เศรษฐกิจพอเพียง
“อ้อยโรงงาน” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดชลบุรี เนื้อที่ปลูก รวม 1.4 แสนไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 10 ตัน ต่อไร่ ทั้งนี้ พบว่าอ้อยโรงงานมีแนวโน้มลดลงจากหลายสาเหตุ เช่น ปัญหาภัยแล้ง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศ การบริหารจัดการไร่อ้อยที่ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งพื้นที่การเกษตรที่ลดลงจากการขยายตัวของชุมชนเมือง ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี ดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย เพื่อให้เกษตรกรนำไปประยุกต์พัฒนาการเพาะปลูกอ้อย ให้มีผลผลิตและเกิดรายได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ลดการเผาอ้อยในช่วงฤดูตัดอ้อย เพราะนอกจากสร้างมลภาวะต่อสภาพอากาศและสุขภาพร่างกายแล้ว ยังทำให้ดินเสื่อมโทรมส่งผลเสียต่อการทำอาชีพการเกษตรโดยตรงอีกด้วย YSF ชวการ ช่องชลธาร เกษตรกรดีเด่น ปลูกอ้อยโรงงาน กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่และยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพตนเอง ตลอดจนเป็นเกษตรกรต้นแบบ เป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาผลงานจากตัว
วันนี้ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอหนองพอก ได้รับมอบหมายจาก คุณประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ออกติดตามโครงการไร่นาสวนผสมของ คุณวัชราพร กองศรี หรือ ผู้ใหญ่อ้อ อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 419 หมู่ที่ 13 ผู้ใหญ่บ้าน บ้านวังน้ำเย็น ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. 080-183-4750 โดยการสนับสนุนของ กำนันอัครวัฒน์ ศรีพะยอม โดยมี คุณชาญศักดิ์ หงษ์ทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ นำลงตรวจเยี่ยม ไร่นาสวนผสมตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรอยู่อย่างพอเพียง พื้นที่ 8 ไร่ ปลูกมะนาว 120 ต้น เก็บขายทุกวัน วันละ 100-500 ผลผลละ 1 บาท เลี้ยงปลา 3 บ่อ ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร บ่อละ 5,000 ตัว เลี้ยงวัว ปลูกผักสวนครัว ปลาดุกในบ่อซีเมนต์ ขายทุกวัน แบบอย่างของประชาชน ท่านผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา โดย คุณวิธรัช รามัญ นายอำเภอหนองพอก จัดเป็นจุดศึกษาดูงานของชุมชน นอกจากนี้ มีทำนาเกษตรอินทรีย์ 16 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง 12 ไร่ ความเป็นอยู่อย่างมีความสุข พร้อมดูแลประชาชน ในตำแหน่ง “ผู้ใหญ่บ้านสตรีเหล็กนักพัฒนา” คุณวัชราพร กองศรี หรือ ผู้ใหญ่อ้อ กล่าวว่า ตนเองมีลูก 3 คน เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ป
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้นั้นตัวเราทั้งสิ้นคือคนที่ทำให้เกิด เพราะนี่คือความจริงแห่งชีวิตมนุษย์ พยายามปลุกตัวเองให้เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ พร้อมเปิดใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกคนย่อมมีอิสระในการใช้สมองคิดและลงมือทำในสิ่งที่เราคิด ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น คนที่โชคดีที่สุดของชีวิตคือคนที่ชนะใจตัวเอง ควบคุมเวลาที่เดินไปตลอดเวลาให้มีคุณค่ากับชีวิตให้ได้มากที่สุด อย่าให้เวลานั้นมาควบคุมชีวิตเรา เชื่อมั่นในตัวเองให้มากที่สุด นี่คือข้อแรกที่สามารถทำให้จิตใจเราแข็งแกร่ง ทำให้มีความกล้าคิด กล้าทำกับทุกสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง แบบเชื่อมั่นว่าจะต้องสำเร็จได้แน่นอน เพราะมันคือวิถีชีวิตที่เกิดจากการตัดสินใจของตัวเองทั้งสิ้น ก่อนอื่นขอขอบพระคุณอย่างมากมายจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่มีแฟนๆ ให้แรงใจกันมาตลอด ทุกครั้งเมื่อหนังสือวางแผงมักจะมีการส่งเสียงโทร. (081) 846-0652 และทางเฟซบุ๊ก สมยศ ศรีสุโร หรือ ID Line Janyos จากแฟนๆ ที่ให้แรงใจเสมอมากับทุกเรื่องราวที่ได้นำมาเสนอ ขอขอบพระคุณอีกครั้ง ขอฝากคอลัมน์นี้ไว้ในอ้อมใจแฟนๆ ด้วยนะครับ ปักษ์นี้ผมมีความยินดีอย่างมากที่ได้นำเสนอเรื่
โรงเรียนบ้านต้นยวน ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้บริการรับนักเรียนเข้าศึกษาในพื้นที่ หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 12 ของตำบลคลองชะอุ่น โดยโรงเรียนก่อตั้งและเปิดรับนักเรียนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2518 เป็นต้นมา โดยประชาชนในหมู่บ้านร่วมกันสร้างขึ้น โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการในระยะเริ่มแรก ในแบบของอาคารเรียนชั่วคราว ขนาดเพียง 7×9 เมตร มุงสังกะสี ฝาไม้ขัดแตะ ลักษณะของชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ มีประชากรประมาณ 2,800 คน โดยครอบคลุมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 7 หมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 12 ประชากร ร้อยละ 100 นับถือศาสนาพุทธ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม สภาพเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน ปัจจุบัน ได้ทำการเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ 6 พื้นที่ทำการเกษตรของโรงเรียนทั้งหมด 8 ไร่ ลักษณะพื้นที่ดินเป็นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การปลูกพืช ใช้น้ำฝนและน้ำในสระน้ำ รูปแบบของพื้นที่เกษตร แบ่งเป็นโซนผสมผสานกันมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การปลูกปาล์มน้ำมัน การเพาะเลี้ยงเห็ด การปลูกผักสวนครัว ปลูกกล้วย ปลูกข้าวโพด การเลี้ยงหมู การเลี้ยงปลาดุกในบ่
ในอดีต ผลกระทบของสงครามในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ราษฎรกัมพูชาจำนวนมากได้หลบหนีการสู้รบและหนีความอดอยากเข้าสู่ประเทศไทยในบริเวณชายแดนจังหวัดปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด ทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรไทยแถบนี้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก รัฐบาลจำเป็นต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งวิธีการหนึ่งคือ การพัฒนาอาชีพราษฎรไทย เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ศูนย์อำนวยการร่วมกองบัญชาการทหารสูงสุด และกรมการศึกษานอกโรงเรียน ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนจากผลกระทบดังกล่าว จึงได้ประสานงานขอความช่วยเหลืองบประมาณจากญี่ปุ่น จัดตั้ง “ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว” (ศฝช.สระแก้ว) เมื่อ 23 กันยายน 2525 เพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ชายแดน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด และพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริ (โครงการทับทิมสยาม 02) ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ประชาคมอาเซียนและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน ศฝช.สระแก้ว จัดเป็นอุทยานการศึกษาของจังหวัดสระแก้ว มีหน่วยงานทางการศึกษา จำนวน 6 แห่ง ใช้พื้นที่ในบริเวณร่วมกัน ได้แก่ สำนักง
“ประทีป มายิ้ม” เกษตรกรเจ้าของ “สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม” อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ กลายเป็น “ปราชญ์เกษตรต้นแบบ” โดยอาศัยที่ดินเพียงแค่ 1 ไร่ เป็นที่ทำกินสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 600,000 บาท สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ได้ใช้เป็นต้นแบบสู้ชีวิต เมื่อ คุณประทีป มายิ้ม อายุ 19 ปี เคยไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในโครงการแลกเปลี่ยนเกษตรกรไทยกับซาอุฯ เขาใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างยากลำบาก ต้องทำงานปลูกต้นไม้ ปลูกข้าว จัดสวนหย่อม ไม้ดอกไม้ประดับกลางทะเลทราย แต่เขาใจสู้เกินร้อย ก็ตั้งใจทำงานทุกอย่างได้สำเร็จ เมื่อเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย เขาได้นำวิชาความรู้ที่ได้จากต่างแดนมาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรที่จังหวัดชลบุรี คุณประทีปทำเกษตรแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อยากกินไข่ก็เลี้ยงไก่ อยากกินกุ้ง กินปลา ก็ลงมือเลี้ยงด้วยตัวเอง พร้อมปลูกพืชแบบคอนโดฯ 7 ชั้น (ปลูกต้นไม้ 7 ระดับ) ซึ่งเป็นเกษตรเชิงนิเวศหรือเกษตรผสมผสาน ที่มีสภาพใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ “ภาคเกษตรเมืองไทยอุดมสมบูรณ์มาก แถมมีต้นทุนต่ำสุด เพราะได้เปรียบในเรื่องดินดี น้ำดี และมีอุณหภูมิความชื้นที่
ชาวสวนยางพาราในอดีตปลูกทุกอย่างที่กินหรือใช้ในครอบครัว ทำงานอยู่ในสวนยางประมาณ 10-12 ชั่วโมง ต่อวัน สวนยางในอดีตจึงเปรียบเสมือนซูเปอร์มาร์เก็ตและตู้เย็นที่มีชีวิต มักพูดกันติดปากว่า อยากได้อะไรก็ไปหาจากป่ายาง แต่ระยะหลังเกษตรกรหันมาปลูกยางในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว ทำให้วิถีชีวิตชาวสวนยางแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเจอวิกฤตยางพาราราคาตกต่ำ ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย ปี 2557 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จึงกำหนดนโยบายให้สงเคราะห์ปลูกยางพาราทดแทนแบบผสมผสาน โดยปลูกยางพันธุ์ดีไม่น้อยกว่า 40 ต้น ต่อไร่ ร่วมกับไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เกษตรกรหลายรายตัดสินใจลงทุนทำ “สวนวนเกษตรยางพารา” (Rubber Agroforestry) ซึ่งเป็นการปลูกยางพาราโดยมีพืชอื่นๆ ปลูกร่วมและปลูกแซม ทำให้ภายในสวนยางพารามีความหลากหลายของพืชและสัตว์เพิ่มมากขึ้น มีแมลงช่วยผสมเกสร ตัวเบียน ช่วยกินศัตรูพืช จุลินทรีย์ดินช่วยย่อยสลาย ไส้เดือนช่วยทำให้ดินร่วนซุย ฯลฯ สวนวนเกษตรห้วยหาด บังหมัดฉา หรือ คุณหมัดฉา หนูหมาน เจ้าของสวนวนเกษตรห้วยหาด เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการสร้างป่าในสวนยางพารา บังหมัดฉา อาศ
