ประมง
การเลี้ยงปลาในปัจจุบันเกษตรกรในหลายพื้นที่สนใจในเรื่องของการประหยัดต้นทุนมากขึ้น โดยการเลี้ยงอาจจะไม่ได้ใช้อาหารสำเร็จรูปโดยตรง แต่ใช้การสร้างอาหารที่ได้จากธรรมชาติเข้ามาช่วย นอกจากทำให้เกิดแหล่งอาหารชั้นดีแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนอาหารจากการเลี้ยงอาหารสำเร็จรูปได้ดีอีกด้วย อาหารสัตว์น้ำสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ อาหารที่ผลิต และอาหารที่ได้จากธรรมชาติ โดยอาหารที่ได้จากธรรมชาติเกิดขึ้นเองในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ สัตว์หน้าดิน ตัวอ่อนแมลง ไส้เดือนน้ำ ปัจจุบันมีอาหารธรรมชาติหลายชนิดที่สามารถผลิตได้ และนำมาอนุบาลหรือเลี้ยงสัตว์น้ำค่อนข้างมีประโยชน์ ทำให้สัตว์น้ำมีอัตราการรอดตายสูงเพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง การสร้างสูตรอาหารคือการหาส่วนผสมของอาหารที่ให้โภชนาการ เช่น โปรตีน หรือพลังงานตามที่ต้องการ และสามารถเลือกใช้วัสดุอาหารในท้องถิ่นที่มีราคาถูก หาได้ง่าย และที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ดี อย่างเช่น การทำแซนด์วิชปลา ถือเป็นการผลิตอาหารจากธรรมชาติที่ทำง่าย ลงทุนไม่มาก ช่วยประหยัดต้นทุนอาหารปลา การทำแซนด์วิชปลา มีส่วนประกอบ ดังนี้ 1. ฟางข้าว 2. มูลวัวหรือปุ๋
เนื่องจากทุกวันนี้ปูนาเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรใน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้ทำการเพาะเลี้ยงปูนาโดยใช้ข้อมูลที่พอจะหาได้ในโซเชียล ลองผิดลองถูกจนในปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงปูนาส่งขาย ทำรายได้แต่ละเดือนไม่ใช่น้อย นางชญาพร ทัคคิโน เกษตรกรหญิงจากฟาร์มปูนาสองพี่น้อง หมู่ที่ 11 ต.รกฟ้า อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้ใช้เวลาว่างศึกษาในอาชีพการเลี้ยงปูนาเนื่องจากเล็งเห็นว่าปูนาเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก และมีผู้เลี้ยงน้อยราย เมื่อศึกษาก็พบว่าปูนาสายพันธุ์กำแพงเป็นปูนาที่น่าสนใจเพาะเลี้ยง เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว และมีขนาดลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 13 ตัว ต่อ 1 กิโลกรัม ขายหน้าฟาร์ม กิโลกรัมละ 90 บาท ทำรายได้วันละ 800-1,000 บาทเลยทีเดียว โดยปูนาสายพันธุ์กำแพงนั้นจะนิยมนำไปทำอาหารประเภทลาบปู น้ำพริกปู หรือปูนึ่ง หรือจะนำไปดองเพื่อใส่ส้มตำจะทำให้ได้รสชาติดีเนื่องจากขนาดลำตัวใหญ่กว่าปูนาทั่วไป ส่วนการเพาะเลี้ยงนั้น จะเลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ มีการใส่ดินเพื่อป้องกันการหลุดของขาปู รวมทั้งควรมีที่หลบภัยเนื่องจากช่วงที่ปูลอกคราบปูมักจะกินกันเอง และต้องมีคอก
คุณปฎิพัทธ์ เมืองสุวรรณ์ เกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน เปิดเผยว่า เดิมตนเองเป็นนักกีฬา Head เทนนิสทีม และเป็นอาจารย์พิเศษด้านการกีฬา ที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความรักอาชีพการเกษตร จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน เพื่อมาทำการเกษตรในผืนดินที่ได้รับจากบรรพบุรุษ เพื่อสานฝันของตัวเองให้เป็นจริง โดยครั้งแรกที่กลับมาอยู่บ้านได้ปลูกข้าว ปลูกดอกดาวเรือง ปรากฏว่าได้ผลคุ้มค่า แต่ต่อมาชาวบ้านสนใจปลูกดาวเรืองมากขึ้น ทำให้ตลาดขาดเสถียรภาพ จึงเปลี่ยนแนวคิดหันมาเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ และได้เข้าร่วมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) กับสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง เพื่อรับความรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสมาชิกด้วยกัน คุณปฎิพัทธ์ กล่าวว่า การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน จะเน้นเลี้ยงกุ้งในนาข้าว โดยใช้พื้นที่นา 2.5 ไร่ ขุดคูรอบแปลงนาทั้ง 4 ด้าน ขนาด กว้าง 3 เมตร ลึก 2 เมตร พร้อมทำคันยกสูง 50 เซนติเมตร กักเก็บน้ำ จากนั้นสูบน้ำเข้าแปลงนา ใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่า pH (พีเอช) ของดิน ทิ้งไว้ 10 วัน จากนั้นใส่เชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์ เพื่อให้เกิดแพลงก์ตอนเป็นอาหาร
ปลาหลด ถือว่าเป็นปลาที่พบในหลายพื้นที่ อีสานพบมากในจังหวัดร้อยเอ็ด คือ ทุ่งกุลาร้องไห้ อำเภอสุวรรณภูมิ เกษตรวิสัย ปทุมรัตต์ และอำเภอโพนทราย จนมีคนเล่าขานว่า “หน้าแล้งนำปลาหลดแห้งมาเป็นเชื้อไฟ” อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จึงนำมาเป็นคำขวัญประจำอำเภอ “สุวรรณภูมิ แดนกู่พระโกนา ทุ่งกุลาสดใส ปลาหลดหลากหลาย ผ้าไหมสดสวย รวยข้าวปลา พัฒนาเยี่ยมยอด ปลอดผู้ไม่รู้หนังสือ” วันนี้ ผม วัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับมอบหมายจาก คุณวัยวุฒิ อาศรัยผล นายอำเภอสุวรรณภูมิ ให้เดินทางไปที่บ้านตังหมอง ตำบลหินกอง ท้องทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเกษตรกร “ไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ” สิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วมหัศจรรย์ใจยิ่งคือ ปลาหลดแห้งจำนวนมาก ที่กลุ่มเกษตรกรจับมาจากท้องไร่ท้องนาในทุ่งกุลาร้องไห้ นำมาตากแห้ง ร้อยเรียงเป็นพวงวงกลม เป็นการถนอมอาหารแบบคนอีสาน เพื่อรับประทานใน “ฤดูแล้งนี้” คุณกฤษณะ แสนสำโรง นายกเทศมนตรีตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ โทร. (082) 840-2222 กล่าวว่า ท้องทุ่งกุลาร้องไห้ ดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล ตนเองเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ ในช่วงรอยต่อฤ
ปลานิล (Oreochromis niloticus) เป็นปลาน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง และได้รับความนิยมในการบริโภคเป็นอย่างมากทั้งในประเทศไทยและยังมีความต้องการของตลาดโลกสูง เนื่องจากมีรสชาติดี เนื้อมีสีขาว สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ จึงทำให้เป็นที่ต้องการของประชาชน แต่ปัญหาที่พบในการเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ คือ ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลกต่ำ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการจัดการการเลี้ยงที่ไม่เหมาะสมและการใช้ปัจจัยในการเลี้ยงไม่เหมาะสม จึงได้นำแนวทางปฏิบัติการลดต้นทุนการผลิตปลานิลเพื่อให้เกษตรกรเลือกไปใช้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งก่อนที่จะไปถึงเทคนิคการเลี้ยงปลานิลลดต้นทุน เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลควรทราบถึงปัญหาหลักๆ ก่อนว่า ทำไมต้องลดต้นทุนการเลี้ยงปลานิล 1. เนื่องจากการเลี้ยงปลานิลของเกษตรกรค่อนข้างมีต้นทุนสูง ทำให้กำไรลดลง บางรายประสบปัญหาการขาดทุน หรือไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ 2. เพื่อต้องการลดต้นทุนการผลิตลง เพิ่มโอกาสในการแข่งขันในการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ 3. มีการนำเข้าปลานิลจากต่างประเทศเพื่อแปรรูปส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่อง
