าตลาดต้องการอะไร ทำให้เกษตรกรปลูกแล้วมีคนรับซื้อแน่นอน ธุรกิจได้ของดีสม่ำเสมอ สร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร คุณม่วน-ตรอง หลงสมบูรณ์ CEO & Co-founder, PLOOK สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อนวงการเกษตรด้วยแนวคิด Refresh & Reframe เพื่อชุบชีวิตและเปลี่ยนมุมมองต่อภาคเกษตรกรรมไทยให้มีความ ‘สมาร์ท’ และกลายเป็นอาชีพสร้างสรรค์ที่คนรุ่นใหม่ปรารถนา พร้อมตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่การเป็น
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต เปิดหลักสูตร “นวัตกรเกษตรอัจฉริยะ: AIoT สำหรับเกษตรแม่นยำ” (Smart Agri-Innovator: AIoT for Precision Farming) หลักสูตร Bootcamp และ On-site Training ระยะเวลา 5 วัน รวม 45 ชั่วโมง มุ่งพัฒนาความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี AIoT สำหรับการประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร ผ่านการเรียนรู้แบบเข้มข้นและการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ (Prototype) ที่สามารถนำความรู้ไปต่อยอดสู่งาน นวัตกรรม หรือธุรกิจด้านเกษตรอัจฉริยะได้ หลักสูตรได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับความท้าทายของภาคเกษตรกรรมไทย ทั้งการขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่องว่างด้านทักษะเทคโนโลยี โดยมุ่งส่งเสริมการนำข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่เทคโนโลยี AIoT ซึ่งเป็นการบูรณาการระบบเซ็นเซอร์ การสื่อสารข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจด้านการเกษตรบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ตลอดระยะเวลาการอบรม ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ทั้งภา
(ซินหัว) — พาชมการทำงานของหุ่นยนต์เกษตรอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ฟาร์มสาธิตแห่งหนึ่งในเมืองคาสือ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งมาพร้อมความสามารถหลากหลายทั้งการฉีดพ่นสารให้พืชผล หรือการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่เพาะปลูกที่แตกต่างกัน หุ่นยนต์รุ่นนี้ปรับระยะฐานล้อได้ตั้งแต่ 1.2-2.4 เมตร รองรับการใช้งานกับพืชหลายชนิดทั้งฝ้าย ข้าวโพด และพริก มาพร้อมแขนฉีดพ่นสารกว้าง 21 เมตร และถังบรรจุน้ำขนาด 1 ตัน ซึ่งช่วยให้ทำงานครอบคลุมพื้นที่ได้สูงสุด 1 แสนตารางเมตรต่อชั่วโมง หวังฉีฮ่าว เจ้าหน้าที่ของบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ กล่าวว่าจุดเด่นสำคัญของหุ่นยนต์รุ่นนี้คือฐานล้อที่สามารถปรับได้ ซึ่งช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับเครื่องจักรและโดรนแบบเดิมๆ ด้านเกษตรกรผู้เพาะปลูกฝ้ายรายหนึ่งเผยว่าหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถฉีดพ่นสาร กำจัดวัชพืช และหว่านเมล็ดได้ พร้อมช่วยลดต้นทุนได้อีกด้วย ชมคลิปได้ที่ : https://drive.google.com/drive/folders/1bOXa6_iVvjTqpZmOh1z9ZdtGdK60d3nz
จังหวัดอุบลราชธานี – นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย เยี่ยมชมกิจกรรม Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day รอบภาคอีสานตอนล่าง กิจกรรมในโครงการ OTOD #3 ระบุดิจิทัลไม่ใช่เรื่องของคนเมืองเท่านั้นแต่เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน พร้อมเดินหน้าปลูกโอกาสด้วยดิจิทัล เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิต ยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยไปสู่ ‘เกษตรอัจฉริยะ’ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) เยี่ยมชมการสาธิตการใช้งานโดรนเพื่อการเกษตร และแทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงนิทรรศการการบริการเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรอัจฉริยะในกิจกรรม Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day รอบภาคอีสานตอนล่าง กิจกรรมในโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 ( OTOD #3) โดยมี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมทีมงาน ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการดิจิท
