ทุเรียน
เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เกษตรอำเภอแม่ริม พร้อมเจ้าหน้าที่ติดตามการผลิตทุเรียนคุณภาพของ อาจารย์เสถียร ภิระเป็ง ที่หมู่ที่ 4 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจจึงนำมาเผยแพร่ โดย อาจารย์เสถียร ภีระเป็ง ถือเป็นเกษตรกรต้นแบบ อาจารย์เสถียร กล่าวว่า ตนเองเป็นข้าราชการบำนาญ อดีตรับราชการเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ เมื่อเกษียณอายุราชการ จึงหันมาทำการเกษตรปรับพื้นที่เดิมที่ปลูกดอกเบญจมาศ มาปลูกทุเรียนในระบบปลอดภัยพันธุ์หมอนทอง ระยะห่างระหว่างต้นระหว่างแถว 6×6 เมตร จำนวน 23 ไร่ โดยซื้อต้นพันธุ์มาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ พื้นที่เป็นไหล่เขาจึงมีการปลูกแบบขั้นบันได ทำระบบให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ ปลูกมาประมาณ 7 ปี ปัจจุบันเริ่มให้ผลผลิตแล้วรสชาติหวาน กลิ่นหอมอ่อนๆ เนื้อหนาละมุน และผลผลิตจะออกท้ายฤดูกาลของที่อื่น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น และอยู่ในพื้นที่ระดับความสูงกว่า 900 เมตร จากระดับน้ำทะเลโดยจำหน่ายทางระบบออนไลน์ ในกิโลกรัมละ 200 บาท สามารถสร้างรายได้หลังเกษียณอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ผู้เขียนจึงค้นคว้าข้อมูลทา
ผู้เชี่ยวชาญ เผย 4 ความเชื่อเรื่องการกิน “ทุเรียน” ที่หลายคนอาจยังเข้าใจผิด พร้อมแนะนำวิธีการกินอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ ทุเรียน เป็นผลไม้สุดโปรดของใครหลายคน แต่ก็แฝงไปด้วยอันตราย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีพลังงานสูง มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างมาก รวมถึงมีโพแทสเซียมสูง หากรับประทานมากเกินไปล่าสุด คลินิกหัวใจราชพฤกษ์ ได้เผย 4 ความเชื่อเรื่องการกิน “ทุเรียน” ที่หลายคนเข้าใจผิด 1.ทุเรียนมีคอเลสเตอรอลสูงความจริงแล้ว ทุเรียนไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะคอเลสเตอรอลนั้นพบในอาหารจากสัตว์ ไม่ใช่ในพืช 2.ต้องกินมังคุดคู่กับทุเรียน เพื่อลดความร้อนปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามังคุดช่วยดลความร้อนจากทุเรียนได้ ดังนั้นกินได้ตามความชอบ ไม่จำเป็นต้องคู่กัน 3.กินทุเรียนร่วมกับแอลกอฮอล์ ทำให้ตายได้แม้ไม่มีหลักฐานการเสียชีวิตชัดเจนจากการกินร่วมกัน แต่หากกินปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการคล้ายแพ้แอลกอฮอล์รุนแรง ซึ่งอาจเป็นอัตรายร้ายแรงในโรคหัวใจ จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินร่วมกัน 4.ทุเรียนช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าทุเรียนเป็นผลไม้ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กินทุเรียน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์ส่งออกทุเรียนและมาตรการควบคุมคุณภาพผลไม้ เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันการส่งออกทุเรียนไทยปีนี้ให้มีมูลค่าทะลุ 150,000 ล้านบาท โดยมองว่า “คุณภาพและความเชื่อมั่น” จะเป็นปัจจัยชี้ขาดในการรักษาตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย นายสุริยะ กล่าวว่า วันนี้การแข่งขันของประเทศผู้ส่งออกไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องราคา แต่แข่งขันกันที่มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และความน่าเชื่อถือของสินค้า “ทุเรียนไทยไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตร แต่เป็นเศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงรายได้เกษตรกร ผู้ส่งออก โลจิสติกส์ และภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดโลก” ข้อมูลล่าสุด ไทยส่งออกทุเรียนสดแล้วกว่า 28,500 ชิปเมนต์ ปริมาณรวมกว่า 460,000 ตัน มูลค่ากว่า 52,500 ล้านบาท สะท้อนความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ยังมีต่อทุเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยอมรับว่า ปัญหาทุเรียนอ่อน การตรวจพบศัตรูพืช สารตกค้าง รวมถึงสาร Basic Yellow 2 (BY2) ยังคงเป็นความเ
