เกษตรกรรุ่นใหม่
ฤดูกาลเพาะปลูกเริ่มต้นด้วยเมล็ดพันธุ์ แต่อนาคตของภาคเกษตรไทยเริ่มต้นจาก “คน”…ในวันที่โครงสร้างแรงงานภาคเกษตรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เทคโนโลยีกำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำเกษตร การสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะการบริหารจัดการ และความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว แม้ภาคการเกษตรไทยยังมีแนวโน้มเติบโต โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่า GDP ภาคการเกษตรปี 2569 จะขยายตัวกว่า 1.4% แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ประเทศไทยจะสร้าง “คนรุ่นใหม่” ที่พร้อมสานต่อและขับเคลื่อนภาคการเกษตรในอนาคต สอดคล้องกับรายงานผลสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า ผู้ถือครองการทำเกษตรกว่าร้อยละ 52.8 มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ในจำนวนนี้มีถึงร้อยละ 28.3 มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่และยกระดับทักษะของผู้ที่สนใจเข้าสู่ภาคการเกษตร จากแนวโน้มดังกล่าว สยามคูโบต้า จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพเกษตรก
ขอแสดงความยินดีในวาระครบรอบ 15 ปีของ เพจชาวนาวันหยุด ที่ก่อตั้งโดย คุณสุภชัย ปิติวุฒิ กรรมการบริหารคูโบต้ากำแพงเพชร (ฮั้วเฮงหลี) จังหวัดกำแพงเพชร คุณสุภชัยรักอาชีพการทำนา และเล็งเห็นปัญหาความยากลำบากในการทำนา ซึ่งเกิดจากความอ่อนแอของต้นข้าวที่แช่น้ำขังในแปลงนาต่อเนื่อง รวมทั้งการใช้สารเคมีทำลายระบบนิเวศน์ในระบบการผลิตข้าว จึงตัดสินใจเปิดเพจชาวนาวันหยุดในปี 2554 เพื่อถ่ายทอดความรู้การทำนาสมัยใหม่ ผสมผสานเทคโนโลยีและการจัดการธรรมชาติ เน้นการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) แกล้งข้าว ซึ่งใช้น้ำน้อยกว่า ลดต้นทุนการสูบน้ำ ลดความชื้นสะสม ตัดวงจรแมลงและโรคพืช รากข้าวหยั่งลึก แตกกอดี ลำต้นแข็งแรง ให้ผลผลิตที่ดี ไร่ละ 1 ตันควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต “เพจชาวนาวันหยุดขายประสบการณ์ในการแก้ปัญหาด้านเขตกรรม ทั้งการบริหารจัดการดินและน้ำ หลายคนเข้ามาดูผ่านคลิปวิดีโอ มันอาจจะไปตั้งคำถาม เอ๊ะ! น่าสนใจ อยากได้แบบนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือ นำองค์ความรู้ของเราไปปรับใช้ในแปลงนาของคุณ ความสำเร็จไม่มีขายครับ…อยากได้ต้องลงมือทำ” คุณสุภชัยกล่าว สื่อสารอย่างไรให้โดนใจชาวนา ในอดีต เกษตรกรไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเพราะความกลัวใน
ถั่วเหลือง เป็นพืชที่พบในประเทศจีน เมื่อเกือบ 5,000 ปีที่แล้ว บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลือง จากนั้นแพร่กระจายพันธุ์ไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีก่อนเข้าสู่ยุโรปและอเมริกา ถั่วเหลือง เป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดสำหรับวัว อเมริกามีพื้นที่การปลูกถั่วเหลืองและผลผลิตมากที่สุดในโลก ประเทศไทย เริ่มปลูกถั่วเหลืองกันกว่า 200 ปีแล้ว สันนิษฐานว่าเมล็ดพันธุ์ได้มาจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 หน่วยงานของรัฐได้มีการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้เหมาะสมกับภูมิอากาศบ้านเรา เช่น พันธุ์สุโขทัย 1-3 พันธุ์นครสวรรค์ 1 พันธุ์เชียงใหม่ 60 พันธุ์ สจ.4 และ สจ.5 ปัจจุบันนี้ การผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศมาบริโภคในครัวเรือนและส่วนใหญ่นำเข้ากากถั่วเหลืองมาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ พื้นที่ปลูกในประเทศจะเป็นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดเนื่องจากอากาศค่อนข้างเย็นกว่าภาคอื่น ถึงแม้ว่าถั่วเหลืองไม่ใช่พืชบ้านเรา แต่ก็มีการนำถั่วเหลืองมาใช้บริโภคกันอย่างแพร่หลาย เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำนมถ
คุณสิทธิชัย บังเมฆ แห่งน่านหนานราชฟาร์ม ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ที่ 26 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ประธานเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดน่าน มีความคิดว่าเนื่องจากพื้นที่จังหวัดน่านมีไผ่ซางหม่นและไผ่ป่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่มีในพื้นที่ เขาจึงคิดที่จะเพิ่มมูลค่าของไผ่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การขยายพันธุ์ไผ่ การทำเฟอร์นิเจอร์ การทำชาจากใบไผ่ การทำถ่านไบโอชาร์ เป็นต้น และยังเพิ่มพื้นที่ป่าในพื้นที่แทนการปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นปัญหาหลักในพื้นที่จังหวัดน่าน ปัญหาหมอกควัน PM 2.5 ปัญหาไฟป่า จึงรวมกลุ่มในอำเภอบ้านหลวงในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไผ่ขึ้นมา ไผ่ซางหม่น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dendrocalamus sericeus ลักษณะทั่วไป ไผ่ซางหม่นจัดเป็นไผ่ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เส้นรอบวงประมาณ 30-50 เซนติเมตร สีของลำสีเขียว ไม่มีหนามและไม่ค่อยมีแขนง มีคราบของแป้งสีขาวหรือวงขาวต่างๆ หรือสีขาวหม่น ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ไผ่ซางหม่น” ตามลักษณะที่เกิดขึ้น ลำใหญ่ตรงสูงประมาณ 15-20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำ เฉลี่ย 6-10 เซนติเมตร ปล้องยาว 30-40 เซนติเมตร เนื้อหนา ใบคล้าย
ปัจจุบัน ชาวสวนกลุ่มเล็กๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกได้รวมตัวกันจัดตั้ง “ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่อยากเปลี่ยนแปลง ปลูกผลไม้ร่วมกับธรรมชาติ เพื่อให้ได้ผลไม้คุณภาพดี มีรสชาติอร่อยและปลอดภัย จุดต่างที่ทำให้กลุ่มฯนี้ไม่เหมือนใคร เพราะทุกคนช่วยกัน ใครมีวัตถุดิบ ใครมีตลาด ใครมีโรงงาน ทุกสวนต่างช่วยกันเปิดตลาด ทั้งในประเทศและส่งออก ไม่แย่งกันขาย ร่วมแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งกลับเข้ากลุ่ม เพื่อยกระดับสวนสมาชิก โดยไม่ทิ้งใครไว้กลางทาง แม้ยังไม่เป็นเกษตรอินทรีย์ก็มีที่ยืน กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี ปลูกผลไม้ด้วยความรู้ ความรัก และความรับผิดชอบ สนใจเรียนรู้การตลาด การแปรรูป และการขนส่งด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุด แต่เพื่อศักดิ์ศรี ความมั่นคง และอนาคตของเกษตรกรไทยทุกคน กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี คือระบบเกษตรที่ไม่แข่งกันแต่ “แบ่งกันโต”เพราะเชื่อว่า การแบ่งปัน ไม่ใช่การเสียเปรียบ แต่เป็นการอยู่รอดไปด้วยกัน สร้างเศรษฐกิจพอดี ที่เติบโตไปด้วยกัน คือรากฐานของความยั่งยืน แกนนำ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี จุดเริ่มต้นของ กลุ่มเกษตรกรพอดีพอดี เกิดจากการรวมตัวของแกนนำ 4 ราย ประกอบด้วย 1. คุณสุธีร์