“ทฤษฎีใหม่” ทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยใช้แนวคิดแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้วางรากฐานและพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้มีชีวิตอยู่โดยหลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน หลายชุมชนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ปรับใช้กับอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับครอบครัว ดังเช่น คุณณรงค์ กลิ่นถือศีล ที่วันนี้เขาหันหลังให้กับเงิน เดินกลับมารับหน้าที่เป็นหมอดินอาสาประจำตำบลทุ่งบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พัฒนาสานอาชีพเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่ คุณณรงค์ หรือ คุณป๊อป เรียนจบด้านศิลปะ เคยทำงานออกแบบดิสเพลย์สินค้าให้บริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ ก่อนเป็นทหารรับใช้ชาติ 2 ปี เมื่อหมดหน้าที่ตั้งใจกลับไปหางานทำใหม่อีกครั้งในกรุงเทพฯ แต่จังหวะนั้นทางบ้านมีหนี้สินจากการลงทุนทำนา “หนี้สินที่เกิดขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หมดไปกับปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฮอร์โมนพืช และสารเคมีต่างๆ เพราะครอบครัวมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีน้อย จะฉีดพ่นสารเคมีหรือใส่ปุ๋ยจะกำหนดตามระยะเวลา ต
คุณนิตย์ เครือน้อย อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา อดีตช่างเฟอร์นิเจอร์ ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบผสมผสาน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยใช้พื้นที่ปลูกผักพื้นบ้าน เลี้ยงไก่ หมู และปลา สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างดี คุณนิตย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ แต่มาสมัยนี้ผู้คนหันไปใช้เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปจึงไม่มีงานทำ ตอนแรกๆ ได้หันมาปลูกผักบุ้ง แล้วให้น้องนำไปขายที่ตลาด จากนั้นเมื่อตลาดเริ่มโตขึ้น จึงทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหมุนเวียน โดยจุดประกายความคิดจากแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานไว้ ใช้พื้นที่นาของตัวเองจำนวน 5 ไร่ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ที่อยู่อาศัย 1 ส่วน ที่ทำเกษตร 4 ส่วน ใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการปลูกพืชแซม เพื่อให้พืชได้เอื้อประโยชน์ต่อกัน และที่สำคัญคือทำเกษตรแบบปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี ทำเกษตรแบบผสมผสาน คือ เลี้ยงหมู ไก่ และปลูกผักพื้นบ้านหลากหลายชนิด เช่น ผักบุ้งจีน พริก มะเขือ ผักชี สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย จึงทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอด สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ผลผลิตที
ปลัดเกษตรฯ เร่งกำจัดจุดอ่อน “1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” กำชับทุกหน่วยเร่งขับเคลื่อนแล้วเสร็จภายในธ.ค.64 เพื่อช่วยเกษตรกรไทยมีรายได้มันคงและยั่งยืนหลุดพ้นจากภาวะวิกฤติ โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เผยล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 29,537 ราย จ้างงาน 14,078 ราย ขุดสระเก็บน้ำเสร็จแล้ว 5,801 บ่อ วางเป้าประเทศไทยจะมีพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน เพิ่มขึ้น 1.9 แสนไร่ มีพื้นที่กักเก็บน้ำ เพิ่มขึ้นกว่า 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อราย โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ นับเป็นโครงการสำคัญภายใต้นโยบายเร่งด่วนของของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้มีงาน มีรายได้ที่มันคงและยั่งยืน รวมทั้งต้องการสกัดการไหลบ่าแรงงานภาคการเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563ที่ผ่านมา และวางเป้าหมายจะต้องพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครบ 4,009 ตำบล เกษตรกรมีเข้าร่วมโครงการจำนวน 32,00