“อนาคตยุคต่อไปของเกษตรโรงเรือนในอินเดีย สิ่งที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักคือ เรื่องต้นทุนกำไรต่อหน่วย การจัดการฟาร์มแบบมืออาชีพ และช่องทางการตลาดที่พึ่งพาได้” ในขณะที่การเกษตรแบบโรงเรือน (Protected Cultivation) กำลังขยายตัวไปทั่วอินเดีย รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่ค้างคามานาน ซึ่งเจ้าของที่ดินและนักลงทุนจำนวนมากมีความสนใจในการทำเกษตรแบบโรงเรือน แต่ยังขาดความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและขีดความสามารถในการบริหารจัดการฟาร์มที่มีเทคโนโลยีสูงด้วยตนเอง จากคำกล่าวของ Pritpal Singh ซีอีโอของ Farmcult โอกาสนี้ได้ผลักดันให้บริษัทวิวัฒนาการจากการเป็นผู้ปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ สู่การเป็นผู้ให้บริการโครงการแบบครบวงจร (Turnkey Projects) และการบริหารจัดการฟาร์ม “ผมเห็นศักยภาพมหาศาลในการเกษตรแบบควบคุมสภาพแวดล้อม เรากำลังอยู่ในโลกที่ทรัพยากรเริ่มขาดแคลนในขณะที่จำนวนประชากรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เดิมที Farmcult เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทปลูกผักเมืองหนาวโดยใช้ระบบไฮโดรโปนิกส์ แต่ในไม่ช้าเราก็ตระหนักได้ว่า มีโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นในการนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับการ
กรุงเทพฯ – ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่สำหรับงาน AGRITECHNICA ASIA 2026 งานแสดงเทคโนโลยีการผลิตพืชและเกษตรอัจฉริยะชั้นนำของเอเชีย ภายใต้แนวคิด “Farm. Farmer. Future.” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงธุรกิจภาคเกษตรกรรมที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น โดยมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 12,000 คน จาก 72 ประเทศ และมีบริษัทร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 367 บริษัท จาก 30 ประเทศทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตรในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง โดยงานนี้จัดขึ้นโดย DLG (สมาคมเกษตรแห่งเยอรมนี) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ควบคู่กับงาน HortEx ซึ่งดำเนินการโดย Nova Exhibitions และ VEAS ผู้เข้าร่วมงานจากหลายประเทศสำคัญ อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน ต่างให้ความสนใจเทคโนโลยีด้านเครื่องจักรกลการเกษตร เกษตรแม่นยำ ระบบอัตโนมัติ เกษตรดิจิทัล และแนวทางการผลิตพืชอย่างย
วิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ภายใต้การนำของคุณชาตรี รักธรรม เป็นแหล่งเรียนรู้การแปรรูปสินค้าการเกษตร รวมทั้งการปลูกมะเขือเทศเชอรี่และเมล่อน ด้วยนวัตกรรมโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse)ที่ทำให้การปลูกพืชกลายเป็นเรื่องง่ายเพราะสั่งการทำงานด้วยระบบเซนเซอร์ควบคุมระยะไกล ผ่าน IoT Platform และแอปพลิเคชันเกษตรอัจฉริยะช่วยตรวจสอบและควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือนอัตโนมัติควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง มีระบบเซนเซอร์ตรวจวัดดินและน้ำเพื่อการจัดการให้น้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม . แอปพลิเคชันจัดการฟาร์มช่วยวางแผน ติดตามผลผลิตและวิเคราะห์ข้อมูลการทำเกษตรผ่านระบบ IoT เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ในฟาร์มเข้าด้วยกันเพื่อการควบคุมและจัดการที่สะดวกสบาย ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องลงไปจัดการด้วยตนเองตลอดเวลา ข้อมูลเซนเซอร์ต่างๆ จะถูกส่งผ่านระบบคลาวน์ (Cloud) เพื่อจัดเก็บประมวลผล จัดทำ Big Data เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการทำการเกษตรแม่นยำในอนาคต สนใจติดต่อศึกษาดูงาน กรุณาติดต่อล่วงหน้าที่เบอร์โทร 086-311-5071 และ 087-678-2392
ปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประกาศเตือนคนไทยเสี่ยงเผชิญผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างรุนแรง สภาวะอากาศแปรปรวน ก่อเกิดกระแสลมร้อนพัดพาความแห้งแล้งมาปกคลุมประเทศไทย จะทำให้เกิดภาวะอากาศร้อนแล้งสุดขั้ว มีอุณหภูมิสูงกว่า 40-45 องศาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ต้นทุเรียนเสี่ยงเจอสภาพอากาศร้อนจัด เกิดภาวะใบไหม้และร่วงหล่นเสียหายได้ “ฟาร์มรื่นรมย์” ต้นแบบการทำสวนทุเรียนสมัยใหม่ คุณโต๊ด – วสันต์ รื่นรมย์ นายกสมาคมสวนผลไม้จังหวัดระยองและเป็นเจ้าของสวนทุเรียน “ฟาร์มรื่นรมย์” ซึ่งเป็นต้นแบบการทำสวนทุเรียนแบบเกษตรสมัยใหม่ โดยจัดการสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม โดยนำข้อมูลผลการวิเคราะห์สภาพดินฟ้าอากาศในแต่ละปีมาประกอบการวางแผนการผลิตทุเรียนในแต่ละฤดู รวมทั้งใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเพิ่มผลผลิต จนทำให้ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสวนทุเรียนสมัยใหม่ สไตล์ “ธุรกิจเกษตร” ที่ให้ผลผลิตสูงสุด ติดตั้งพัดลมระบายอากาศในสวนทุเรียน คุณโต๊ดได้แบ่งปันประสบการณ์ในการแก้ปัญหาอากาศร้อนและการระบายอากาศที่ไม่ดีภายในสวน โดยติดตั้งพัดลมฟาร์ม (พัดลมเล้าไก่) จำนวน 2 ตัวท
ในอดีตเกษตรกรไทยต้องอาศัยประสบการณ์และสภาพอากาศเป็นตัวตัดสินใจการปลูกพืช แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อ “การวัดที่แม่นยำ” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรยุคใหม่ ทำให้ระบบนวัตกรรมต่างๆ ขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “เกษตรอัจฉริยะ” หรือ Smart Farming ซึ่งต้องอาศัยระบบวัดที่เที่ยงตรง เชื่อถือได้ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อให้ข้อมูลที่ใช้ในการจัดการฟาร์มมีความถูกต้อง สร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว หนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังคือ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (NIMT) เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณอนุสรณ์ ทนหมื่นไวย รองผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ พร้อมด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณพิเชษ วงษ์นุช หัวหน้ากลุ่มงานมาตรฐานปฐมภูมิอุณหภูมิ, คุณณัฐชยา รัตนานพ ผู้ช่วยนักวิจัย, และ คุณพลอยทับทิม พ่วงผาด ผู้ช่วยนักวิจัย ซึ่งร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนการทำงานเพื่อภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ สร้างความแม่นยำให้ทุกการวัดของประเทศ คุณอนุสรณ์ เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเกษตรไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จาก “เกษตรแบบดั้งเดิม” ที่พึ่งพาประสบการณ์และแรงงานคน สู่ “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล หนึ่งในเทคโนโลยีหลักที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก คือ ระบบ IoT (Internet of Things) หรือ “ระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะผ่านอินเตอร์เน็ต” ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจวัด ควบคุม และบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. การตรวจสอบและควบคุมสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ระบบ IoT ช่วยให้เกษตรกรสามารถ ตรวจวัดข้อมูลสำคัญในพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ความชื้นของดิน อุณหภูมิ แสงแดด หรือคุณภาพของน้ำผ่านเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในพื้นที่จริง ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางหรือสมาร์ทโฟน ทำให้สามารถ สั่งการระบบต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติ เช่น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้แม่นยำขึ้น และลดความสูญเสียจากปัจจัยแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ลดต้นทุนการผลิตและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การใช้ IoT ในภาคเกษตรช่วยให้เกิดแนวทางการทำ “เกษตรแม่นยำ” (Precision A