ปัจจุบันการเลี้ยงปลากำลังได้รับความนิยมในหลายพื้นที่ เพราะเกิดจากมีผู้สนใจทั่วไปให้ความใส่ใจในเรื่องของการสร้างแหล่งโปรตีน ที่เป็นอาหารไว้บริโภคภายในครัวเรือน รวมไปถึงเกษตรกรด้วยเช่นกัน ได้นำปลาน้ำจืดมาปล่อยลงในบ่อน้ำการเกษตรของตนเอง เมื่อปลาโตจนได้ขนาดไซซ์ที่ต้องการ หากไม่นำมาประกอบอาหารก็สามารถขายให้เกิดรายได้อีกหนึ่งช่องทาง ฉะนั้น การเลือกซื้อสายพันธุ์ปลาน้ำจืดที่นำมาเลี้ยง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ฟาร์มปลาผู้ใหญ่พร เป็นอีกหนึ่งแหล่งขายพันธุ์ปลาที่ติดตลาดมากว่า 40 ปี ด้วยประสบการณ์และการตั้งใจในการทำเพื่อการค้าที่ดีนี้เอง ทำให้กิจการนี้ส่งต่อมายัง คุณพีช หรือ คุณสุฑิพงศ์ สินตรีขันธ์ ทายาทรุ่น 2 ในการดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน เห็นครอบครัวทำมาตั้งแต่เด็ก ต่อยอด พัฒนา สืบทอด ให้คงอยู่ คุณพีช เล่าให้ฟังว่า อาชีพเพาะพันธุ์ปลาเป็นสิ่งที่ครอบครัวทำมาอย่างยาวนาน ต่อมาเมื่อคุณพีชได้เรียนจบในระดับปริญญาตามที่ตั้งใจไว้แล้ว จึงได้มารับช่วงต่อการเพาะพันธุ์ปลาจากคุณพ่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เห็นมาตั้งแต่เด็กและช่วยคุณพ่ออยู่เสมอ เมื่อมาลงมือทำเป็นอาช
“ปลานิล” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของเชียงราย มีพื้นที่หลายแห่งเลี้ยงปลานิล แต่แหล่งผลิตใหญ่ที่สุดอยู่ที่อำเภอพาน เนื่องจากมีระบบชลประทานแม่ลาว ชาวบ้านตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง ใช้วิธีเลี้ยงปลานิลแบบต้นทุนต่ำแนวอินทรีย์ช่วยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย พร้อมแปรรูปสร้างมูลค่า ส่งขายตลาดสุขภาพ ขุดบ่อสร้างแหล่งน้ำทำเกษตรกรรม แล้วใช้เลี้ยงปลาและสัตว์น้ำหลายชนิด คุณพิชญาภา ณรงค์ชัย ประธานกลุ่มเลี้ยงปลานิลถิ่นล้านนาสู่สากล ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่ชาวบ้านในชุมชนประสบปัญหาน้ำเพื่อใช้ทำเกษตรกรรมไม่เพียงพอจึงร่วมกันขุดบ่อของแต่ละบ้านเอง มีขนาดเล็ก-ใหญ่ ตั้งแต่ 3 งาน ไปจน 1 ไร่ หลังจากใช้ประโยชน์แล้วก็นำปลาไปเลี้ยงในบ่อเพื่อใช้บริโภคก่อน ต่อมาได้พัฒนาวิธีเลี้ยงจนมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด จึงรวมกลุ่มกันเลี้ยงเป็นอาชีพเพื่อเป็นรายได้ จากเริ่มที่จำนวน 6 บ่อ จนถึงวันนี้มีจำนวน 130 บ่อ ปลาที่เลี้ยงเป็นชนิดกินพืช อย่างปลานิล ปลาตะเพียน โดยไปซื้อพันธุ์ปลามาจากอำเภอต่างๆ รวมถึงที่ศูนย์เพาะพันธุ์ปลาด้วย แล้วเริ่มเลี้ยงกันจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 4 ปี ใช้พืชผักเป็นอาหา
เมื่อเร็วๆ นี้ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมลงพื้นที่ท่าเรือแหลมทราย หมู่ที่ 6 ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เยี่ยมชมกระชังเพาะเลี้ยงปลาช่อนทะเลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาช่อนทะเลและประมงพื้นบ้านแหลมทราย พบว่า ภูเก็ตนับเป็นแห่งแรกที่สามารถผลิตลูกพันธุ์ปลาช่อนทะเลได้ และสามารถจำหน่ายให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กลุ่มผู้เลี้ยงปลาช่อนแหลมทรายแห่งนี้มีสมาชิก 27 ราย จำนวนกระชัง 72 กระชัง พื้นที่ 648 ตารางเมตร สามารถผลิตได้ 4 ตันต่อปี ราคาที่เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 200-250 บาท เนื้อปลาช่อนทะเลนิยมนำมาใช้ทำปลารีดเลือด หรือปลาดิบ หรือซาชิมิ เริ่มเป็นที่นิยม จนทำให้ปัจจุบันผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาดผู้บริโภค ร.