หากใครกำลังมองหาอาชีพใหม่ หรืออาชีพเสริมรายได้ ที่สร้างอาชีพได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนเยอะ คุณนีม หรือ คุณณิชนันทน์ หะยีลาเต๊ะ เจ้าของฟาร์มรัก – FARM RAK นนทบุรี ชวนเลี้ยงไส้เดือน อาชีพสุดปัง ทำง่าย ได้เงินจริง! รู้จัก FARM RAK นนทบุรี คุณนีม-ณิชนันทน์ หะยีลาเต๊ะ บัณฑิตปริญญาโทแห่งรั้วธรรมศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต้องการทำฟาร์มเกษตรโดยไม่พึ่งสารเคมี เพื่อผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ซึ่งการทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มต้นจากดินคุณภาพดี จึงเป็นที่มาของการทำฟาร์มไส้เดือนแห่งนี้ คุณนีมใช้เวลาทดลองเลี้ยงไส้เดือนกว่า 1 ปี จนเกิดความมั่นใจจึงลงทุนเปิดกิจการในชื่อ ฟาร์มรัก FARM RAK นนทบุรี สายพันธุ์ไส้เดือน คุณนีมเลี้ยงไส้เดือน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์แอฟริกัน (AF : African Night Crawler) และ พันธุ์บลูเวิร์ม (Blue worm) ข้อดีของการเลี้ยงไส้เดือนสายพันธุ์ AF คือ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีจากธรรมชาติ ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย ช่วยเพิ่มและแพร่กระจายจุลินทรีย์ในดิน เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ เหมาะเป็นอาหารสัตว์และเป็นเหยื่อสำหร
คุณดิลก ชมพูมิ่ง เกษตรกรรุ่นใหม่ในวัย 31 ปี เริ่มต้นทำสวนเกษตรผสมผสานอย่างจริงจังเมื่อปลายปี 2562 ด้วยเหตุอยากมีรายได้เสริมควบคู่กับรายได้จากงานประจำ แม้ปัจจุบันเขายังรั้งตำแหน่งพนักงานฝ่ายขายอาหารสัตว์บก บริษัทธุรกิจเกษตรยักษ์ใหญ่ที่จังหวัดสระบุรี หลังจบปริญญาตรี สาขาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่มีแนวคิดอยากทำอาชีพเกษตรควบคู่ไปด้วย หลังได้เนรมิตเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน ที่บ้านแม่คำมี ตำบลแม่คำมี อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ เป็นสวนเกษตรผสมผสาน โดยมีพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียนพันธุ์มูซังคิงและไผ่กิมซุงเป็นตัวชูโรง ทุเรียนจำนวน 147 ต้น ส่วนไผ่กิมซุงจำนวน 110 ต้น ปลูกแซมด้วยพืชผัก สมุนไพร และผักสวนครัว จำพวกขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และไม้ผล อาทิ กล้วย น้อยหน่า มะม่วง ฝรั่งกิมจู ชมพู่ มะละกอแขกดำ หวังให้มีรายได้ตลอดทั้งปี “ตอนนี้งานประจำก็ยังทำอยู่ แต่อยากจะทำอะไรที่เป็นของตัวเองจะได้มีรายได้ เมื่อเกษียณจากงานประจำ บังเอิญได้ซื้อที่มาจากญาติจำนวน 4 ไร่กับ 2 งาน เมื่อก่อนที่ตรงนี้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่พอไม่มีใครทำก็ปล่อยทิ้งรกร้าง ผมเลยซื้อต่อเพื่อเอามาทำสวนเกษตรผสมผสาน อย่
คุณฝ้าย – จันทร์พิมพ์ อินทร์ภิบาล ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่จังหวัดระยองเพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่ เนื่องจากช่วงนั้นคุณพ่อป่วย เป็นเนื้องอกในสมอง หลังผ่าตัดเธอค้นหาอาหารเป็นยาที่ช่วยบำรุงร่างกาย พบว่า ในโลกมีเห็ดอยู่ 2 ชนิดที่มีสรรพคุณเด่นด้านการบำรุงสมองและช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกในสมอง คือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดหัวลิง) และเห็ดเยื่อไผ่ ซึ่งเห็ดชนิดแรกมีราคาแพงและหาซื้อยาก คุณฝ้ายตัดสินใจหาซื้อเห็ดเยื่อไผ่ จากท้องตลาด พบว่า เป็นสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งมีปริมาณสารฟอกขาวสูงกว่าที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ก้อนเชื้อเห็ดเยื่อไผ่มีราคาสูงมาก เธอจึงตัดสินใจทดลองเพาะเห็ดด้วยตัวเองที่บ้าน ลองผิดลองถูกจนประสบ ต่อมาเธอตัดสินใจไปเรียนต่อเรื่องการเพาะเห็ดเป็นยา กับดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้ก่อตั้ง สถาบันอานนท์ไบโอเทค หลังจากคุณฝ้ายได้ใช้เห็ดเยื่อไผ่ อาหารเป็นยาดูแลสุขภาพคุณพ่ออย่างต่อเนื่อง ช่วยให้คุณพ่อฟื้นตัวได้ไว และมีสุขภาพแข็งแรงในเวลาต่อมา เมื่อคุณฝ้ายได้ศึกษาเรื่องเห็ดเยื่อไผ่อย่างจริงจัง จึงพบว่า เห็ดชนิดนี้นอกจากมีสรรพคุณเด่นด้านบำรุงสมองแล้ว เมือกของเห็ดเ
