เศรษฐกิจพอเพียง
สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสบเมย จำกัด จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร ที่ได้รับการส่งเสริมการเกษตรจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ในลักษณะกลุ่มเตรียมสหกรณ์ ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตร และเปลี่ยนชื่อเป็น สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสบเมย จำกัด ดำเนินการธุรกิจ 4 ด่าน ประกอบด้วย ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายแก่สมาชิก ธุรกิจรวบรวมผลผลิต ธุรกิจแปรรูป ผลิตภัณฑ์ภาชนะจากธรรมชาติ (กาบหมาก) และ ธุรกิจรับฝากเงินออมทรัพย์ นายมาโนชย์ มิ่งขวัญธารากุล ประธานสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงสบเมย จำกัด เผยว่า สมาชิกสหกรณ์จะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่ากะเหรี่ยงโปว์ เดิมทำไร่แบบหมุนเวียนต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการปลูกพืชผักเมืองหนาว ฟักทอง เสาวรส และไม้ให้ผลชนิดยืนต้น เช่น อโวคาโด “ขอขอบคุณสหกรณ์และโครงการหลวงที่ให้การสนับสนุนมา และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาล ที่ 9 ที่ได้สนับสนุนตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว และพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 10 ที่ทรงสืบสานต่อ ต่อจากรัชกาลที่ 9 ทำให้พวกเราได้อยู่ดีกินดี ได้รู้
พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรีและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วิถีเกษตร BCG ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง” พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตชีวภัณฑ์เชิงอุตสาหกรรมตามหลักการเกษตรปลอดภัย และร่วมประชุมหารือความร่วมมือการสนับสนุนทางวิชาการระหว่างมูลนิธิโครงการหลวง และ วว. ช่วงปี พ.ศ. 2566-2570 เพื่อแสดงผลสำเร็จการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาตอบโจทย์ภาคการเกษตรของประเทศ ผ่านโครงการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคกลางตะวันตกด้วย BCG โมเดล ตามนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการ พ.ร.ก.เงินกู้ และโครงการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชนกลุ่มไม้ดอก ไม้ประดับ ด้วยนวัตกรรมเกษตรโดยใช้แนวทางมาลัยวิทยสถาน อว. ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ ศ. (วิจัย) ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชนกลุ่มไม้ดอก ไม้ประดับ ด้วย
ชีวิตของลูกเกษตรกร ที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาสูง แต่สามารถเลือกทางเดินชีวิตตนเองได้ ด้วยการกลับมาทำการเกษตรที่บ้าน เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร คุณชุติมา จักษุมา ชาวอำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี เรียนจบผู้ช่วยพยาบาล ทำงานโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ก่อนลาออกกลับบ้านเกิด และสมัครงานในตำแหน่งผู้ดูแลเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 2 แห่ง ใกล้บ้าน แต่ตอนนี้ เธอเป็นนายของตัวเองมาได้ 8 เดือนแล้ว ถามว่า ทำไมจึงเป็นนายตัวเอง คุณชุติมาให้คำตอบว่า เธอลาออกจากงานประจำทั้งหมดที่ทำอยู่ เพื่อออกมาทำเกษตร “โคก หนอง นา” เป็นเกษตรกรเพียงอาชีพเดียว “รายได้เดือนละ 8,000-10,000 บาท ยืนพื้น อาจจะมีมากหรือน้อยกว่าบ้าง แต่ละวันแทบไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลย” เกือบ 3 ปีก่อน คุณชุติมาลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ กลับมาอำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ยังคงทำงานตามวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา ทั้งที่ลึกๆ ในใจ อยากทำตามความฝันของตนเอง คือการดำเนินชีวิตตามกระแสพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้อยู่อย่างพอเพียง “เงินที่เก็บมาและขอที่ดินจากพ่อและแม่ ตั้งใจจะทำโคก หนอง นา โชคดีที่พ่อและแม่ไม่ขัด ทำให้เราทำตามความฝันเราได้ ใช้เงินไปท