อ. ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง จึงพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนทั้งในเรื่ององค์ความรู้ งานวิจัย และแหล่งเงินทุน เพื่อให้สามารถต่อยอดการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน สำหรับแนวทางพัฒนาส่งเสริมของกรมประมง จะพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรมการผลิตลูกพันธุ์สู่ภาคเอกชน ควบคู่การผลิตลูกพันธุ์โดยภาครัฐ นอกจากนี้
แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์น เจริญเติบโตบนผิวน้ำ เลี้ยงได้ในบ่อตื้น หากปล่อยลงบ่อในฤดูฝนจะใช้เวลาเติบโตเต็มบ่อ 5 ตารางเมตร ในระยะเวลาเพียง 10-15 วันเท่านั้น แหนแดง มีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ที่เหมาะสำหรับประเทศไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศไทย กับสายพันธุ์อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาเพื่อคัดพันธุ์ แล้วแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลย สายพันธุ์อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) สายพันธุ์ท้องถิ่น มีถิ่นกำเนิดกระจายอยู่เป็นบริเวณกว้างของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย และออสเตรเลีย ลักษณะ ใบบนและล่างมีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์ สายพันธุ์ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ปรับปรุงพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่บริเวณเขตร้อนของอเมริกา และหมู่เกาะเวสต์อินดีส ลักษณะ ใบบนด้านหลังมีโพรงใบ และมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง จุดเด่น มีขนาดใหญ่ เ
การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นอีกรูปแบบของการเลี้ยงปลา นอกเหนือจากการเลี้ยงในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ ซึ่งการเลี้ยงปลาด้วยรูปแบบนี้ส่วนใหญ่เกษตรกรจะนิยมเลี้ยงในแหล่งน้ำสาธารณะ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล แม่น้ำชี หรือทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของปลาที่เลี้ยงในกระชัง เช่น คุณภาพน้ำ อุณหภูมิ ความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยงในกระชัง โรคสัตว์น้ำ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ดังนั้น ก่อนที่เกษตรกรจะเริ่มเลี้ยงปลากระชัง ต้องคำนึงถึงอัตราการปล่อยปลา ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่หนาแน่นจนเกินไป เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม และการบริหารจัดการ เช่น กรณีปลาเป็นโรค หากปล่อยในอัตราที่หนาแน่น โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคก็จะง่าย เสี่ยงต่อการสูญเสีย การเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมบริเวณกระชังได้ ซึ่งปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมนี่แหละที่จะทำให้การเจริญเติบโตของปลาช้าลง การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการเลี้ยงปลา ด้วยการติดตั้งเครื่องให้อากาศเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในกระชัง เพิ่มการไหลเวียนของน้ำในกระชัง จึงเป็