ในวันที่ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ปุ๋ยแพง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีรายจ่ายของเกษตรกรอีกต่อไป แต่กลายเป็นแรงกดดันที่กัดกินความหวังของคนตัวเล็กอย่างเงียบงัน หลายพื้นที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ยังจะทำเกษตรต่อไปอย่างไร” เมื่อรายได้ไม่แน่นอน แต่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นแทบทุกฤดูกาล ทั้งราคาปุ๋ยเคมี วัสดุปรับปรุงดิน ไปจนถึงค่าจัดการแปลงที่สูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและพลังงานโลก ภาพของดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลับค่อยๆ เสื่อมโทรมลงจากการใช้งานหนักในอดีต ยุคที่การเพิ่มผลผลิตคือเป้าหมายสูงสุด ทำให้มีการใช้ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และเครื่องจักรอย่างเข้มข้น แม้จะได้ผลผลิตมากขึ้นในระยะสั้น แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือ “ชีวิตของดิน” อย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ดินที่ขาดอินทรียวัตถุ ขาดจุลินทรีย์ และขาดสมดุลทางธรรมชาติ กลายเป็นดินที่ไม่สามารถดูดซับธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อให้ใส่ปุ๋ยมากเพียงใด พืชก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ กลายเป็นต้นทุนที่จมลงไปโดยไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทน ท่ามกลางวิกฤตนี้ แนวคิด “เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู” หรือ Regenerative Agriculture จึงไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่กำลังกลายเป็น “
“ ช่วงโควิด 19 ” คือ จุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพเกษตรกรของ“สุไรนา บือราเฮง” เจ้าของ ชาช่า ออร์แกนิก ฟาร์ม จ.นราธิวาส เดิมเธอมีธุรกิจหลัก คือ นำเข้าสินค้าจากประเทศมาเลเซียมาจำหน่าย แต่ช่วงโควิด มาเลเซียประกาศปิดประเทศ งานประจำต้องชะงัก ทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น จึงแบ่งพื้นที่เล็กๆ ของครอบครัวปลูกผักกินเอง เนื่องจากไม่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านการเกษตรเลย ลองผิดลองถูกศึกษาไป ทำไป สุดท้ายก็ได้ขายผลผลิต ทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่อาชีพเกษตรกรเต็มตัว สุไรนา ตั้งเป้าหมายทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ ปลูกผักปลอดภัยแบบที่ปลูกให้ครอบครัวทาน เธอมุ่งมั่น ตั้งใจ พัฒนาตัวเองอย่างมาก เริ่มต้นจากสมัครเรียนหลักสูตรการปลูกผักสลัดอินทรีย์ระยะสั้นที่ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพอำเภอยี่งอ สาขาวิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาส ปลายปี 2564 เธออยากมีเครือข่ายเพื่อได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการเกษตร จึงสมัครเข้าอบรมหลักสูตรเกษตรกรรุ่นใหม่ 2565 Young Smart Famer และยื่นขอตรวจรับรองมาตรฐานการฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GAPสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยผักของฟาร์ม สุไรนา เป็นเกษตรกรต้นแบบ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียวที่ใช้