เกษตรทฤษฎีใหม่ ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นการทำที่ได้รับผลสำเร็จ เกษตรกรสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้จริง หลักการสำคัญคือ พออยู่ พอกิน พอใช้ คุณนฤมล ชูทรัพย์ อยู่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เล่าว่า เริ่มจากการทำงานในโรงงานแห่งหนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2540 ทำมาได้สักระยะหนึ่งทางโรงงานต้องย้ายที่ทำการไปอยู่จังหวัดลำปาง และด้วยอุปสรรคเรื่องระยะทางที่แสนไกล ทำให้ต้องคิดหาอาชีพใหม่ ซึ่งในช่วงนั้นนึกถึงที่ดินที่พ่อกับแม่เคยให้ไว้เป็นมรดก ก็เลยตัดสินใจลาออกจากการทำงานในโรงงาน หันมาทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นชาวไร่ ชาวสวนธรรมดา ที่นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยเป็นเกษตรแบบผสมผสานที่นำมาประกอบเป็นอาชีพนั้น ถือว่ามีความหลากหลาย เริ่มตั้งแต่อาชีพหลักอย่าง การทำนา การเลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่ ไปจนถึงการปลูกกล้วยและพืชตระกูลผักสวนครัว อย่าง พริกขี้หนู เพื่อนำไปขายสร้างรายได้ต่อไป เนื้อที่ 11 ไร่ ที่ใช้ในการประกอบอาชีพนั้น ส่วนใหญ่แล้วใช้เป็นที่นาปลูกข้าว เสริมด้วย การเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และปลูกพืชผักสวนครัว ที่เหลือจากการกินก็นำไปขาย เพื่
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นหลักปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน เพื่อชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต และปฏิบัติตนให้แก่ประชาชน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา ด้วยหลัก 3 ห่วง “ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน” ภายใต้ 2 เงื่อนไข “ความรู้และคุณธรรม” เป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง และหลายองค์กรนำหลักปรัชญาดังกล่าวไปใช้จนประสบความสำเร็จ รวมไปถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้สนับสนุนการจัดการและแก้ไขปัญหาร่วมกันของคนในชุมชน โดยมุ่งเน้นความสามัคคีและสร้างความเข้มแข็งในชุมชน “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหนึ่งในตัวอย่างของกลุ่มเกษตรกรที่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ จนสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรมากว่า 44 ปีแล้ว นายภักดี ไทยสยาม ประธานกรรมการ บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัด เล่าว่า จากพื้นที่รกร้างไร้ประโยชน์กว่าพันไร่ในอดีต สู่ชุมชนเกษตรกรรมที่เข้มแข็งในวันนี้ได้ เกิดจากแนวคิดของ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการป
กระผม คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ผู้เขียน เดินทางผ่านจากบ้านค่ายลูกเสือ ถึงบ้านหนองแวง หมู่ที่ 5 ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนถึงเทศบาลตำบลภูปอ เห็นป้ายขนาดใหญ่เชิญชวนท่องเที่ยว ริมอ่างเก็บน้ำฝายน้ำล้นห้วยแก่งน้อย คุณวิจิตรา สารปรัง ให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิตร คุณนิยม สารปรัง อดีตข้าราชการครู ลาออกเมื่ออายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 58 ปี กำลังทำความสะอาดโรงเรือนสุกรขุน อยู่ 2 คน อย่างมีความสุข ลูกสาว และลูกชาย จบการศึกษาไปทำงานมีฐานะที่มั่นคงแล้ว กลับมาเยี่ยมพ่อแม่บ้างเมื่อถึงวันหยุด “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” พื้นที่บริเวณนี้ 7 ไร่เศษ ตอนใต้ฝายน้ำล้น เริ่มต้นทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ ได้รับการประสานงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เลี้ยงโคขุน 10 ตัว ไปได้ดีและพอมีกำไรสวยงามมาก เพราะเป็นการออมเงินที่ดี วัวมีอาหารคือหญ้า หากเอาเงินหมื่นไปฝากธนาคาร ดอกเบี้ยไม่กี่บาท ซื้อวัวแม่พันธุ์ 1 ตัว ผ่านไป 1 ปีคลอดลูกได้ 5-6 พันบาท หรือขุนแบบซื้อมาขายไป ได้กำไรดีมาก คุณนิยม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนบ้านนาจารย์ หมู่ที่ 2 ต
กรมปศุสัตว์โชว์ฟาร์มเกษตรกรโคนมต้นแบบ “นคร ฟาร์ม” อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เน้นบริหารจัดการในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงวัวนมในรูปแบบธรรมชาติโดยปลูกพืชอาหารโคนมเองและปรุงอาหารในสูตรเฉพาะที่เหมาะสมกับโคนมแต่ละช่วงอายุ นอกจากช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว หลักสำคัญทำให้วัวนมมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ให้น้ำนมดี และไม่ป่วย คุณนคร กาบขุนทด อายุ 38 ปี เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวเองจากพนักงานประจำช่างอิเล็กทรอนิกส์ มาสู่การทำอาชีพเกษตรกรรมเพียงเพราะเบื่อการทำงานเป็นพนักงานประจำ และเล่าว่า เดิมทีนั้นตนเองทำงานเป็นพนักงานประจำด้านอิเล็กทรอนิกส์ ก็รู้สึกอิ่มตัวแล้วอยากกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดนครราชสีมา สนใจอาชีพการเลี้ยงวัวนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาศึกษาการทำโคนมอย่างจริงจัง เริ่มต้นจากโคนม 7 ตัว และค่อยๆ เพิ่มมาเป็น 12 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ด้วยความบังเอิญได้ไปรู้จักกับหมอที่รักษาวัวนมท่านหนึ่ง ท่านได้เข้ามาแนะนำวิธีการเลี้ยงวัวนมโดยเน้นเลี้ยงแบบธรรมชาติ เพื่อลดการเจ็บป่วยของโคนมให้น้อยลง ทั้งนี้ การเลี้ยงในแบบธรรมชาติสิ่งสำคัญก็คือการดูแลเรื่องอาหาร โดยฟาร์มจะ
