ประมง
ปลาดุกอุย หรือปลาดุกนา เป็นปลาน้ำจืด มีกระดูกท้ายทอยยื่นแหลมออกไปลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลำตัวสั้นป้อม มีสีดำปนเหลือง มีจุดขาวเล็กๆ เรียงเป็นแถวขวางลำตัวหลายแถว ครีบหลังสูงกว่าปลาทั่วไปมาก สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้นๆ โดยใช้ครีบช่วย พบได้ในพื้นที่แถบประเทศไทยไปจนถึงเวียดนาม และมีการนำไปเลี้ยงในประเทศจีน, มาเลเซีย, เกาะกวม และฟิลิปปินส์ ด้วย บางครั้งมีความเข้าใจผิดกันว่า ปลาดุกอุยคือปลาดุกด้าน แต่ที่จริงเป็นปลาคนละชนิดกัน ปลาดุกอุยเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวไทยและชาวลาวมากกว่าปลาดุกด้าน เนื่องจากเนื้อมีรสชาติ มัน อร่อย ราคาที่สูงกว่าปลาดุกด้าน จึงได้มีการเพาะเลี้ยงและผสมเทียมในบ่อ แต่ปัจจุบันได้นำมาผสมกับปลาดุกเทศ เป็นปลาลูกผสม เรียกว่า “ปลาดุกบิ๊กอุย” ปลาดุกอุยนาเป็นปลาที่มีอายุเจริญพันธุ์ค่อนข้างเร็ว สำหรับปลาดุกอุยนา ในธรรมชาติจะเริ่มเพาะขยายพันธุ์ได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนพฤศจิกายน รวมเป็นช่วงเวลาขยายพันธุ์ในรอบปีเป็นเวลา 8-9 เดือน ปลาดุกอุยนาเป็นปลาที่เลือกคู่ใครคู่มัน เมื่อปลาพร้อมวางไข่แล้ว จะจับคู่กับปลาเพศผู้เพื่อการผสมพันธุ์ การวางไข่ในธรรมชาติ แม่ปลาจะวางไข่ในหลุม
ปลานิล เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ตลาดยังนิยมบริโภค เพราะนอกจากจะนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนูแล้ว ยังสามารถทำการแปรรูปได้อีกด้วย ซึ่งการเลี้ยงปลานิลเชิงเป็นการค้าจะนิยมใช้ปลาที่ผ่านการแปลงเพศเป็นตัวผู้เป็นหลัก เพราะเวลาเลี้ยงจะมีอัตราการแลกเนื้อมากกว่าปลานิลที่เป็นเพศเมีย ลูกพันธุ์ปลานิลแปลงเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญของการเลี้ยงปลาทางธุรกิจสำหรับเกษตรกร ถ้ามีลูกพันธุ์ปลาที่ดี น้ำดี และอาหารที่ให้เปอร์เซ็นต์การแลกเนื้อสูง ก็จะช่วยให้การเลี้ยงปลานิลมีผลกำไรและเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ไม่ยาก คุณจิรทีปต์ คงทอง เกษตรกรเพาะพันธุ์ปลานิล เจ้าของ เจ๊ตาพันธุ์ปลา ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองตีนก อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกหนึ่งแหล่งเพาะพันธุ์ปลานิลที่มีคุณภาพ โดยการเพาะพันธุ์แห่งนี้ดำเนินการมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ ต่อมาเขาได้มารับช่วงต่อทางธุรกิจจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกพันธุ์ปลาเป็นที่รู้จักและตลาดมีความต้องการ เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมชื่อเสียงมากว่า 20 ปี คุณจิรทีปต์ เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกครอบครัวของเขาทำการเลี้ยงปลานิลเป็นปลาเนื้อเพื่อส่งจำหน่าย ต่อมาปลามีการขยายพันธุ์เองตา
ปลากราย เป็นอีกหนึ่งปลาเศรษฐกิจที่มีเกษตรกรในหลายพื้นที่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม โดยการเลี้ยงส่วนใหญ่จะเน้นให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเป็นหลัก ช่วยให้ง่ายต่อการจัดการในการให้ปลากินในแต่ละมื้อ ซึ่งเนื้อปลากรายสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการนำมาแกงเขียวหวานที่เป็นเมนูยอดนิยม หรือเมนูอื่นๆ รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน ปลากรายเป็นสัตว์น้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง และบึง เกือบทั่วประเทศ และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามถิ่นนั้นๆ ภาคเหนือ เรียกว่า ปลาหางแบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ปลาตองกราย เป็นต้น ปลากรายเป็นปลาประเภทกินเนื้อ ซึ่งอาหารที่หากินตามธรรมชาติ ได้แก่ ตัวอ่อนของแมลง กุ้งฝอย ลูกปลาขนาดเล็ก และสัตว์น้ำอื่นๆ โดยลักษณะทั่วไปของปลากรายมีลำตัวยาวบาง แบนข้าง ส่วนหัวมีขนาดที่เล็กเว้าเป็นสันโค้ง ลักษณะที่เด่นของปลากรายคือ เหนือครีบก้นจะมีจุดสีดำค่อนข้างใหญ่ ประมาณ 5-10 จุด เรียงเป็นแถว เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะนิยมนำมาขูดเอาเนื้อเป็นการเพิ่มมูลค่า เพราะจำหน่ายได้ราคาที่แพงกว่าปลาที่จำหน่ายเป็นตัว การนำเนื้อปลากรายมาปรุงอาหารนั้น สามารถทำได้หลากหลายเมนู ทอดมันปลาก
ปูดำหรือปูทะเล สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ เกษตรกรผู้เลี้ยงสามารถนำมาทำตลาดได้ ทั้งจำหน่ายเป็นปูไข่และปูเนื้อ ขึ้นอยู่ที่ว่าร้านอาหารจะนำไปปรุงเป็นเมนูอะไร ทำให้อาหารที่ทำขึ้นจากปูดำได้รับความนิยมและตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง การเลี้ยงให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดทำอย่างไร วันนี้มาไขเคล็ดลับเรื่องนี้กัน คุณนันทิยา เพ็ชรเกตุ เกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช หันมาเลี้ยงปูดำหลังจากที่ปลดเกษียณจากงานประจำที่ทำ โดยใช้บ่อที่เป็นพื้นที่ว่างของครอบครัวที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาปรับเปลี่ยนเลี้ยงปูดำ เพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้หลังเกษียณ คุณนันทิยา เล่าให้ฟังว่า หลังจากได้กลับมายังบ้านเกิดจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในขณะนั้นคิดอยู่เสมอว่าแม้เกษียณแล้วก็ต้องหาอาชีพทำเพื่อให้เกิดรายได้ จึงเห็นบ่อที่เคยเลี้ยงกุ้งของครอบครัวยังว่างอยู่ และยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์หลังจากที่เลิกเลี้ยงกุ้งไปแล้ว จึงทำให้เธอตัดสินใจที่อยากจะใช้พื้นที่บ่อนั้นมาเลี้ยงปูดำ “ช่วงที่เราลงไปดูพื้นที่แรกๆ ก็ดูก่อนว่าคนในพื้นที่นี้เขาทำอะไรกัน ซึ่งการทำประมงของพื้นที่นี้ค่อนข้างหลากหลายมาก มีทั้งเลี้ยงกุ้งกุลาดำและเลี้ยงปูดำ แต่เราเห็
ปลาหมอ เป็นปลาน้ำจืดอีกหนึ่งชนิดที่ปัจจุบันในหลายพื้นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เพราะปลาหมอในแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มมีจำนวนน้อยลง แต่ความนิยมบริโภคยังมีมากขึ้นอยู่เรื่อยๆ จึงทำให้เกษตรกรหลายพื้นที่เห็นช่องทางการทำตลาดได้หันมาปรับเปลี่ยนพื้นที่ทางการเกษตรของตัวเอง มาเลี้ยงปลาหมอเป็นการค้าเพื่อสร้างรายได้ตามความต้องการของตลาด และศึกษาการเลี้ยงแบบลดต้นทุนเข้ามาช่วยก็จะทำให้การเลี้ยงปลาหมอมีผลกำไรมากขึ้น คุณวิทยา ดิษราธร อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เป็นเกษตรกรที่เห็นช่องทางการทำตลาดของการเลี้ยงปลาหมอสร้างรายได้ โดยเขาได้ลงพื้นที่ตามแหล่งต่างๆ เพื่อสอบถามการเลี้ยงปลาหมอจากผู้ที่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นนำองค์ความรู้ที่ได้มาทดลองเลี้ยงปลาหมอในพื้นที่ของตนเองจนประสบผลสำเร็จและสร้างรายได้มาจนถึงปัจจุบัน คุณวิทยา ดิษราธร ทำการเกษตร เป็นอาชีพเสริมรายได้ คุณวิทยา เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักของเขาทำงานอยู่บริษัทเอกชน แต่ด้วยพื้นเพครอบครัวทำอาชีพทางการเกษตร ซึ่งตัวเขาเองก็มีความผูกพันอยู่กับงานทางการเกษตรอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อมีเวลาว่างจากการทำงานประจำก็จะมาช่
