ปัญหาเอเลียนสปีชีส์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่น รุกรานระบบนิเวศกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศเช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศไทย ทุกวันนี้ การแพร่พันธุ์ ของสัตว์น้ำต่างถิ่น ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำของประเทศไทยอย่างมาก
การแพร่กระจายของเอเลียนสปีชีส์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่น ในประเทศไทย พบว่า เกิดจากหลายช่องทาง เช่น การนำเข้าสัตว์น้ำสวยงาม การเพาะเลี้ยง การปล่อยสัตว์เลี้ยงสวยงามลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น ปัญหาน้ำท่วมพัดพาสัตว์น้ำจากฟาร์มสู่ธรรมชาติ เป็นต้น
ตลาดปลาสวยงาม สร้างรายได้ดี
ปัจจุบันการเลี้ยงปลาสวยงาม เป็นงานอดิเรก ได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วโลก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 10,000 ล้านบาท ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับต้นๆของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 11 % เพราะประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม

ปลากัดไทย เป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก โดยปลากัดไทยได้รับการพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธ์จากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงจนเกิดรูปร่างลักษณะที่มีความหลากหลาย รวมทั้งสีสันที่สวยงาม นอกจากนี้ ไทยยังมีปลาสวยงามพื้นเมืองอื่นๆ เช่น ปลาก้างพระร่วง ปลาลูกผึ้ง ปลาซิว ฯลฯ ที่ได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆ
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำเข้าสายพันธุ์ปลาสวยงามจากประเทศต่างๆ เข้ามาเพาะพันธุ์เพื่อการส่งออกทำให้มีสายพันธุ์ปลาสวยงามที่หลากหลาย ประกอบกับเกษตรกรไทยมีความสามารถในการผลิตสัตว์น้ำสวยงามที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาสายพันธุ์ที่แปลกใหม่อยู่เสมอ สัตว์น้ำสวยงามของไทยจึงได้รับความนิยมอย่างมากในทุกมุมโลก
จุดอ่อนของการนำเข้า-ส่งออก
แต่การนำเข้าและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามที่ไม่รัดกุม เป็นหนึ่งในช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ปลาต่างถิ่นหลุดรอดและกลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์รุกรานระบบนิเวศไทยในปัจจุบัน ช่องโหว่จากปลาสวยงามสู่เอเลี่ยนสปีชีส์ เกิดจากการสำแดงเอกสารไม่ตรงกับความจริง ซึ่งเป็น ปัญหาใหญ่ในระบบนำเข้า-ส่งออกสวยงาม เนื่องจาก ชื่อปลาในเอกสารไม่ตรงกับปลาที่นำเข้าจริง ทำให้การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงทำได้ยาก
ขณะเดียวกัน ความต้องการปลาแปลกใหม่ทำให้มีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำโดยไม่ขออนุญาตจากภาครัฐ ต่อมาเมื่อผู้เลี้ยงเบื่อหน่าย เลิกกิจการ หรือมีความเชื่อเรื่องการปล่อยทำบุญ มักนำปลาเหล่านี้ไปปล่อยทิ้งจนแพร่พันธุ์และแย่งอาหารสัตว์พื้นถิ่น ปลาหมอคางดำ เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาจากปลาสวยงามที่กลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์รุกรานระบบนิเวศไทย แม้จะมีข้อสันนิษฐานการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัย อย่าลืมว่า การกรอกชื่อวิทยาศาสตร์ผิดพลาดในธุรกิจส่งออกปลาสวยงาม และการลักลอบนำเข้าก็เป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน
ที่ผ่านมา กรมประมงพยายามใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยงพ.ศ.2561 สำหรับสัตว์น้ำ 3 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอสีคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561

แต่ในปีเดียวกัน กรมประมงยังพบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำอย่างผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดสระแก้วตรวจพบการลักลอบนำสัตว์น้ำสวยงามหลายชนิดและกุ้งแคระ รวม 11 รายการออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่มีใบอนุญาต เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 สะท้อนว่าการลักลอบและการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย เป็นความเสี่ยงที่กรมประมงรับรู้และพยายามเฝ้าระวัง การนำเข้า–ส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง
ต้องปิดจุดอ่อนห่วงโซ่อุปทาน
แนวทางการป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม คือ ภาครัฐต้องเร่งอุดช่องโหว่เอกสาร การค้าปลาสวยงาม และนำเทคโนโลยี เช่น AI มาใช้ตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันบูรณาการกระบวนการติดตาม บันทึก และค้นหาประวัติ ความเป็นมา ตำแหน่ง รวมถึงสถานะของวัตถุดิบและสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ ผู้ประกอบการที่มีประวัติดีและข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับครบถ้วนควรได้รับ Green Lane ขณะที่ shipment หรือสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง ควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ AI และ Data Analytics สามารถช่วยตรวจจับความผิดปกติ เช่น ปริมาณเพิ่มขึ้นผิดปกติ ชนิดปลาไม่สอดคล้องกับประวัติผู้ค้า ประเทศต้นทางผิดปกติ หรือมีการแก้ไขชื่อชนิดพันธุ์ซ้ำ ๆ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและมาตรฐานการกำกับดูแลสัตว์น้ำของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ควรดำเนินมาตรการฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบไปพร้อมกัน เมื่อพบการแพร่ระบาดต้องเร่งกำจัดและจับออกจากแหล่งน้ำทันทีเพื่อตัดวงจรการแพร่พันธุ์ นอกจากนี้ ต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้ โดยประชาชนและผู้เลี้ยงต้องไม่ปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเด็ดขาด ซึ่งแนวทางเหล่านี้ ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกปลาสวยงามสู่ตลาดโลก อย่างยั่งยืนในอนาคต