“อ้อยโรงงาน” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดชลบุรี เนื้อที่ปลูก รวม 1.4 แสนไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 10 ตัน ต่อไร่ ทั้งนี้ พบว่าอ้อยโรงงานมีแนวโน้มลดลงจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาภัยแล้ง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศ การบริหารจัดการไร่อ้อยที่ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งพื้นที่การเกษตรที่ลดลงจากการขยายตัวของชุมชนเมือง ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี ดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย เพื่อให้เกษตรกรนำไปประยุกต์พัฒนาการเพาะปลูกอ้อย ให้มีผลผลิตและเกิดรายได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ลดการเผาอ้อยในช่วงฤดูตัดอ้อย เพราะนอกจากสร้างมลภาวะต่อสภาพอากาศและสุขภาพร่างกายแล้ว ยังทำให้ดินเสื่อมโทรมส่งผลเสียต่อการทำอาชีพการเกษตรโดยตรงอีกด้วย YSF ชวการ ช่องชลธาร เกษตรกรดีเด่น ปลูกอ้อยโรงงาน กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่และยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพตนเอง ตลอดจนเป็นเกษตรกรต้นแบบ เป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาผลงานจากตัว
วันนี้ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอหนองพอก ได้รับมอบหมายจาก คุณประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ออกติดตามโครงการไร่นาสวนผสมของ คุณวัชราพร กองศรี หรือ ผู้ใหญ่อ้อ อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 419 หมู่ที่ 13 ผู้ใหญ่บ้าน บ้านวังน้ำเย็น ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. 080-183-4750 โดยการสนับสนุนของ กำนันอัครวัฒน์ ศรีพะยอม โดยมี คุณชาญศักดิ์ หงษ์ทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ นำลงตรวจเยี่ยม ไร่นาสวนผสมตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรอยู่อย่างพอเพียง พื้นที่ 8 ไร่ ปลูกมะนาว 120 ต้น เก็บขายทุกวัน วันละ 100-500 ผลผลละ 1 บาท เลี้ยงปลา 3 บ่อ ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร บ่อละ 5,000 ตัว เลี้ยงวัว ปลูกผักสวนครัว ปลาดุกในบ่อซีเมนต์ ขายทุกวัน แบบอย่างของประชาชน ท่านผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา โดย คุณวิธรัช รามัญ นายอำเภอหนองพอก จัดเป็นจุดศึกษาดูงานของชุมชน นอกจากนี้ มีทำนาเกษตรอินทรีย์ 16 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง 12 ไร่ ความเป็นอยู่อย่างมีความสุข พร้อมดูแลประชาชน ในตำแหน่ง “ผู้ใหญ่บ้านสตรีเหล็กนักพัฒนา” คุณวัชราพร กองศรี หรือ ผู้ใหญ่อ้อ กล่าวว่า ตนเองมีลูก 3 คน เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ป
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้นั้นตัวเราทั้งสิ้นคือคนที่ทำให้เกิด เพราะนี่คือความจริงแห่งชีวิตมนุษย์ พยายามปลุกตัวเองให้เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ พร้อมเปิดใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกคนย่อมมีอิสระในการใช้สมองคิดและลงมือทำในสิ่งที่เราคิด ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น คนที่โชคดีที่สุดของชีวิตคือคนที่ชนะใจตัวเอง ควบคุมเวลาที่เดินไปตลอดเวลาให้มีคุณค่ากับชีวิตให้ได้มากที่สุด อย่าให้เวลานั้นมาควบคุมชีวิตเรา เชื่อมั่นในตัวเองให้มากที่สุด นี่คือข้อแรกที่สามารถทำให้จิตใจเราแข็งแกร่ง ทำให้มีความกล้าคิด กล้าทำกับทุกสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง แบบเชื่อมั่นว่าจะต้องสำเร็จได้แน่นอน เพราะมันคือวิถีชีวิตที่เกิดจากการตัดสินใจของตัวเองทั้งสิ้น ก่อนอื่นขอขอบพระคุณอย่างมากมายจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่มีแฟนๆ ให้แรงใจกันมาตลอด ทุกครั้งเมื่อหนังสือวางแผงมักจะมีการส่งเสียงโทร. (081) 846-0652 และทางเฟซบุ๊ก สมยศ ศรีสุโร หรือ ID Line Janyos จากแฟนๆ ที่ให้แรงใจเสมอมากับทุกเรื่องราวที่ได้นำมาเสนอ ขอขอบพระคุณอีกครั้ง ขอฝากคอลัมน์นี้ไว้ในอ้อมใจแฟนๆ ด้วยนะครับ ปักษ์นี้ผมมีความยินดีอย่างมากที่ได้นำเสนอเรื่
