เศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีครบวงจร ตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มชาวนา ภายใต้การนำของ คุณบุญมา พลภักดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยเตย เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในท้องถิ่น พวกเขารวมกลุ่มกันเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เห็นความสมัครสมานสามัคคีของชาวนาต้นแบบแห่งชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านอีสานที่ขยันทำงานอีกด้วย ผู้ใหญ่บุญมา พลภักดี บอกว่า ที่นี่เป็นชุมชนเกษตรกรที่ขยันในการทำมาหากิน เกษตรกร 1 คน ทำงาน 4 อย่าง คือ ทำนา เป็นพืชหลัก เพื่อใช้เป็นอาหารในครัวเรือน และผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ออกขาย เหลือกินจึงค่อยขายข้าว อาชีพที่สองคือ ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อจำหน่าย อาชีพที่สาม ปลูกอ้อยส่งโรงงาน และอาชีพที่สี่ เลี้ยงโค กระบือ เป็นเงินออมในครัวเรือน เรียกว่า เกษตรกร 1 คน ในชุมชนแห่งนี้ ทำ 4 อาชีพ ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บุญมา แนะนำให้ผู้เขียนได้เยี่ยมสว
คุณสมโภชน์ ชูศิริ อดีตผู้อำนวยการโครงประทานจังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรี เกษียณอายุมาตั้งแต่ ปี 2554 เขาเล่าว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว…ไม่มั่นใจในอาชีพรับราชการ จึงได้นำที่ดินมรดก 40 ไร่มาพัฒนาสวนเกษตรอินทรีย์ชื่อว่า “สวนทอฝัน” มีสัตว์เลี้ยงที่สวยงามอย่างไก่ฟ้า ม้าที่ช่วยกัดกินหญ้า และอุดมด้วยพืชผลนานาชนิด ล้วนให้ผลผลิตแล้วทั้งสิ้น มังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน อินทผลัม และมะนาวแข่งขันกันเติบโตและให้ผลตอบแทนเป็นรายได้หลักแสนในแต่ละปี เจ้าของสวนบอกว่า เป็นความโชคดีที่ได้มรดกสวนจากคุณแม่มาเป็นต้นทุนสำคัญ ด้วยการค่อยๆ สร้างพืชผลใหม่ด้วยเงินออม เงินสะสมด้วยหลักของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตลอดชีวิตรับราชการ เขายืนยันว่าฝันเขายังไม่จบเพียงวันนี้ อนาคตยังมีฝันอีกมากมาย โดยเฉพาะเมื่อส่งผ่านไปยัง คุณฐาปนา ชูศิริ ลูกชายคนเล็กที่จบปริญญาตรี สาขามัณฑศิลป์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะช่วยถักทอสานต่อสวนทอฝัน เริ่มสะสมทุน “สวนทอฝัน” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด อยู่ห่างจากตัวอำเภอเขาสมิงไปเพียง 3 กิโลเมตร บริเวณสวนร่มรื่น ตั้งแต่เข้าไปในเขตสวนทอฝัน ร่มรื่นด้วยสวนมังคุด
คุณกัลยาณี อ่อนทอง เกษตรกรต้นแบบ (Smart Farmer) อำเภอเกาะยาว พังงา ใช้ชีวิตตามหลักปรัชญา “ เศรษฐกิจพอเพียง” สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยสวนตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 บ้านท่าค่าย ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เป็นสวนเกษตรผสมผสาน ในพื้นที่ 1.5 ไร่ ปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น มะละกอ กล้วยหอม ฝรั่ง เสาวรส มัลเบอรี่ มะพร้าวน้ำหอม แก้วมังกร มะนาว พืชผักสวนครัว เพาะถั่วงอก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไว้บริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้ ยังปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และผักในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×20 เมตร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว เพื่อเป็นจุดเรียนรู้การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ สนับสนุนการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะยาว และยังมีไม้ยืนต้น อย่าง ต้นสักทอง ตะเคียนทอง อีกจำนวนหนึ่ง ปลูกไว้เพื่อเป็นร่มเงาและไว้สร้างที่อยู่อาศัยให้ลูกหลานในอนาคต พืชที่สร้างรายได้หลักคือ ผักไฮโดรปนิกส์ ที่ปลูกทั้งผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี คะน้า กวางตุ้ง จำหน่าย กิโลกรัมละ 70 บาท และผักสลัด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมาก สามารถจำหน่ายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 120 บา
