News

ถอดบทเรียน การจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่น เปลี่ยนจาก “ศัตรู” สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน 

ทุกวันนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ “สัตว์น้ำต่างถิ่น(Alien Species)” หลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ปลาซักเกอร์ ตะพาบไต้หวัน ปลาดุกแอฟริกัน ปลาหมอมายัน  ปลาหมอคางดำและกุ้งเครย์ฟิช ฯลฯ การกำจัดให้หมดจากแหล่งน้ำธรรมชาติถือเป็นเรื่องยากมากเพราะสัตว์น้ำต่างถิ่นเหล่านี้ปรับตัวเก่ง แพร่พันธุ์เร็ว แย่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำพื้นถิ่น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง 

ปัญหาการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่น นับเป็นบทเรียนสำคัญ ที่สังคมไทยได้ตระหนักรู้ถึงผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศ ทรัพยากรสัตว์น้ำ การแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ในการวางแผนจัดการปัญหาอย่างเหมาะสมโดยใช้มาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้ในอนาคต

กุ้งเครย์ฟิช

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่น ไม่ควรมองเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียว ควรเชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชน เพราะสัตว์น้ำบางชนิดเช่น ปลาหมอคางดำและกุ้งเครย์ฟิช  ฯลฯ  สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ หากมีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาใช้แปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบอาหารสัตว์ อาหารพืช (ปุ๋ย) และอาหารคน ก็สามารถอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้เช่นกัน


ถอดบทเรียนการแก้วิกฤต “ สัตวน้ำต่างถิ่น ” ของประเทศฟิลิปปินส์

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศฟิลิปปินส์ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่นปลาไนฟ์ฟิช ( Chitala sp. ) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้  นิยมซื้อขายกันในฐานะปลาสวยงามสำหรับเลี้ยงในตู้ปลา ในปี 2552 ฟิลิปปินส์ เจอพายุไต้ฝุ่น ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ทำให้ปลาไนฟ์ฟิชหลุดเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการประมงในทะเลสาบลาโกนา เดอ เบย์ เพราะปลาไนฟ์ฟิช กินปลานิลและปลากะพง ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจในทะเลสาบแห่งนี้ ทำให้ชาวประมงมีรายได้ลดลง

ปลาไนฟ์ฟิช ที่จับได้ในฟิลิปปินส์

ศูนย์เทคโนโลยีการประมงน้ำจืดแห่งชาติของประเทศฟิลิปปินส์แก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยรณรงค์ให้เกษตรกรเข้าใจธรรมชาติของปลาไนและปรับเปลี่ยนทัศนคติจาก “ศัตรู” เป็นทรัพยากรที่ต้องจัดการอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการจับปลาไนไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะเนื้อปลาไนมีสีขาว เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นเหม็นคาว  ลอกหนังออกได้ง่าย  เหมาะสำหรับแปรรูปทำอาหารในเมนูต่างๆ เช่น นักเก็ต เบอร์เกอร์ปลา ซาลาเปา และกิกิอัม (Kikiam)หรือ เควกิอัม เป็นอาหารริมทางยอดนิยมในฟิลิปปินส์  

 นอกจากนี้ ประเทศฟิลลิปินส์ นับเป็นต้นแบบการจัดการปลาหมอคางดำที่ประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำที่จับได้ไปแปรรูปเป็น ปลาแห้ง ปลารมควัน อาหารพื้นถิ่น รวมทั้งใช้เป็นปลาเหยื่อ ในอุตสาหกรรมประมงและแปรรูปเป็นปลาป่น และปุ๋ย ขณะเดียวกันส่งเสริมชาวบ้านจับปลาหมอคางดำมาแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค และส่งเสริมการสร้างแบรนด์โอท็อป จากปลาหมอคางดำเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดประชากรปลาในธรรมชาติ ควบคู่กับใช้มาตรการทางกฎหมาย ห้ามการนำเข้าหรือเคลื่อนย้ายชนิดพันธุ์ต่างถิ่นโดยไม่ผ่านการประเมินความเสี่ยง พร้อมดำเนินการวิจัยเพื่อระบุแหล่งที่มาทางพันธุกรรม และทำความเข้าใจเส้นทางการแพร่กระจายและประเมินผลกระทบเชิงระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดการปลาหมอคางดำในสหรัฐอเมริกา

ที่ผ่านมา  รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดสัตว์น้ำต่างถิ่นคือ ปลาหมอคางดำ ซึ่งหลุดจากฟาร์มปลาสวยงามและฟาร์มปลาเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากถูกจำกัดด้วยความหนาว  จึงพบปลาหมอคางดำเฉพาะพื้นที่เขตอบอุ่น ภาครัฐสั่งคุมเข้มห้าม ครอบครองหรือขนส่งปลาหมอคางดำที่มีชีวิต พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำในกิจการประมงพาณิชย์ขนาดเล็ก และส่งเสริมการบริโภคเป็นอาหาร

ส่วนรัฐฮาวายก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติเช่นกันเพราะในอดีตมีการใช้ปลาหมอคางดำเป็นปลาเหยื่อ ในกิจการประมงทูน่า  ปัจจุบันพบการแพร่ระบาดในเกาะโออาฮู  มาตรการหลักที่นำมาใช้คือ เฝ้าระวังทางพันธุ์กรรมและคุมเข้มการเคลื่อนย้าย และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำ โดยแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และใช้เป็นปลาเหยื่อ

สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย

เนื่องจากการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมายกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย ตัวแทนภาคประชาชน 4 จังหวัดในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และเพชรบุรี  จึงรวมตัวกันจัดตั้ง “เครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย”  เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาคร ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับซื้อปลาหมอคางดำในรูปแบบเครือข่ายจิตอาสา โดยมุ่งรับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า หยุดวิกฤต สร้างรายได้เกษตรกร 

เครือข่ายมีเงินทุนหมุนเวียนหลักล้านสำหรับรับซื้อปลาจากเกษตรกร โดยจะส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ ตามขนาดของปลาอย่างชัดเจน ได้แก่ ปลาไซส์ใหญ่ส่งต่อให้กลุ่มแม่บ้านนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแดดเดียวและขนมปั้นขลิบ ส่วนปลาไซส์เล็กส่งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปูและปลากะพงใช้เป็นเหยื่อสด ทดแทนอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีต้นทุนสูง ซึ่งการรวมตัวของเครือข่ายภาคประชาชน 4 จังหวัด ในครั้งนี้ นับเป็นต้นแบบการทำงานแบบจิตอาสาที่อาศัยความร่วมมือของชุมชนในการแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความมั่นคงให้กับอาชีพประมงไทยในระยะยาว

Related Posts