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออก ตามมาตรฐานบังคับ เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ.9070-2566) และการตรวจคัดกรองสารปนเปื้อนแคดเมียม และ BY2 ที่สืบเนื่องจากการประเทศไทยได้รับการแจ้งเตือนการตรวจพบสารดังกล่าวในทุเรียนส่งออกจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชานจีน ณ ล้งทุเรียน RSK (โกอาร์-เจ๊สาว) อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โดยเป็นการบูรณาการภารกิจเชิงพื้นที่การตรวจสอบร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกองควบคุมมาตรฐาน มกอช. สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ ๖ จันทบุรีกรมวิชาการเกษตร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษาเสถียรภาพด้านราคา รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สุ่มทุเรียนหมอนทอง เพื่อตรวจน้ำเนื้อแห้งโดยพบว่ามีค่า 36 % ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ไม่น้อยกว่า 32%) โดยยังคงเน้นย้ำให้ล้งทุเรียนทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรฐาน มกษ.9070-2566 อย่างเคร่งครัด เพ
(ซินหัว) — ยามย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ “ราชาแห่งผลไม้” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ “ฤดูทุเรียน” โดยระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่พัฒนาดีขึ้น ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่สู่การรวมกลุ่มซื้อและตลาดเมืองรอง โม่เจียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่าการนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังคงค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานานของทุเรียนไทยยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าจีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที
“ทุเรียนโอฉี่” หรือหนามดำ กำลังเป็นที่นิยมในการบริโภค และนำไปปลูกกันมากในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยเป็นทุเรียนที่มีการปลูกกันมาก รองลงมาจากทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิง ของมาเลเซีย มีประวัติความเป็นมาจากการที่ นายเหลียว เชือก เกี๋ยง หรือ มิสเตอร์เกี๋ยง นำเอาเมล็ดทุเรียนไม่ทราบพันธุ์จากประเทศไทยเมื่อ 30 ปีก่อนไปปลูกจนต้นโตติดผลดกเต็มต้น มีทรงผลสวย เปลือกบาง เมล็ดเล็ก เนื้อสุกเป็นสีเหลืองอมส้ม เหมือนทองคำ เนื้อละเอียดเนียน รสชาติหวานมันและหวานแหลม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อเยอะ ที่สำคัญเป็นสายพันธุ์เบา มีดอกและติดผลได้ง่าย หลังปลูกเพียงแค่ 4-5 ปี สามารถมีดอกและติดผลได้แล้ว น้ำหนักผลเฉลี่ยระหว่าง 2-3 กิโลกรัม และไม่มีรสขม คุณธนเดช จันธนันกุล หรือ คุณกอล์ฟ เจ้าของสวนทุเรียน “บ้านไร่คุณหมอ” ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ยะลา ปี 2563 ตั้งอยู่ที่ 81/18 หมู่ที่ 5 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เกษตรกรรุ่นใหม่เน้นผลิตทุเรียนเกรดพรีเมียม “เนื้อต้องได้ สีต้องสวย รสชาติต้องหวานนุ่มเหมือนครีมเค้ก” ผลผลิตมีเท่าไหร่ไม่พอขาย คุณกอล์ฟ เล่าให้ฟังว่า ตนเองเรียนจบมาทางด้านสาธารณสุข แต่หลังจากเรียนจบแล้
ทุเรียนไทยที่เคยครองแชมป์ในฐานะ “ราชาแห่งผลไม้” และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกรมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อความมั่นคงทางรายได้เริ่มสั่นคลอนจากการก้าวเข้ามาของคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง เวียดนาม โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างประเทศจีน เพื่อให้ทุเรียนไทยยังคงเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค เกษตรกรยุคใหม่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทั้งการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน หยุดวงจรการตัด ‘ทุเรียนอ่อน’ อย่างเด็ดขาด เพราะการเห็นแก่รายได้ระยะสั้นจะทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของทุเรียนไทยในภาพรวม เกษตรกรต้องเข้มงวดกับมาตรฐาน GAP และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาและความปลอดภัย การใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Smart Farming) เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดใหม่ ไม่พึ่งพาเพียงตลาดจีนเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองหาการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ที่เน้นสินค้าเกรดพรีเมียม คุณกุ๊ก-กันยารัตน์ เล็กเลอสันต์ ต้นแบบคนรุ่นใหม่ที่นำทักษะการบริหารจัดการมาพลิกโฉมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม จากอดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่ตัดสินใจท
หลายปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกเดินออกจากธุรกิจเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม เนื่องจากมองเป็นงานหนัก บางคนมองว่าไม่เท่ รวมถึงบางคนมองว่าเป็นงานยากในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่สำหรับ นิ้ง-สิริยากร ธรรมจิตร์ บัณฑิตป้ายแดง เจ้าของแบรนด์ทุเรียน “ลูกสาวกำนัน” จ.จันทบุรี เลือกยืนหยัดกลับมาสานต่อธุรกิจสวนทุเรียนของครอบครัว กลายเป็น New Gen ยุวเกษตรกร ที่มุ่งมั่นให้ธุรกิจเกษตรเติบโตอย่างมีนวัตกรรม นิ้งเล่าว่า เดิมเป็นเด็กที่ชื่นชอบงานด้านวิชาการ จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วง ม.6 คุณพ่อไปเห็นทุนการศึกษา ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เพื่อเข้าศึกษาต่อคณะเกษตรนวัตและการจัดการ (IAM) คณะที่ช่วยให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ สร้างรายได้สูง “ตอนแรกเคยตั้งคำถามว่า ถ้าเรียนด้านเกษตรกรรมเฉยๆ จะไหวหรือไม่ แต่ที่บ้านบอกเราชัดเจนว่า ไม่ได้อยากให้เรากลับมาเพื่อทำสวน แต่อยากให้มาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม—” “—ทางคณะให้เราเรียนรู้ด้านเกษตรควบคู่กับธุรกิจ ไม่ใช่เรียนแค่ทฤษฎี แต่ให้เราได้เข้าสู่ภาคปฏิบัติจริงๆ ตลอด 4 ปี ทั้งการฝึกงานที่สวนทุเรียนในจังหวัดอื่น กา
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิด โดยปัจจุบันมีทุเรียนไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI 19 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วไทย สร้างมูลค่าการตลาดสูงถึง 68,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI ไทย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยถึงภาพรวมความสำเร็จของการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มทุเรียนไทย โดยทุเรียน GI 5 อันดับยอดนิยมที่สร้างมูลค่าการตลาดสูงสุดในปี 2568 ล้วนโดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โดยส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ครองใจผู้บริโภค นำโดย “ทุเรียนชุมพร” ขึ้นแท่นอันดับ 1 ทุเรียน GI ที่มีมูลค่าสูงสุดกว่า 49,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว และแหล่งผลิตกว้างขวางจึงมีปริมาณการผลิตมากกว่า 379,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 80–180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที
“ ทุเรียน ” เป็นไม้ผลทำเงินที่ขายได้ราคาดี สร้างแรงจูงใจให้ เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หันมานิยมปลูกอย่างแพร่หลายมากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 แต่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง และได้ผลผลิตต่ำ เนื่องจากมีการใช้สารเคมีปริมาณมากในการดูแลรักษาต้นทุเรียนที่ปลูก กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานีร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด สุราษฎร์ธานีจึงได้เข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในเรื่องของการปลูก การดูแลรักษาทุเรียนด้วยการลดใช้สารเคมี เน้นการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี จัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลตะกุกใต้ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้น และกลุ่มมีมติให้ทุเรียนเป็นพืชหลัก เพื่อเฝ้าระวังและติดตามการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช ศจช.ตำบลตะกุกใต้กลายเป็นจุดศึกษาดูงาน และได้รับการสนับสนุนกล้องจุลทรรศน์ Compound Microscope และ Stereo Microscope จาก
