ประมง
สมาคมกุ้งไทย ออกโรงห่วงใยอุตฯ กุ้งไทย ขอลุงตู่จัดกุ้งเป็นวาระแห่งชาติ นำทัพเร่งแก้วิกฤตปัญหาโรคให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งได้ ช่วยพลิกฟื้นอุตฯ กุ้งของประเทศ เป้าวัตถุดิบกุ้ง 4 แสนตัน เพื่อการส่งออก ภายในปี 66 ขอบคุณรัฐพยายามช่วย แต่วิธีไม่เวิร์ค/ไม่ตอบโจทย์ (10 ปี เกิดโรคยังแก้ไม่ได้ สูญเสียโอกาส-รายได้การส่งออก 5 แสนล้านบาท) วอนนายกฯ ให้ความสำคัญทุ่มงบประมาณ กำลังคน ฯลฯ เต็มที่ สนับสนุนกรมประมง-ส่วนงานเกี่ยวข้อง นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย นำทีมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จำนวนกว่า 20 คน ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้สินค้ากุ้งเป็นวาระแห่งชาติ ออกมาตรการแก้ปัญหาการเลี้ยงเรื่องโรคให้พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งเร่งด่วน พลิกฟื้น-สร้างความเข้มแข็ง-ยั่งยืนให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายคือ วัตถุดิบกุ้ง 400,000 ตัน เพื่อการส่งออก ให้ได้ในปี 2566 (ที่ไม่ใช่มาจากการนำเข้ากุ้ง) โดยมี นาย สมหมาย เอี่ยมสะอาด ข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล “ยืนยันได้ว่า 10 ปี หลังเกิดโ
“ปลาหมอ” เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้าน ที่ชาวไทยนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายในทุกระดับสังคมและทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อีกทั้งยังเป็นปลาที่มีความทนทานสูง เพราะมีอวัยวะพิเศษที่ช่วยในการหายใจ จึงสามารถอาศัยอยู่ได้ในบริเวณที่มีน้ำน้อย หรือพื้นที่ชุ่มชื้นเป็นเวลานานๆ จึงง่ายต่อการขนส่งในระยะไกลๆ และจำหน่ายในรูปปลาสดมีชีวิตได้ ทั้งในตลาดภายในและต่างประเทศ ในอดีตที่ผ่านมา ผลผลิตปลาหมอจัดอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลผลิตสัตว์น้ำจืดของประเทศ ซึ่งผลผลิตปลาหมอรองลงมาจากปลาช่อน ปลาดุก และปลาสวาย แต่ปัจจุบันผลผลิตปลาหมอเริ่มลดลง จากข้อมูลของกรมประมง เมื่อปี 2551 มีผลผลิตปลาหมอทั้งประเทศเพียง 12,900 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 535.6 ล้านบาท โดยบริโภคในรูปปลาสด 69.92 เปอร์เซ็นต์ ปลาร้า 22.86 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 7.22 เปอร์เซ็นต์ ทำเป็นปลาเค็มตากแห้ง รมควัน และอื่นๆ ที่สำคัญคือ ปลาหมอในปัจจุบันมีขนาดเล็กกว่าในอดีตมาก ปัจจุบัน มีผู้สนใจเลี้ยงปลาหมอกันเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถเลี้ยงและเจริญเติบโตในอัตราความหนาแน่นสูง ทนทานต่อสภาวะที่คุณสมบัติของดินและน้ำที่แปรปรวน ซึ่งนิยมเลี้ยงในรูปแบบต่างๆ ทั้งบ่อดิน บ่อ
ปลาหมอ เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำที่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มมีการเลี้ยงเป็นการค้ากันมากขึ้น เพราะตลาดมีความต้องการบริโภคอยู่เสมอ จึงทำให้หลายๆ ท่านมาให้ความสนใจที่จะเลี้ยงสร้างรายได้มากขึ้น โดยการเลี้ยงปลาหมอให้ประสบผลสำเร็จนั้น จากที่ได้พูดคุยกับเกษตรกรหลายท่าน ต้องมีลูกพันธุ์ปลาที่ดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีแหล่งน้ำที่เพียงพอต่อการเลี้ยง และอาหารที่มีคุณภาพก็จะช่วยให้การเลี้ยงปลาหมอประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก และเกิดรายได้ทำเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ คุณธนพล สว่างอารมณ์ เลี้ยงปลาหมออยู่ที่ ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ได้มีความสนใจที่อยากจะเลี้ยงปลาหมอเพื่อเป็นอาชีพเสริมยามว่าง จึงได้ศึกษาการเลี้ยงอย่างจริงจังและเข้ากลุ่มการเลี้ยงเพื่อพูดคุยปัญหาอยู่เสมอ ทำให้การเลี้ยงปลาหมอจากที่คิดว่าจะเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมกลับมีรายได้มากขึ้น และสามารถขยายการเลี้ยงจำนวนบ่อที่มากขึ้นตามไปด้วย คุณธนพล เล่าให้ฟังว่า มีงานประจำคือ อาชีพรับราชการ ด้วยความที่ตัวเขาเองพื้นเพของครอบครัวทำอาชีพเกษตรกรรม จึงทำให้พื้นที่บ้านจะมีร่องสวนและน้ำเพียงพอในการนำมาเลี้ยงปลา โดยก่อนหน้านั้นคุณลุงได้ลงทุนเลี้ยง
คุณวรรลี สิงห์ธงยาม เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงอำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ข้อมูลว่า ภายในอำเภอแห่งนี้มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนทั้งหมด 300 กว่าราย โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการเลี้ยงปลาทั้ง 2 แบบ คือ เลี้ยงเพื่อยังชีพ และเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้เสริมหรือกระทั่งเลี้ยงแบบในเชิงพาณิชย์ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเลี้ยงเป็นปลากินพืช เช่น ปลานิล และที่นิยมเลี้ยงเป็นเชิงพาณิชย์แบบทำรายได้เป็นอาชีพหลักเป็นการเลี้ยงปลาดุกอย่างเดียว นอกจากจะเลี้ยงปลาแล้ว ทางหมู่บ้านยังมีการนำปลามาแปรรูป เช่น ทำเป็นปลารมควัน “อำเภอนี้เวลาเลี้ยงปลา จะเลี้ยงแบบธรรมชาติ อย่างปลาดุก ต้นทุนสูง จะใช้เวลาเลี้ยง 6 เดือน ถึงจะจับ เพราะถ้าใช้เวลาการจับน้อยกว่า 6 เดือน คุณภาพของปลาจะไม่ได้มาตรฐานตามที่ท้องตลาดต้องการ โดยการขายจะเป็นการขายแบบผูกพัน หมายถึงใครเคยจับกับเจ้าไหนก็จะจับอยู่กับเจ้าเดิม ซึ่งขนาดของปลาจะเรียกโดยใช้สรรพนามแทนคำว่า ตัวเล็ก ตัวใหญ่ โดยมี 3 ขนาด คือ ขนาดปลาเค็ม ขนาดปลาฝอย และขนาดปลาโบ้ โดยชาวบ้านจะรู้กันว่าคือ ขนาดกี่กิโลกรัม อาหารของปลาก็จะมี ทั้งหัวปลาที่เป็นเศษจากการทำปลารมควัน ไส้ไก่ที่เอามาจากโรงงานที่รับมาจากสระบุ
“การดูแลกุ้งให้ประสบความสำเร็จ สุขภาพกุ้งต้องแข็งแรง การจัดการฟาร์มต้องดี เปรียบเทียบกุ้งก็เหมือนกับชีวิตคนเรา ถ้าหากกุ้งกินดี ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำก็ย่อมที่จะแข็งแรงเหมือนคนเช่นเดียวกัน” คุณสมธิดา ภักดีภักดิ์ (คุณจั่น) สาวน้อยมาดเข้มที่มุ่งทำตามฝันผ่านการนำความรู้ที่บ่มเพาะมาแต่ครั้งเยาว์วัยด้วยครอบครัวประกอบธุรกิจฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (อ่าวค้อฟาร์ม) ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 44 ตำบลด่านสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เมื่อจบการศึกษาจากรั้วเกษตรศาสตร์ได้กลับมาสานต่อในฐานะผู้จัดการฟาร์มกุ้ง ภายใต้แนวคิด “เลี้ยงกุ้งแบบโมเดิร์นฟาร์ม” ลดรายจ่ายค่าอาหารพร้อมย่นระยะเวลาในการเลี้ยงและปลอดภัยจากโรคจนสามารถสร้างรายได้ในรูปแบบเกษตรกรเลี้ยงกุ้งได้อย่างมั่นคง คุณจั่น เล่าว่า อ่าวค้อฟาร์ม เป็นธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยบิดานับเวลารวมแล้วผ่านมากว่า 31 ปี โดยที่ตนเองเริ่มซึมซับกับการเลี้ยงกุ้งผ่านการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กทั้งจากคุณแม่ที่เป็นผู้ฝึกให้ดูลูกกุ้งและคุณพ่อที่จะพาไปดูบ่อเลี้ยงกุ้งส่งผลให้เกิดความคุ้นชินกับบรรยากาศคนเลี้ยงกุ้งอยู่ตลอด ครั้นเมื่อจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสวีวิทยา จึงเลือ