รู้หรือไม่ กุ้งที่เรากินๆ กันอยู่ มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันยังไง แล้วถ้าให้เลือกกินอย่างถูกต้อง กุ้งแต่ละประเภทเหมาะกับนำมาทำเมนูอะไรกันแน่ เพราะบางชนิดมีความคล้ายกันมากจนทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิด วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีทริคสังเกตกุ้งแต่ละชนิดว่ามีจุดที่เหมือนหรือแตกต่างกันยังไงมาฝาก กุ้งกุลาดำ (กุ้งลายเสือ) ลักษณะทั่วไป เป็นกุ้งธรรมชาติที่อาศัยอยู่ได้ในน้ำกร่อยและน้ำทะเล ลำตัวสีแดงอมน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม มีลายพาดขวางที่หลังประมาณ 9 ลายและสีออกน้ำตาล เข้มข้างแถบสีขาว ด้านบนของกรีมีฟัน 7-8 ซี่ ด้านล่างมี 3 ซี่ หนวดยาวไม่มีลายชัดเจน ขนาดความยาวประมาณ 18-25 เซนติเมตร เนื้ออร่อย กรอบ แน่น เด้งสู้ฟัน เหมาะกับเมนูที่เน้นรสชาติของกุ้งเป็นหลัก เช่น กุ้งเผา กุ้งอบเกลือ กุ้งก้ามกราม/กุ้งก้ามคราม/กุ้งแม่น้ำ กุ้งก้ามกราม เป็นกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีเปลือกสีเขียวอมสีฟ้าหรือม่วง ก้ามยาวมีสีครามหรือม่วงเข้ม ตลอดทั้งก้ามมีปุ่มตะปุ่มตะป่ำ กุ้งก้ามกรามมีความยาวประมาณ 13 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1 ฟุต น้ำหนักราว 1 กิโลกรัม เป็นกุ้งที่ถูกใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่น ต้มยำ เผา หรือทอด เป็นต้น เพราะ
สงสัยกันไหมว่าปลากะพง มีตั้งหลายชนิด ทั้งปลากะพงขาว ปลากะพงดำ ปลากะพงแดง และปลากะพงลาย แต่ทำไมปลากะพงขาวจึงนิยมกินกันมากที่สุด ก็เพราะว่า ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) เป็นปลาชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของประเทศไทย เนื่องจากสามารถเพาะพันธุ์ได้คราวละมากๆ และมีผู้เพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ที่หลากหลาย โดยปลากะพงขาวเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย โตเร็ว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง กินอาหารได้หลากหลาย ประกอบกับการที่ปลากะพงเป็นปลาที่มีรสชาติดี มีเนื้อสัมผัสที่ละเอียดนุ่มละมุน จึงเหมาะแก่การนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลาย อาทิ ต้มยำ ข้าวต้มปลา ปลาเผา ทอดน้ำปลา ฯลฯ อีกหลายเมนูตามแต่วัตถุดิบในแต่ละพื้นที่จะเอื้ออำนวย ทำให้ปลากะพงขาวมีความต้องการทางตลาดสูง โดยปลากะพงขาวที่มีจําหน่ายในท้องตลาดเป็นปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเป็นหลัก โดยนิยมเลี้ยงในกระชังตามแหล่งน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำและชายทะเล ซึ่งมีแหล่งเพาะเลี้ยงหลักอยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ปากแม่น้ำ และชายทะเลทางภาคใต้ แต่ทั้งนี้บางพื้นที่มีการเลี้ยงในบ่อดินบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใ
กรมประมง จับมือ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมศึกษาวิจัย การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมให้มีคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์จนประสบความสำเร็จ!! พร้อมแจ้งเกิด 2 สายพันธุ์ใหม่ ล่าสุด! “เพชรดา 1” (เพ็ด-ชะ-ดา-หนึ่ง) เจริญเติบโตดี และ “ศรีดา 1” ต้านทานโรค EMS-AHPND หวังสร้างทางเลือกให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ใช้ประโยชน์ทดแทนการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมั่นคงและยั่งยืน นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กุ้งทะเลเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก ในอดีตสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศปีละเกือบแสนล้านบาท เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงทั้งภายในและต่างประเทศ กระทั่งปี 2555 การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยประสบวิกฤตการระบาดของโรคตายด่วน หรือ EMS-AHPND สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลอย่างต่อเนื่อง สำหรับในด้านการวิจัยนั้น กรมประมงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัย
สูตรการทำอาหารปลาลดต้นทุนนี้ เป็นสูตรของ คุณเมธยา ภูมิระวิ (เมย์) เกษตรกรสาวคนเก่งแห่งเมืองชุมพร ภายในสวนของเธอมีการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์แบบครบวงจร แต่วันนี้ผู้เขียนจะนำเสนอเทคนิคการเลี้ยงปลาลดต้นทุนมาฝาก ซึ่งสูตรนี้คุณเมย์เธอยืนยันว่า ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลาได้จริง ที่สำคัญปลายังชอบกินแล้วโตดีอีกด้วย คุณเมย์ บอกว่า อาหารที่กินเหลืออย่าทิ้งให้เกิดกลิ่นเน่าเหม็นโดยเปล่าประโยชน์ แต่ให้นำเศษอาหารที่เหลือมาหมักให้กลายเป็นอาหารปลาดีกว่า ส่วนผสม รำละเอียด 3 ส่วน 2. น้ำหมักเศษอาหาร พร้อมกาก 1 ส่วน วิธีทำ เทส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน อย่าให้แฉะมาก ต้องให้เหนียวสามารถปั้นเป็นก้อนได้ เมื่อคลุกเคล้าและนวดจนส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ให้ปั้นเป็นก้อนขนาดเท่ากับลูกเปตอง และเพื่อป้องกันใม่ให้ลูกติดกัน ให้นำก้อนที่ปั้นเป็นลูกวงกลมแล้วมาคลุกกับรำละเอียดอีกครั้ง จากนั้นนำมาตากแดดจนแห้ง แล้วนำมาให้เป็นอาหารปลาได้เลย ซึ่งขนาดของก้อนอาหารที่ใหญ่จะจมลงไปใต้บ่อเหมือนอาหารกุ้ง แล้วปลาจะกินไปได้เรื่อยๆ ช่วยประหยัดเวลาการให้อาหารจากเคยให้ทุกวัน ลดเหลือ 3 วัน ให้เพียง 1 ครั้ง คุ
กุ้งเครย์ฟิช หรือกุ้งก้ามแดง หรือล็อบสเตอร์น้ำจืด สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง ลักษณะทั่วไปจะมีก้ามโต ลำตัวใหญ่ เปลือกหนา สีแดงเข้มน่ากินเมื่อทำให้สุก แต่รสชาติอย่าบอกใครเชียว เป็นเมนูระดับภัตตาคารที่เป็นที่ต้องการของตลาดสูงมากในตอนนี้ และกำลังทำให้หนุ่มวัย 30 ปี อย่าง คุณจักรกฤษณ์ พิศาลเดช หนุ่มจากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ผู้ประสบความสำเร็จที่เป็นทั้งผู้เลี้ยงและผู้รับซื้อในตอนนี้ที่มีคำสั่งซื้อกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อวัน คุณจักรกฤษณ์ได้ทำมาหลากหลายอาชีพ และมองหาตลาดที่ไม่ค่อยมีคนเริ่มคือ กุ้งเครย์ฟิช ที่ไม่ค่อยมีคนเริ่มเลี้ยงมากในตอนแรก จนปัจจุบันขายส่งทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ลาว ส่งออก 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ส่งภายในภัตตาคารในไทย จุดเริ่มต้นของผมเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ปี 2557 ทำมาด้วยความตั้งใจ และเริ่มขยับขยายช่วงปลายปี 2558 เริ่มด้วยบ่อปูนตามรูป จนถึงปัจจุบันเป็นทั้งผู้เลี้ยงและผู้รับซื้อและมีตลาดส่งอยู่ในมือ เริ่มจากความตั้งใจและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า จึงเกิดความเชื่อถือเชื่อมั่นจนประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบันนี้ กุ้งเครย์ฟิชทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