สวัสดีค่ะ รันตีขอรายงานตัว พาท่านเยี่ยมชมสวนเกษตรอินทรีย์ที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างลงตัว สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย พี่น้องท่านใดสนใจจ้องๆ มองๆ ลองหาวิถีการเกษตรที่จะเลี้ยงตัวและครอบครัวได้ตามรันตีไปดูตัวอย่างดีๆ กัน เกษตรอินทรีย์แบบเกษตรผสมผสาน ก่อนอื่นรันตีขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านท่านผู้เจริญก่อนนะคะ ระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic agriculture) นั้นเป็นการทำการเกษตรแบบธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีใดๆ เป็นการพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ส่วนการทำการเกษตรแบบผสมผสานก็คือ การทำการเกษตรที่มีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป โดยการทำการเกษตรทั้งสองกิจกรรมนั้นต้องทำในพื้นที่และระยะเวลาเดียวกัน การทำการเกษตรนั้นจะต้องเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกิจกรรมเกษตรต่างๆ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในระบบเกษตรแบบผสมผสานนั้นเกิดขึ้นทั้งจากวงจร ดังนั้น การทำเกษตรอินทรีย์ในลักษณะเกษตรผสมผสานจึงเป็นการทำการเกษตรหลายอย่าง ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ไปพร้อมๆ กันในพื้นที่เดียวกัน การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์นั้นต้องเกื้อกูลกัน เช่น มูลสัตว์เอาไปทำปุ๋ยคอก ผัก ผลไม้ เหลือจากขายเอามาใช้เลี้ยงสั
กลุ่มยุวเกษตรกร โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่บ้านไผ่ย้อย เลขที่ 2 หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียนเกือบ 200 คน จัดการเรียนการสอน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนตั้งอยู่กลางชุมชน ซึ่งคนในชุมชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่วนใหญ่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนทำนา ทำสวน ปลูกผัก แต่ปัญหาที่พบคือ เยาวชนไทยในปัจจุบันไม่สนใจในอาชีพเกษตรกรรม เพราะมีทัศนคติที่ไม่ดี เห็นผู้ปกครองทำงานหนัก รายได้ไม่คุ้มค่าการลงทุน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้นำชุมชน สำนักงานเกษตรอำเภอร้องกวาง สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ จึงหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดทิศทางการเพิ่มความรู้ในเชิงเกษตรให้กับนักเรียน โดยจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้น เมื่อปี 2558 วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะของการเป็นเกษตรกรที่ดี มีการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้ คือ ในปี 2562 ที่ผ่านมา โรงเรียนได้รับคัดเลือกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ ให้เป็นกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ระดับจังหวัด อันดับที่ 1 ครูที่ปรึกษาและนักเรียนได้รับรา
เป็นผู้หญิงเก่งอีกคนของภาคอีสาน ที่มีรางวัลการันตีมากมาย ล่าสุด คุณพิมพา มุ่งงาม วัย 53 ปี เกษตรกรจากบ้านดวน อำเภอน้ำอ้อม จังหวัดยโสธร เจ้าของ “สวนพ่อพอเพียง” ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 9 ด้านเกษตรกรรม (ข้าวหอมมะลิอินทรีย์) ประจำปี 2561 ขณะที่ก่อนหน้านี้ ปี 2558 คุณพิมพา มุ่งงาม ได้รับรางวัล “คนดีศรีเมืองยศ” สาขาส่งเสริมองค์กรชุมชนเข้มแข็ง จากผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร และในปีเดียวกันยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “ปราชญ์ชาวบ้านดีเด่น ด้านเกษตรกรรม” จากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดยโสธร เปิดสวนพ่อพอเพียง เป็นศูนย์เรียนรู้ สาเหตุที่ คุณพิมพา ได้รับรางวัลเหล่านี้ เพราะนอกจากเจ้าตัวจะทำเกษตรอินทรีย์จากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ตั้งแต่ปี 2540 จนประสบความสำเร็จแล้ว ยังได้เผื่อแผ่ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ตรงส่งต่อไปถึงเกษตรกรในพื้นที่และผู้คนที่สนใจทั่วไปด้วย โดยใช้ “สวนพ่อพอเพียง” ในเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท
กศน. อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ส่งเสริมให้ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในตำบลต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ สำหรับ ตำบลโคกม่วง มีแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหลายแห่ง เช่น 1. สวนป่าครัวเรือนเกษตรอินทรีย์ หมู่ที่ 5 ตำบลโคกม่วง 2. แหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 5 ตำบลโคกม่วง 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร 73/1 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกม่วง เป็นต้น นอกจากนี้ กศน. อำเภอคลองหอยโข่ง ยังได้เผยแพร่แนวคิดเกษตรอินทรีย์สู่วิถีชีวิตเกษตรกรและนักศึกษา กศน. โดยจัดคณะไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ กับ คุณประภาส สุวรรณรัตน์ ณ บ้านเลขที่ 94/1หมู่ที่ 4 บ้านโคกสัก ตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา อย่างสม่ำเสมอ “ประภาส สุวรรณรัตน์” ครูภูมิปัญญาไทย ด้านเกษตรผสมผสาน คุณประภาส สุวรรณรัตน์ เป็นอดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านปักคล้า เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่จำกัด ได้ผลผลิตดี สามารถปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่ให้