คุณธีระกิจ คลื่นลูกใหม่ไฟแรงวัย 30 ปี เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัวทำสวนส้มอยู่ที่หมู่บ้านสุเม่น ตำบลแม่สิน ซึ่งคนในหมู่บ้านสุเม่นทำสวนส้มกันส่วนใหญ่ เมื่อทำไปนานๆ การทำสวนส้มไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เกิดการขาดทุน ทำให้เป็นหนี้สินมากขึ้น ด้านคุณธีระกิจหลังเรียนจบจึงสมัครงานเป็นพนักงานบริษัท แต่รายได้ที่มีไม่เพียงพอต่อรายจ่ายของครอบครัว จึงหันมามองหาอาชีพใหม่ คือการเพาะพันธุ์ปลาขาย เพราะสมัยศึกษาเล่าเรียน คุณธีระกิจหารายได้เสริมจากการเพาะพันธุ์ปลาสวยงามขายในระหว่างนั้น ทำให้มีความรู้ด้านนี้พอสมควร คุณธีระกิจ เมณร์กูล (ซ้าย) คุณกริชเพชร อัฐวงศ์ (ขวา) “สมัยก่อนผมเป็นพนักงานบริษัท เมื่อทำไปนานๆ ผมรู้สึกไม่ชอบ จึงปรึกษากันในครอบครัว ว่าเราจะทำยังไงให้เราอยู่ได้ โดยต้องหารายได้หลักก่อน เพื่อให้เรามีเงินใช้จ่ายทุกวัน จึงมองธุรกิจขายปลา เพราะพื้นฐานเดิมสมัยเรียน ผมเพาะปลาสวยงามขาย จึงเริ่มธุรกิจแรก คือขายปลาสวยงามตามตลาดนัด” คุณ ธีระกิจ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตในการทำงาน เมื่อมาขายปลาสวยงาม คุณธีระกิจ เล่าว่า รายได้ที่ได้รับสามารถอยู่ได้ แต่ไม่ถึงกับทำเงินได้เท่าที่ควร มีท้อแท้บ้างในบ
การเพาะพันธุ์ปลาดุกในปัจจุบันนิยมใช้การผสมเทียม เพราะเป็นวิธีการที่ให้ผลผลิตได้ดีกว่า มีความชัดเจนมั่นใจได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะการผลิตเพื่อการค้า ส่วนปลาดุกที่นิยมนำมาเพาะพันธุ์คือ บิ๊กอุย ซึ่งเป็นลูกผสมจากการดัดแปลงข้ามสายพันธุ์ ระหว่างแม่พันธุ์ปลาดุกอุย (ปลาดุกนา) กับพ่อพันธุ์ปลาดุกเทศ (ปลาดุกรัสเซีย) จึงทำให้ลูกปลาดุกบิ๊กอุยติดตลาดอย่างรวดเร็ว ด้วยลักษณะเฉพาะตัวที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ปริมาณเนื้อสูงเหมือนพ่อ ประกอบกับคุณภาพเนื้อรสชาติดีเหมือนแม่ คุณสำเนา เกาะกาเหนือ ชาวนครนายก เจ้าของฟาร์ม “สำเนาพันธุ์ปลา” เป็นอีกคนที่ยึดอาชีพเพาะ-จำหน่ายลูกพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุย จนประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ด้วยแนวคิดการลดต้นทุนจากการใช้วิธีธรรมชาติเกื้อกูลโดยนำปลานิลมาช่วยบำบัดน้ำ สามารถใช้น้ำหมุนเวียนได้อย่างปลอดภัย และประหยัด รวมถึงยังใช้วิธีควบคุมการให้อาหารลูกปลาอย่างพอดี สร้างความสมดุล ลดการเน่าเสียของน้ำ ไม่สร้างปัญหาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมคุณสำเนา เกิดและเติบโตที่จังหวัดนครนายก มีบ้านอยู่เลขที่ 250 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ภายหลังเรียนจบชายผู้นี้มุ่งหน้าทำงานใน
ปูนา ยังเป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำที่ยังได้รับความนิยมในเรื่องของการเลี้ยงสร้างรายได้ จะเห็นได้ในสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ยังนิยมนำปูนามาเป็นส่วนประกอบของอาหารอยู่เป็นประจำ อาทิ ส้มตำ น้ำพริก ที่มีการนำปูนามาเป็นเครื่องเคียงทำให้รสสัมผัสที่อร่อยลงตัวไม่น้อย จากความนิยมบริโภคนี้เอง จึงทำให้ปูนาได้มีการเลี้ยงเป็นเชิงการค้ามากขึ้น โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงเข้าใจในอุปนิสัยของปูนาว่าต้องการอยู่ในพื้นที่แบบใด และน้ำที่ใช้เลี้ยงต้องมีความสะอาดอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้การเลี้ยงปูนาประสบผลสำเร็จ เป็นสินค้าที่สร้างรายได้ไม่น้อยทีเดียว เพราะสามารถทำการตลาดได้หลากหลาย คุณสุรีย์พิชา คำมูลมาตบ์ หรือ คุณแตงโม อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 1 บ้านนาคำน้อย ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการสร้างรายได้ช่วงโควิด จึงได้มาศึกษาการเลี้ยงปูนาจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ และเข้าไปดูงานจากหลายๆ ฟาร์มที่เลี้ยงปูนาประสบผลสำเร็จ จากนั้นนำองค์ความรู้ที่ได้ปรับเข้ากับสถานที่เลี้ยงของเธอเอง พร้อมทั้งค่อยๆ สร้างตลาดอย่างเป็นขั้นตอน จนปัจจุบันมีการทำตลาดออนไลน์เข้ามาช่วยอีกหนึ่งช่องทาง จึงทำให้เกิดรายได้อยู่กับบ้
ปลาดุก เป็นปลาที่หาซื้อได้ง่าย และสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู เพราะปัจจุบันมีการเลี้ยงกันหลายพื้นที่ เป็นปลาที่มีความอดทน เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตรวดเร็ว ต้านทานโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี ซึ่งปลาดุกที่นิยมเลี้ยงมีหลากหลายสายพันธุ์ด้วยกัน เช่น ปลาดุกด้าน ปลาดุกยักษ์ หรือปลาดุกรัสเซีย ปลาดุกบิ๊กอุย ฯลฯ ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าจะเลือกสายพันธุ์ไหนและมีทิศทางในเรื่องการตลาดอย่างไร คุณวิเชียร พันลพ อยู่บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 3 ตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ได้นำปลามาเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพทำเงินสำหรับเขา เป็นปลาดุกพันธุ์บิ๊กอุยเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย และปลาดุกเทศเพศผู้ ซึ่งการขยายพันธุ์ของปลา 2 ชนิดนี้ ลูกพันธุ์ที่ได้ออกมามีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี มีความทนทานต่อโรคสูง จึงได้มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด คุณวิเชียร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนยึดทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืช เน้นเป็นพืชไร่ที่ทำกันมาอยู่เดิม แต่ด้วยสมัยนั้นสินค้าทางการเกษตรก็ยังขายไม่ได้ราคาเท่าที่ควร จึงเกิดแนวความคิดที่อยากจะทำเกษตรด้านอื่น จึงได้มาทดลองเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย โดยใ
ในอดีต ชาวปากพนังส่วนใหญ่นิยมทำนากุ้ง เพราะให้ผลตอบแทนสูง มองไปทางไหนก็จะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากบ่อกุ้ง แต่ไม่นานกิจการนากุ้งก็มีอันล่มสลายจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง ทำให้นากุ้งนับแสนไร่กลายเป็นนากุ้งร้าง กศน.อำเภอปากพนัง เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านพลิกฟื้นนากุ้งร้างให้หันมาทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวันนี้ นากุ้งร้างเหล่านี้ ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง ในรูปแบบ “บ่อเลี้ยงปลาน้ำจืด” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานประมงอำเภอปากพนัง กศน.อำเภอปากพนัง ศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาเรื่องพันธุ์ปลา และความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาเป็นอย่างดี” ปลานิล เป็นปลาที่มีเนื้อมากและมีรสชาติดี สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู เช่น ทำเป็นปลาเค็มตากแห้งแบบปลาสลิด ปลากรอบ ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อมหรือปลาส้ม และทำน้ำยาขนมจีน ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมของคนปักษ์ใต้ได้ดีเท่ากับเนื้อปลาช่อน นอกจากนี้ ปลานิลยังเลี้ยงง่าย หาพันธุ์ได้ง่าย เจริญเติบโต
