เศรษฐกิจพอเพียง
โรงเรียนบ้านต้นยวน ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้บริการรับนักเรียนเข้าศึกษาในพื้นที่ หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 12 ของตำบลคลองชะอุ่น โดยโรงเรียนก่อตั้งและเปิดรับนักเรียนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2518 เป็นต้นมา โดยประชาชนในหมู่บ้านร่วมกันสร้างขึ้น โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการในระยะเริ่มแรก ในแบบของอาคารเรียนชั่วคราว ขนาดเพียง 7×9 เมตร มุงสังกะสี ฝาไม้ขัดแตะ ลักษณะของชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ มีประชากรประมาณ 2,800 คน โดยครอบคลุมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 12 ประชากร ร้อยละ 100 นับถือศาสนาพุทธ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม สภาพเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน ปัจจุบัน ได้ทำการเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ 6 พื้นที่ทำการเกษตรของโรงเรียนทั้งหมด 8 ไร่ ลักษณะพื้นที่ดินเป็นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การปลูกพืช ใช้น้ำฝนและน้ำในสระน้ำ รูปแบบของพื้นที่เกษตร แบ่งเป็นโซนผสมผสานกันมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การปลูกปาล์มน้ำมัน การเพาะเลี้ยงเห็ด การปลูกผักสวนครัว ปลูกกล้วย ปลูกข้าวโพด การเลี้ยงหมู การเลี้ยงปลาดุกในบ่
ในอดีต ผลกระทบของสงครามในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ราษฎรกัมพูชาจำนวนมากได้หลบหนีการสู้รบและหนีความอดอยากเข้าสู่ประเทศไทยในบริเวณชายแดนจังหวัดปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด ทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรไทยแถบนี้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก รัฐบาลจำเป็นต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งวิธีการหนึ่งคือ การพัฒนาอาชีพราษฎรไทย เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ศูนย์อำนวยการร่วมกองบัญชาการทหารสูงสุด และกรมการศึกษานอกโรงเรียน ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนจากผลกระทบดังกล่าว จึงได้ประสานงานขอความช่วยเหลืองบประมาณจากญี่ปุ่น จัดตั้ง “ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว” (ศฝช.สระแก้ว) เมื่อ 23 กันยายน 2525 เพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ชายแดน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด และพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริ (โครงการทับทิมสยาม 02) ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ประชาคมอาเซียนและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน ศฝช.สระแก้ว จัดเป็นอุทยานการศึกษาของจังหวัดสระแก้ว มีหน่วยงานทางการศึกษา จำนวน 6 แห่ง ใช้พื้นที่ในบริเวณร่วมกัน ได้แก่ สำนักง
“ประทีป มายิ้ม” เกษตรกรเจ้าของ “สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม” อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ กลายเป็น “ปราชญ์เกษตรต้นแบบ” โดยอาศัยที่ดินเพียงแค่ 1 ไร่ เป็นที่ทำกินสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 600,000 บาท สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ได้ใช้เป็นต้นแบบสู้ชีวิต เมื่อ คุณประทีป มายิ้ม อายุ 19 ปี เคยไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในโครงการแลกเปลี่ยนเกษตรกรไทยกับซาอุฯ เขาใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างยากลำบาก ต้องทำงานปลูกต้นไม้ ปลูกข้าว จัดสวนหย่อม ไม้ดอกไม้ประดับกลางทะเลทราย แต่เขาใจสู้เกินร้อย ก็ตั้งใจทำงานทุกอย่างได้สำเร็จ เมื่อเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย เขาได้นำวิชาความรู้ที่ได้จากต่างแดนมาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรที่จังหวัดชลบุรี คุณประทีปทำเกษตรแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อยากกินไข่ก็เลี้ยงไก่ อยากกินกุ้ง กินปลา ก็ลงมือเลี้ยงด้วยตัวเอง พร้อมปลูกพืชแบบคอนโดฯ 7 ชั้น (ปลูกต้นไม้ 7 ระดับ) ซึ่งเป็นเกษตรเชิงนิเวศหรือเกษตรผสมผสาน ที่มีสภาพใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ “ภาคเกษตรเมืองไทยอุดมสมบูรณ์มาก แถมมีต้นทุนต่ำสุด เพราะได้เปรียบในเรื่องดินดี น้ำดี และมีอุณหภูมิความชื้นที่
ชาวสวนยางพาราในอดีตปลูกทุกอย่างที่กินหรือใช้ในครอบครัว ทำงานอยู่ในสวนยางประมาณ 10-12 ชั่วโมง ต่อวัน สวนยางในอดีตจึงเปรียบเสมือนซูเปอร์มาร์เก็ตและตู้เย็นที่มีชีวิต มักพูดกันติดปากว่า อยากได้อะไรก็ไปหาจากป่ายาง แต่ระยะหลังเกษตรกรหันมาปลูกยางในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว ทำให้วิถีชีวิตชาวสวนยางแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเจอวิกฤตยางพาราราคาตกต่ำ ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย ปี 2557 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จึงกำหนดนโยบายให้สงเคราะห์ปลูกยางพาราทดแทนแบบผสมผสาน โดยปลูกยางพันธุ์ดีไม่น้อยกว่า 40 ต้น ต่อไร่ ร่วมกับไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เกษตรกรหลายรายตัดสินใจลงทุนทำ “สวนวนเกษตรยางพารา” (Rubber Agroforestry) ซึ่งเป็นการปลูกยางพาราโดยมีพืชอื่นๆ ปลูกร่วมและปลูกแซม ทำให้ภายในสวนยางพารามีความหลากหลายของพืชและสัตว์เพิ่มมากขึ้น มีแมลงช่วยผสมเกสร ตัวเบียน ช่วยกินศัตรูพืช จุลินทรีย์ดินช่วยย่อยสลาย ไส้เดือนช่วยทำให้ดินร่วนซุย ฯลฯ สวนวนเกษตรห้วยหาด บังหมัดฉา หรือ คุณหมัดฉา หนูหมาน เจ้าของสวนวนเกษตรห้วยหาด เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการสร้างป่าในสวนยางพารา บังหมัดฉา อาศ
“ทฤษฎีใหม่” ทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยใช้แนวคิดแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้วางรากฐานและพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้มีชีวิตอยู่โดยหลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน หลายชุมชนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ปรับใช้กับอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับครอบครัว ดังเช่น คุณณรงค์ กลิ่นถือศีล ที่วันนี้เขาหันหลังให้กับเงิน เดินกลับมารับหน้าที่เป็นหมอดินอาสาประจำตำบลทุ่งบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พัฒนาสานอาชีพเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่ คุณณรงค์ หรือ คุณป๊อป เรียนจบด้านศิลปะ เคยทำงานออกแบบดิสเพลย์สินค้าให้บริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ ก่อนเป็นทหารรับใช้ชาติ 2 ปี เมื่อหมดหน้าที่ตั้งใจกลับไปหางานทำใหม่อีกครั้งในกรุงเทพฯ แต่จังหวะนั้นทางบ้านมีหนี้สินจากการลงทุนทำนา “หนี้สินที่เกิดขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หมดไปกับปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฮอร์โมนพืช และสารเคมีต่างๆ เพราะครอบครัวมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีน้อย จะฉีดพ่นสารเคมีหรือใส่ปุ๋ยจะกำหนดตามระยะเวลา ต
คุณนิตย์ เครือน้อย อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา อดีตช่างเฟอร์นิเจอร์ ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบผสมผสาน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยใช้พื้นที่ปลูกผักพื้นบ้าน เลี้ยงไก่ หมู และปลา สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างดี คุณนิตย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ แต่มาสมัยนี้ผู้คนหันไปใช้เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปจึงไม่มีงานทำ ตอนแรกๆ ได้หันมาปลูกผักบุ้ง แล้วให้น้องนำไปขายที่ตลาด จากนั้นเมื่อตลาดเริ่มโตขึ้น จึงทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหมุนเวียน โดยจุดประกายความคิดจากแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานไว้ ใช้พื้นที่นาของตัวเองจำนวน 5 ไร่ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ที่อยู่อาศัย 1 ส่วน ที่ทำเกษตร 4 ส่วน ใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการปลูกพืชแซม เพื่อให้พืชได้เอื้อประโยชน์ต่อกัน และที่สำคัญคือทำเกษตรแบบปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี ทำเกษตรแบบผสมผสาน คือ เลี้ยงหมู ไก่ และปลูกผักพื้นบ้านหลากหลายชนิด เช่น ผักบุ้งจีน พริก มะเขือ ผักชี สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย จึงทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอด สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ผลผลิตที
ปลัดเกษตรฯ เร่งกำจัดจุดอ่อน “1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” กำชับทุกหน่วยเร่งขับเคลื่อนแล้วเสร็จภายในธ.ค.64 เพื่อช่วยเกษตรกรไทยมีรายได้มันคงและยั่งยืนหลุดพ้นจากภาวะวิกฤติ โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เผยล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 29,537 ราย จ้างงาน 14,078 ราย ขุดสระเก็บน้ำเสร็จแล้ว 5,801 บ่อ วางเป้าประเทศไทยจะมีพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน เพิ่มขึ้น 1.9 แสนไร่ มีพื้นที่กักเก็บน้ำ เพิ่มขึ้นกว่า 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อราย โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ นับเป็นโครงการสำคัญภายใต้นโยบายเร่งด่วนของของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้มีงาน มีรายได้ที่มันคงและยั่งยืน รวมทั้งต้องการสกัดการไหลบ่าแรงงานภาคการเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563ที่ผ่านมา และวางเป้าหมายจะต้องพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครบ 4,009 ตำบล เกษตรกรมีเข้าร่วมโครงการจำนวน 32,00
เมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีครบวงจร ตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มชาวนา ภายใต้การนำของ คุณบุญมา พลภักดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยเตย เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในท้องถิ่น พวกเขารวมกลุ่มกันเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เห็นความสมัครสมานสามัคคีของชาวนาต้นแบบแห่งชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านอีสานที่ขยันทำงานอีกด้วย ผู้ใหญ่บุญมา พลภักดี บอกว่า ที่นี่เป็นชุมชนเกษตรกรที่ขยันในการทำมาหากิน เกษตรกร 1 คน ทำงาน 4 อย่าง คือ ทำนา เป็นพืชหลัก เพื่อใช้เป็นอาหารในครัวเรือน และผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ออกขาย เหลือกินจึงค่อยขายข้าว อาชีพที่สองคือ ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อจำหน่าย อาชีพที่สาม ปลูกอ้อยส่งโรงงาน และอาชีพที่สี่ เลี้ยงโค กระบือ เป็นเงินออมในครัวเรือน เรียกว่า เกษตรกร 1 คน ในชุมชนแห่งนี้ ทำ 4 อาชีพ ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บุญมา แนะนำให้ผู้เขียนได้เยี่ยมสว
คุณสมโภชน์ ชูศิริ อดีตผู้อำนวยการโครงประทานจังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรี เกษียณอายุมาตั้งแต่ ปี 2554 เขาเล่าว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว…ไม่มั่นใจในอาชีพรับราชการ จึงได้นำที่ดินมรดก 40 ไร่มาพัฒนาสวนเกษตรอินทรีย์ชื่อว่า “สวนทอฝัน” มีสัตว์เลี้ยงที่สวยงามอย่างไก่ฟ้า ม้าที่ช่วยกัดกินหญ้า และอุดมด้วยพืชผลนานาชนิด ล้วนให้ผลผลิตแล้วทั้งสิ้น มังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน อินทผลัม และมะนาวแข่งขันกันเติบโตและให้ผลตอบแทนเป็นรายได้หลักแสนในแต่ละปี เจ้าของสวนบอกว่า เป็นความโชคดีที่ได้มรดกสวนจากคุณแม่มาเป็นต้นทุนสำคัญ ด้วยการค่อยๆ สร้างพืชผลใหม่ด้วยเงินออม เงินสะสมด้วยหลักของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตลอดชีวิตรับราชการ เขายืนยันว่าฝันเขายังไม่จบเพียงวันนี้ อนาคตยังมีฝันอีกมากมาย โดยเฉพาะเมื่อส่งผ่านไปยัง คุณฐาปนา ชูศิริ ลูกชายคนเล็กที่จบปริญญาตรี สาขามัณฑศิลป์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะช่วยถักทอสานต่อสวนทอฝัน เริ่มสะสมทุน “สวนทอฝัน” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด อยู่ห่างจากตัวอำเภอเขาสมิงไปเพียง 3 กิโลเมตร บริเวณสวนร่มรื่น ตั้งแต่เข้าไปในเขตสวนทอฝัน ร่มรื่นด้วยสวนมังคุด
คุณกัลยาณี อ่อนทอง เกษตรกรต้นแบบ (Smart Farmer) อำเภอเกาะยาว พังงา ใช้ชีวิตตามหลักปรัชญา “ เศรษฐกิจพอเพียง” สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยสวนตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 บ้านท่าค่าย ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เป็นสวนเกษตรผสมผสาน ในพื้นที่ 1.5 ไร่ ปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น มะละกอ กล้วยหอม ฝรั่ง เสาวรส มัลเบอรี่ มะพร้าวน้ำหอม แก้วมังกร มะนาว พืชผักสวนครัว เพาะถั่วงอก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไว้บริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้ ยังปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และผักในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×20 เมตร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว เพื่อเป็นจุดเรียนรู้การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ สนับสนุนการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะยาว และยังมีไม้ยืนต้น อย่าง ต้นสักทอง ตะเคียนทอง อีกจำนวนหนึ่ง ปลูกไว้เพื่อเป็นร่มเงาและไว้สร้างที่อยู่อาศัยให้ลูกหลานในอนาคต พืชที่สร้างรายได้หลักคือ ผักไฮโดรปนิกส์ ที่ปลูกทั้งผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี คะน้า กวางตุ้ง จำหน่าย กิโลกรัมละ 70 บาท และผักสลัด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมาก สามารถจำหน่ายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 120 บา