ปัจจุบันการปลูกผักและผลไม้แบบผสมผสานนั้นเป็นทางเลือกที่ดีในการบริหารจัดการสวนของเกษตรกรให้รายได้ตลอดทั้งปี โดยสมัยก่อนปัญหาใหญ่ของเกษตรชาวไทยคือการปลูกผักหรือผลไม้แบบเดียวทั้งสวนหรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้รายได้ไม่ทันใช้ในแต่ละปี เพราะผักและผลไม้ส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตตามฤดูกาลเท่านั้น คุณเสมอ การินทร์ เกษตรกรชาวอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ที่ปลูกผักและผลไม้แบบหมุนเวียน โดยจุดเด่นของสวนมีทั้งมันเทศญี่ปุ่นม่วงเพอเพิ้ลสวีทโรส เนื้อสีม่วง สายพันธุ์คุริโอกาเนะเนื้อสีขาวและสายพันธุ์ส้มโอกินาวา เมล่อนสายพันธุ์พอทออเร้นจ์ ที่มีลักษณะผิวตาข่าย ในเนื้อสีส้ม กลิ่นหอมสดชื่น กล้วยหอมทอง และผักอื่นๆ มากมาย “เมื่อก่อนปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แล้วไม่ประสบความสำเร็จ เลยหันมาปลูกพืชผสมผสานเพราะให้ผลตอบแทนดีกว่า” คุณเสมอ บอกด้วยว่า เมล็ดพันธุ์ผลไม้เหล่านี้ หาได้จากท้องตลาดทั่วไป นำมาปลูกที่ดิน ส.ป.ก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม) ที่แบ่งพื้นที่ให้เกษตรกรหลายรายทำกิน ทั้งหมด 50 ไร่ ในจำนวนนี้ มีแหล่งน้ำใช้สำหรับการเกษตร 4 ไร่ ทำให้มีพื้นที่เยอะและสามารถแบ่งพืชปลูกได้
ยางพารา เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดสงขลา ช่วงที่ยางพาราขายได้ราคาดี เกษตรกรหันมาปลูกยางพารากันแทบทุกอำเภอ เมื่อเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรหลายรายตัดสินใจตัดโค่นต้นยางทิ้ง เพื่อปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่หลายคนเลือกที่จะรักษาอาชีพการทำสวนยางพาราต่อไป พร้อมกับมองหาอาชีพใหม่ๆ เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว อำเภอบางกล่ำ นับเป็นแผ่นดินทองทางการเกษตรที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย 39 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลบางกล่ำ ตำบลท่าช้าง ตำบลแม่ทอม และตำบลบ้านหาร ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นแห่งนี้มีรายได้หลักจากการทำสวนยาง ปลูกพืชร่วมสวนยางและทำเกษตรผสมผสานเป็นรายได้เสริม เช่น ตำบลบางกล่ำ ปลูกละมุด ขณะที่ชาวบ้านในตำบลแม่ทอม ปลูกส้มโอเป็นจำนวนมาก ส่วนตำบลท่าช้าง ชาวบ้านนิยมทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ (แบบประยุกต์) ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน “กศน. อำเภอบางกล่ำ” ส่งเสริมอาชีพชุมชน เพื่อสนับสนุนให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมในเวลาว่างจากการทำอาชีพเกษตรกรรม นางสาวอังสิยาภรณ์ อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตา
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงตระหนักว่า ยังมีเกษตรกรชาวไทยที่ยากจนอยู่จำนวนมาก เนื่องจากยังขาดเงินทุนสำหรับประกอบอาชีพ และมีพื้นที่ทำประโยชน์จำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อแรงงานและผลตอบแทนเพื่อการดำรงชีพภายในครอบครัว ประกอบกับประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกษตรดังกล่าวจึงได้เข้าหักร้างถางป่าและเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี อันทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรของประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ในปี พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานได้ทรงออกเยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะอำเภอชะอำ อำเภอหัวหิน และอำเภอท่ายาง พระองค์สนพระราชหฤทัยในโครงการหมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง ซึ่งอยู่ในคำแนะนำ ส่งเสริมของศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทรงเห็นว่าการดำเนินงานช่วยเหลือราษฎรให้มีที่ทำกินและประกอบอาชีพเป็นที่น่าพอพระราชหฤทัย ประกอบกับราษฎรในเขตอำเภอท่ายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบ
