ประมง
ตลาดปลาสวยงามในประเทศไทย มีมูลค่าในการขายไม่แพ้ปลาเนื้อ ซึ่งปลาสวยงามได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเลี้ยงเป็นสิ่งสวยตกแต่งบ้านเรือนหรือบางรายเลี้ยงเสริมฮวงจุ้ยตามความเชื่อ จึงทำให้เกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลาสวยงามมีการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์ต่อความต้องการของลูกค้าที่มีความชอบหลากหลาย ปลาทอง ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามมีผู้คนให้ความสนใจ และมีสายพันธุ์ที่หลากหลาย แต่รู้หรือไม่ว่า ปลาทองที่นิยมในตอนนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์หลักๆ คือ ปลาทองฮอลันดายักษ์ ปลาทองสิงห์ลูกผสม หรือ สิงห์ไฮบริด และปลาทองสายพันธุ์ริวกิ้น ซึ่งทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ติดตลาด สามารถซื้อขายได้ตลอดทั้งปี ไปดูความโด่ดเด่นของแต่ละสายพันธุ์กันว่ามีอะไรบ้าง ปลาทองฮอลันดายักษ์ ปลาทองฮอลันดา เป็นสายพันธุ์ปลาทองชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการนำปลาทองสายพันธุ์ริวกิ้น และสายพันธุ์หัวสิงห์มาผสมกัน ถือเป็นปลาทองอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และมีประวัติสายพันธุ์ที่ยาวนาน ปลาทองฮอลันดายักษ์ เป็นปลาที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยเน้นให้มีขนาดตัวที่ใหญ่ความใหญ่โต ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เลี้ยง เมื่อเลี้ยงปลาจะมีขนาดตัวที่ใหญ่เต
กรมประมงผนึกกำลังชาวประมง คืนแม่ปูไข่นอกกระดองสู่ท้องทะเล เผยปริมาณการปล่อยปูไข่นอกกระดอง สูงถึง 58,478 ตัว ประมาณไข่ปูที่ปล่อยสู่ธรรมชาติกว่า 5 หมื่นล้านฟอง นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปูที่ได้จากการทำการประมงทะเล เช่น ปูม้า ปูลาย ปูดาว ปูจั๊กจั่น ปูทะเล เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยรสชาติที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงทำให้มีความต้องการสูง จากที่กรมประมงได้ดำเนินกิจกรรม “คืนชีวิตสู่ทะเล ปล่อยปูไข่ นอกกระดองคืนธรรมชาติ” ร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมกลุ่มประมงท้องถิ่น พี่น้องชาวประมง และผู้ประกอบการด้านการประมง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึก ปรับวิธีคิดเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวประมงให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรและเพิ่มปริมาณปูในธรรมชาติ ซึ่งผลปรากฏว่า มีชาวประมงที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จำนวน 3,350 ราย โดยมีการรายงานการปล่อยปูไข่นอกกระดองลงสู่ทะเลจากชาวประมงแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 58,478 ตัว แบ่งเป็นฝั่งอ่าวไทย จำนวน 37,718 ตัว และฝั่งอันดามัน จำนวน 20,760 ตัว โดยเฉพาะเรือประมงพาณิ
ปลาดุกอุย หรือปลาดุกนา เป็นปลาน้ำจืด มีกระดูกท้ายทอยยื่นแหลมออกไปลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลำตัวสั้นป้อม มีสีดำปนเหลือง มีจุดขาวเล็กๆ เรียงเป็นแถวขวางลำตัวหลายแถว ครีบหลังสูงกว่าปลาทั่วไปมาก สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้นๆ โดยใช้ครีบช่วย พบได้ในพื้นที่แถบประเทศไทยไปจนถึงเวียดนาม และมีการนำไปเลี้ยงในประเทศจีน, มาเลเซีย, เกาะกวม และฟิลิปปินส์ ด้วย บางครั้งมีความเข้าใจผิดกันว่า ปลาดุกอุยคือปลาดุกด้าน แต่ที่จริงเป็นปลาคนละชนิดกัน ปลาดุกอุยเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทยและชาวลาวมากกว่าปลาดุกด้าน เนื่องจากเนื้อมีรสชาติ มัน อร่อย ราคาที่สูงกว่าปลาดุกด้าน จึงได้มีการเพาะเลี้ยงและผสมเทียมในบ่อ แต่ปัจจุบันได้นำมาผสมกับปลาดุกเทศ เป็นปลาลูกผสม เรียกว่า “ปลาดุกบิ๊กอุย” ปลาดุกอุยนาเป็นปลาที่มีอายุเจริญพันธุ์ค่อนข้างเร็ว สำหรับปลาดุกอุยนา ในธรรมชาติจะเริ่มเพาะขยายพันธุ์ได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนพฤศจิกายน รวมเป็นช่วงเวลาขยายพันธุ์ในรอบปีเป็นเวลา 8-9 เดือน ปลาดุกอุยนาเป็นปลาที่เลือกคู่ใครคู่มัน เมื่อปลาพร้อมวางไข่แล้ว จะจับคู่กับปลาเพศผู้เพื่อการผสมพันธุ์ การวางไข่ในธรรมชาติ แม่ปลาจะวางไข่ในหลุม
ปลานิล เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ตลาดยังนิยมบริโภค เพราะนอกจากจะนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนูแล้ว ยังสามารถทำการแปรรูปได้อีกด้วย ซึ่งการเลี้ยงปลานิลเชิงเป็นการค้าจะนิยมใช้ปลาที่ผ่านการแปลงเพศเป็นตัวผู้เป็นหลัก เพราะเวลาเลี้ยงจะมีอัตราการแลกเนื้อมากกว่าปลานิลที่เป็นเพศเมีย ลูกพันธุ์ปลานิลแปลงเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญของการเลี้ยงปลาทางธุรกิจสำหรับเกษตรกร ถ้ามีลูกพันธุ์ปลาที่ดี น้ำดี และอาหารที่ให้เปอร์เซ็นต์การแลกเนื้อสูง ก็จะช่วยให้การเลี้ยงปลานิลมีผลกำไรและเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ไม่ยาก คุณจิรทีปต์ คงทอง เกษตรกรเพาะพันธุ์ปลานิล เจ้าของ เจ๊ตาพันธุ์ปลา ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองตีนก อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกหนึ่งแหล่งเพาะพันธุ์ปลานิลที่มีคุณภาพ โดยการเพาะพันธุ์แห่งนี้ดำเนินการมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ ต่อมาเขาได้มารับช่วงต่อทางธุรกิจจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกพันธุ์ปลาเป็นที่รู้จักและตลาดมีความต้องการ เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมชื่อเสียงมากว่า 20 ปี คุณจิรทีปต์ เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกครอบครัวของเขาทำการเลี้ยงปลานิลเป็นปลาเนื้อเพื่อส่งจำหน่าย ต่อมาปลามีการขยายพันธุ์เองตา
ปลากราย เป็นอีกหนึ่งปลาเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรในหลายพื้นที่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม โดยการเลี้ยงส่วนใหญ่จะเน้นให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเป็นหลัก ช่วยให้ง่ายต่อการจัดการในการให้ปลากินในแต่ละมื้อ ซึ่งเนื้อปลากรายสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการนำมาแกงเขียวหวานที่เป็นเมนูยอดนิยม หรือเมนูอื่นๆ รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน ปลากรายเป็นสัตว์น้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง และบึง เกือบทั่วประเทศ และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามถิ่นนั้นๆ ภาคเหนือ เรียกว่า ปลาหางแบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ปลาตองกราย เป็นต้น ปลากรายเป็นปลาประเภทกินเนื้อ ซึ่งอาหารที่หากินตามธรรมชาติ ได้แก่ ตัวอ่อนของแมลง กุ้งฝอย ลูกปลาขนาดเล็ก และสัตว์น้ำอื่นๆ โดยลักษณะทั่วไปของปลากรายมีลำตัวยาวบาง แบนข้าง ส่วนหัวมีขนาดที่เล็กเว้าเป็นสันโค้ง ลักษณะที่เด่นของปลากรายคือ เหนือครีบก้นจะมีจุดสีดำค่อนข้างใหญ่ ประมาณ 5-10 จุด เรียงเป็นแถว เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะนิยมนำมาขูดเอาเนื้อเป็นการเพิ่มมูลค่า เพราะจำหน่ายได้ราคาที่แพงกว่าปลาที่จำหน่ายเป็นตัว การนำเนื้อปลากรายมาปรุงอาหารนั้น สามารถทำได้หลากหลายเมนู ทอดมันปลาก
ปูดำหรือปูทะเล สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ เกษตรกรผู้เลี้ยงสามารถนำมาทำตลาดได้ ทั้งจำหน่ายเป็นปูไข่และปูเนื้อ ขึ้นอยู่ที่ว่าร้านอาหารจะนำไปปรุงเป็นเมนูอะไร ทำให้อาหารที่ทำขึ้นจากปูดำได้รับความนิยมและตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง การเลี้ยงให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดทำอย่างไร วันนี้มาไขเคล็ดลับเรื่องนี้กัน คุณนันทิยา เพ็ชรเกตุ เกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช หันมาเลี้ยงปูดำหลังจากที่ปลดเกษียณจากงานประจำที่ทำ โดยใช้บ่อที่เป็นพื้นที่ว่างของครอบครัวที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาปรับเปลี่ยนเลี้ยงปูดำ เพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้หลังเกษียณ คุณนันทิยา เล่าให้ฟังว่า หลังจากได้กลับมายังบ้านเกิดจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในขณะนั้นคิดอยู่เสมอว่าแม้เกษียณแล้วก็ต้องหาอาชีพทำเพื่อให้เกิดรายได้ จึงเห็นบ่อที่เคยเลี้ยงกุ้งของครอบครัวยังว่างอยู่ และยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์หลังจากที่เลิกเลี้ยงกุ้งไปแล้ว จึงทำให้เธอตัดสินใจที่อยากจะใช้พื้นที่บ่อนั้นมาเลี้ยงปูดำ “ช่วงที่เราลงไปดูพื้นที่แรกๆ ก็ดูก่อนว่าคนในพื้นที่นี้เขาทำอะไรกัน ซึ่งการทำประมงของพื้นที่นี้ค่อนข้างหลากหลายมาก มีทั้งเลี้ยงกุ้งกุลาดำและเลี้ยงปูดำ แต่เราเห็
ปลาหมอ เป็นปลาน้ำจืดอีกหนึ่งชนิดที่ปัจจุบันในหลายพื้นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เพราะปลาหมอในแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มมีจำนวนน้อยลง แต่ความนิยมบริโภคยังมีมากขึ้นอยู่เรื่อยๆ จึงทำให้เกษตรกรหลายพื้นที่เห็นช่องทางการทำตลาดได้หันมาปรับเปลี่ยนพื้นที่ทางการเกษตรของตัวเอง มาเลี้ยงปลาหมอเป็นการค้าเพื่อสร้างรายได้ตามความต้องการของตลาด และศึกษาการเลี้ยงแบบลดต้นทุนเข้ามาช่วยก็จะทำให้การเลี้ยงปลาหมอมีผลกำไรมากขึ้น คุณวิทยา ดิษราธร อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เป็นเกษตรกรที่เห็นช่องทางการทำตลาดของการเลี้ยงปลาหมอสร้างรายได้ โดยเขาได้ลงพื้นที่ตามแหล่งต่างๆ เพื่อสอบถามการเลี้ยงปลาหมอจากผู้ที่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นนำองค์ความรู้ที่ได้มาทดลองเลี้ยงปลาหมอในพื้นที่ของตนเองจนประสบผลสำเร็จและสร้างรายได้มาจนถึงปัจจุบัน คุณวิทยา ดิษราธร ทำการเกษตร เป็นอาชีพเสริมรายได้ คุณวิทยา เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักของเขาทำงานอยู่บริษัทเอกชน แต่ด้วยพื้นเพครอบครัวทำอาชีพทางการเกษตร ซึ่งตัวเขาเองก็มีความผูกพันอยู่กับงานทางการเกษตรอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อมีเวลาว่างจากการทำงานประจำก็จะมาช่
รู้หรือไม่ กุ้งที่เรากินๆ กันอยู่ มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันยังไง แล้วถ้าให้เลือกกินอย่างถูกต้อง กุ้งแต่ละประเภทเหมาะกับนำมาทำเมนูอะไรกันแน่ เพราะบางชนิดมีความคล้ายกันมากจนทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิด วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีทริคสังเกตกุ้งแต่ละชนิดว่ามีจุดที่เหมือนหรือแตกต่างกันยังไงมาฝาก กุ้งกุลาดำ (กุ้งลายเสือ) ลักษณะทั่วไป เป็นกุ้งธรรมชาติที่อาศัยอยู่ได้ในน้ำกร่อยและน้ำทะเล ลำตัวสีแดงอมน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม มีลายพาดขวางที่หลังประมาณ 9 ลายและสีออกน้ำตาล เข้มข้างแถบสีขาว ด้านบนของกรีมีฟัน 7-8 ซี่ ด้านล่างมี 3 ซี่ หนวดยาวไม่มีลายชัดเจน ขนาดความยาวประมาณ 18-25 เซนติเมตร เนื้ออร่อย กรอบ แน่น เด้งสู้ฟัน เหมาะกับเมนูที่เน้นรสชาติของกุ้งเป็นหลัก เช่น กุ้งเผา กุ้งอบเกลือ กุ้งก้ามกราม/กุ้งก้ามคราม/กุ้งแม่น้ำ กุ้งก้ามกราม เป็นกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีเปลือกสีเขียวอมสีฟ้าหรือม่วง ก้ามยาวมีสีครามหรือม่วงเข้ม ตลอดทั้งก้ามมีปุ่มตะปุ่มตะป่ำ กุ้งก้ามกรามมีความยาวประมาณ 13 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1 ฟุต น้ำหนักราว 1 กิโลกรัม เป็นกุ้งที่ถูกใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่น ต้มยำ เผา หรือทอด เป็นต้น เพราะ
สงสัยกันไหมว่าปลากะพง มีตั้งหลายชนิด ทั้งปลากะพงขาว ปลากะพงดำ ปลากะพงแดง และปลากะพงลาย แต่ทำไมปลากะพงขาวจึงนิยมกินกันมากที่สุด ก็เพราะว่า ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) เป็นปลาชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของประเทศไทย เนื่องจากสามารถเพาะพันธุ์ได้คราวละมากๆ และมีผู้เพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ที่หลากหลาย โดยปลากะพงขาวเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย โตเร็ว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง กินอาหารได้หลากหลาย ประกอบกับการที่ปลากะพงเป็นปลาที่มีรสชาติดี มีเนื้อสัมผัสที่ละเอียดนุ่มละมุน จึงเหมาะแก่การนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลาย อาทิ ต้มยำ ข้าวต้มปลา ปลาเผา ทอดน้ำปลา ฯลฯ อีกหลายเมนูตามแต่วัตถุดิบในแต่ละพื้นที่จะเอื้ออำนวย ทำให้ปลากะพงขาวมีความต้องการทางตลาดสูง โดยปลากะพงขาวที่มีจําหน่ายในท้องตลาดเป็นปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเป็นหลัก โดยนิยมเลี้ยงในกระชังตามแหล่งน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำและชายทะเล ซึ่งมีแหล่งเพาะเลี้ยงหลักอยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ปากแม่น้ำ และชายทะเลทางภาคใต้ แต่ทั้งนี้บางพื้นที่มีการเลี้ยงในบ่อดินบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใ
กรมประมง จับมือ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมศึกษาวิจัย การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมให้มีคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์จนประสบความสำเร็จ!! พร้อมแจ้งเกิด 2 สายพันธุ์ใหม่ ล่าสุด! “เพชรดา 1” (เพ็ด-ชะ-ดา-หนึ่ง) เจริญเติบโตดี และ “ศรีดา 1” ต้านทานโรค EMS-AHPND หวังสร้างทางเลือกให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ใช้ประโยชน์ทดแทนการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมั่นคงและยั่งยืน นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กุ้งทะเลเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก ในอดีตสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศปีละเกือบแสนล้านบาท เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงทั้งภายในและต่างประเทศ กระทั่งปี 2555 การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยประสบวิกฤตการระบาดของโรคตายด่วน หรือ EMS-AHPND สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลอย่างต่อเนื่อง สำหรับในด้านการวิจัยนั้น กรมประมงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัย
