ปศุสัตว์
แมงป่องช้าง (Giant scorpion) ชื่อสามัญ : แมงป่องช้าง Common name : Giant scorpion ชื่อวิทยาศาสตร์ : Heterometrus sp. Order : ScorpionesFamily : Scorpionidae ลักษณะทั่วไป แมงป่องช้างเป็นสัตว์มีเปลือกแข็งหุ้ม ลำตัวเรียว มีขาจำนวน 4 คู่ อวัยวะที่โดดเด่น คือ “ก้ามใหญ่” (pedipalps) 1 คู่ มีส่วนหัวและอกอยู่รวมกัน เรียกว่า prosoma ทำหน้าที่หนีบอาหารหรือจับเหยื่อ มีตาบนหัว 1 คู่ และตาข้างอีก 3 คู่ตรงกลางหลัง (middle dorsal) และขอบข้างส่วนหน้า (anterolateral) ตรงปากมี “ก้ามเล็ก” (chelicera) 1 คู่ ส่วนถัดมาเรียกว่า mesosoma ประกอบด้วยปล้อง 7 ปล้อง ซึ่งปล้องที่ 3 มีอวัยวะสำคัญคือ “ช่องสืบพันธุ์” (genital operculum) และมีอวัยวะที่เรียกว่า pectines หรือ pectens 1 คู่ มีรูปร่างคล้ายหวี ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากการสั่นของพื้นดิน ส่วนสุดท้ายคือส่วนหางเรียวยาว เรียกว่า metasoma ประกอบด้วยปล้อง 5 ปล้องกับปล้องสุดท้าย คือ “ปล้องพิษ” มีลักษณะพองกลมปลายเรียวแหลม คล้ายรูปหยดน้ำกลับหัว บรรจุต่อมพิษ มีเข็มที่ใช้ต่อย เรียกว่า “เหล็กใน” (sting apparatus) สำหรับฉีดพิษ แม้ว่าแมงป่องมีตาหลายคู่ แต่มีประสิทธิภาพการ
จากที่มองว่า การเลี้ยงแพะขุนเนื้อขาย คงเป็นได้เพียงอาชีพเสริมในตอนแรก เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปี กลับทำให้ คุณนิเวศ แม้นพวก หนุ่มตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มองเห็นช่องทางในการสร้างเม็ดเงินจากแพะ ที่ไม่ใช่แค่เพียงเลี้ยงแพะขุนเพื่อขายเนื้อ แต่มุ่งมั่นทำฟาร์มแพะ พัฒนาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อขายพันธุ์ จะทำเงินได้ดีกว่าเลี้ยงแพะขุนขาย 20 กว่าปีก่อน คุณนิเวศ แม้นพวก เป็นเพียงหนุ่มรับจ้าง ทำหน้าที่พิธีกร โฆษกตามงานวัดในแถบจังหวัดภาคกลาง รายได้ลุ่มๆ ดอนๆ ไม่คงที่ จึงคิดหาอาชีพเสริมทำ มองเห็นรอบข้างมีคนเลี้ยงแพะขุนขาย ทำให้คิดว่า สมัยเด็กๆ ช่วยพ่อเลี้ยงวัวก็ยังทำได้ เลี้ยงแพะก็คงไม่ต่างกัน จึงเป็นจุดเริ่มที่จะเลี้ยงแพะขุนเป็นอาชีพเสริม จากคนที่ไม่รู้อะไรเลย เริ่มเลี้ยงแพะขุนเนื้อขายตามที่เห็นคนในละแวกบ้านใกล้เคียงเลี้ยง มีภรรยาเป็นชาวสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จึงช่วยกันเลี้ยงแพะขุน และทำฟาร์มแพะเล็กๆ ขึ้นที่จังหวัดชัยนาท แรกเริ่มที่ 20 ตัว เห็นว่าน้อย จึงเพิ่มจำนวนภายในปีเดียวเป็น 85 ตัว เลี้ยงไปเลี้ยงมา เพิ่มจำนวนภายใน 3 ปี เป็นกว่า 300 ตัว ทำให้ต้องเริ่มจ้างแรงงานต่างด้าวมาช่วยเลี้ยงแพะ จากแพะไม่พอ เพิ่
ในอดีต เกษตรกรนิยมเลี้ยงไก่แบบปล่อยตามลานบ้าน หรือบริเวณสวนหลังบ้าน ทำเล้าไว้เพื่อให้เป็นที่นอนและวางไข่เท่านั้น มีรางอาหารไว้บริเวณเล้าที่พัก อาหารผสมมีเพียงรำข้าว ปลายข้าว ใบกระถินแห้ง และเปลือกหอย สำหรับไก่ไข่ เมื่อวิทยาการก้าวหน้าขึ้นจึงมีงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาสูตรอาหารที่สามารถร่นระยะเวลาการเจริญเติบโตให้สั้นลง และมีอัตราการแลกเนื้อสูง โดยมีส่วนผสมของวัตถุดิบ 5 ชนิด ประกอบด้วย 1.แป้ง ได้จากรำข้าว ปลายข้าว ข้าวเปลือก ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นแหล่งให้พลังงานใช้ในการเดินหรือวิ่ง 2.โปรตีน ได้จากปลาป่น ปลาสด แมลง และสัตว์ขนาดเล็ก ใช้สร้าง ขน เล็บ เลือด เนื้อ และหนัง 3.ไขมัน ได้จากกากถั่วเหลือง กากมะพร้าว ไขสัตว์ และน้ำมันหมู ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย 4.วิตามิน ได้จากหญ้าสด ใบกระถิน และบางส่วนจากข้าวโพดและปลาป่น ปัจจุบัน มีการผลิตวิตามินออกมาหลากหลายชนิดวางจำหน่าย วิตามินทำให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์เลี้ยง 5. น้ำ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเลือดของเหลว และเมือกต่างๆ เนื่องจากมีภาคเอกชนรายใหญ่หลายรายผลิตอาหารของทั้งสัตว์น
กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เลี้ยงง่าย สามารถแพร่พันธุ์ได้เร็ว มีประสิทธิภาพในการผลิตอาหารสูง และมีวงจรในการผลิตสั้น แม่กระต่าย 1 ตัว สามารถผลิตลูกให้เนื้อเทียบเท่าลูกวัว 1 ตัว ใน 1 ปี กระต่ายเป็นสัตว์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย ทั้งเนื้อ หนัง และขน รวมทั้งเป็นสัตว์ที่ใช้ทดลองในงานวิจัยด้านต่างๆ กระต่ายที่เลี้ยงในปัจจุบันทั่วโลกมีหลายร้อยสายพันธุ์ หากแบ่งแยกประเภท สามารถแบ่งออกได้เป็นกระต่ายเนื้อ กระต่ายขน กระต่ายสวยงาม และกระต่ายใช้เป็นสัตว์ทดลอง สำหรับคนไทย เมื่อพูดถึงกระต่ายทุกคนคุ้นเคยกับการเลี้ยงกระต่าย เพื่อเป็นเพื่อนยามเหงาหรือเพื่อความเพลิดเพลิน น้อยคนนักที่จะเลี้ยงกระต่ายเพื่อเอาเนื้อมาเป็นอาหารหรือการเอาหนังมาทำผลิตภัณฑ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลี้ยงกระต่ายสามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่าการเลี้ยงดูเล่น ในต่างประเทศทั่วโลก หลายประเทศมีการเลี้ยงกระต่ายเพื่อการค้า ในการเอาเนื้อไปทำอาหาร เอาหนังและขนไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีอัตราการให้เนื้อสูงเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่น ให้ลูกต่อครอกจำนวนมาก เฉลี่ย 8 ตัวต่อครอก ให้ลูกได้ถึง 10-11 ครอกต
เลี้ยงควายที่เกาะช้าง ดูเป็นเรื่องแปลกไม่น่าเชื่อจะมีวีถีชีวิตเช่นนี้ เพราะเกาะช้างได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามติดอันดับต้นๆ ของภาคตะวันออก แต่ในสภาพพื้นที่เกาะช้างด้านในหรือด้านทิศตะวันออกหรือมักจะเรียกว่า “เกาะช้างเลี้ยวซ้าย” ยังมีพื้นที่เกษตรกรรมเพาะปลูกผลไม้ ทุเรียนชะนี GI ส้มโอ รวมทั้งสวนมะพร้าวที่มาตั้งแต่ดั้งเดิม แต่ 8-10 ปีที่ผ่านมาพื้นที่ได้มีการเปลี่ยนมือไปเพื่อการลงทุนทางธุรกิจท่องเที่ยวค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับ นาวาโท สมบัติ บุญเกิดพานิชย์ หรือ “เสธบัติ” ชาวเกาะช้าง ลาออกจากราชการและกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดทำธุรกิจสนามยิงปืน “บ้านลูกช้าง เกาะช้าง” (Koh Chang Shooting Range) พร้อมกับ คุณจารุวรรณ จินตกานนท์ ภรรยา แต่ที่แปลกต่างไปคือ การนำควายมาเลี้ยงในพื้นที่สนามยิงปืน เป็นที่เดียวบนเกาะช้างและมีแนวทางที่จะพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไอเดียจากปัญหาการกำจัดหญ้า ไม่ใช้สารเคมี นาวาโท สมบัติ ครอบครัวทำเกษตรกรรมและประมงที่เกาะช้าง แม้ชีวิตราชการจะรุ่งโรจน์ แต่กลับตัดสินใจลาออกมาใช้ชีวิตที่เงียบสงบที่บ้านเกิดและสร้างธุรกิจสนามยิงปืน เล่าถึงที่ม
“นกยูง” หากพูดถึงนกชนิดนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่านกที่มีแพนหางสุดอลังการนี้ มี 3 สายพันธุ์ (Species) ด้วยกัน คือ นกยูงไทย นกยูงอินเดีย และนกยูงคองโก ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบนกยูงได้ 2 สายพันธุ์ คือ นกยูงไทย และนกยูงอินเดีย แต่มีเพียงนกยูงไทยเท่านั้น ที่สามารถพบได้ในป่าธรรมชาติ ซึ่งแพร่กระจายในภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทยซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งลักษณะทางกายภาพและถิ่นที่อยู่อาศัยที่เฉพาะของพวกมันเอง ที่อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา คุณชิณภัทร จันทร์ทละ เกษตรกรหัวก้าวหน้าประสบความสำเร็จในการเลี้ยงนกยูง สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ เล่าว่า ช่วงที่ไปทำงานที่ออสเตรเลียมีความคิดที่ทำอะไรสักอย่างนอกจากทำการเลี้ยงกว่างที่มีความรู้และประสบการณ์ดีแล้วหลังกลับมาอยู่บ้าน อยากจะมีกิจกรรมอื่นเพิ่มเติมที่แตกต่างจากคนอื่นเผื่อกลับเมืองไทยจะได้มีกิจกรรมรายได้เพิ่มมากขึ้น ได้รู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่ทำงานด้วยกันในออสเตรเลียที่ชอบทำอะไรแปลกๆ เหมือนกัน “วันหนึ่งพี่เขาบอกว่าซื้อม้า ซื้อสุนัขพันธุ์แปลกๆ มาเลี้ยง แล้ววันหนึ่งเขาพูดถึงเรื่องนกยูงและนำภาพมาให้ดู
“บราห์มา” (Brahma) เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ไก่ที่นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงาม มีจุดเด่นเรื่องขนาดตัวที่ใหญ่และขนดก ตามข้อมูลพบว่าไก่บราห์มามีความสูงเต็มที่ถึง 1 เมตร และน้ำหนักมากสุดถึง 8 กิโลกรัม (ขนาดประมาณเด็ก 7-8 ขวบเลยทีเดียว) เรียกว่ายักษ์จริง การนำไก่บราห์มาที่เป็นสายพันธุ์จากต่างประเทศมาเลี้ยงในบ้านเราถูกพัฒนาและปรับปัจจัยสภาพแวดล้อม สภาพอากาศให้มีความเหมาะสมจนสามารถเลี้ยงได้อย่างไม่มีปัญหา แม้ขนาดตัวอาจไม่ใหญ่โตเท่าแหล่งกำเนิด แต่นับว่ามีความใหญ่และขนาดสวยแบบฉบับไทย ทั้งการเลี้ยงกินอยู่ไม่ได้ยุ่งยาก เป็นที่สนใจของนักเลงไก่หันมาเลี้ยงสร้างรายได้มากขึ้น ดังนั้น ในตลาดไก่สวยงามจึงมีไก่บราห์มาขึ้นติดอันดับอยู่ด้วย คุณกิตติธัช แผ้วประสงค์ หรือ คุณโอ๊ต เป็นหนึ่งในนั้น และเป็นเจ้าของฟาร์มไก่บราห์มาที่ชื่อ “อาร์มี่ฟาร์ม” ตั้งอยู่เลขที่ 269/10 หมู่ที่ 2 ตำบลเก้าเลี้ยว อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ ฟาร์มเพาะ-ขายพันธุ์ที่ยืนยันคุณภาพไก่ด้วยรางวัลชนะเลิศมากมาย คุณโอ๊ตมีอาชีพประกอบธุรกิจเปิดร้านขายของเบ็ดเตล็ด แล้วเลี้ยงไก่เป็นงานอดิเรกก่อนที่จะเพาะขายจริงจังเป็นอาชีพได้ประมาณ 5 ปี เหตุผลที่ม
ตั๊กแตนปาทังก้า ถือเป็นศัตรูพืชที่เป็นปัญหาของเกษตรกรทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยของเราก็เช่นกัน ในอดีตมีแผนปูพรมกวาดล้างฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดตั๊กแตนปาทังก้า แต่ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอ เกษตรกรไทยได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วอาวุธที่ดีที่สุด ในการจัดการกับตั๊กแตนตัวร้ายก็คือน้ำมันร้อนๆ ซอสปรุงรสนั่นเอง จึงเกิดอาชีพให้เกษตรกรหลายคน จากการจับตั๊กแตนปาทังก้า มีทั้งการเก็บขายผ่านพ่อค้าคนกลาง และทอดขายร้อนๆ เป็นอาหารว่างหรือกับแกล้มรสโอชะ โปรตีนสูง ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลินจนตั๊กแตนทอดกลายเป็นสตรีตฟู้ดยอดนิยม เมื่อได้รับความนิยมมากขึ้น ตั๊กแตนปาทังก้าก็มีราคาสูงขึ้น จนชาวบ้านสามารถสร้างรายได้จากการจับตั๊กแตนขายได้มากกว่าการปลูกพืชบางชนิดเสียอีก คุณสมเกียรติ แก้วเกลียว อยู่หมู่ที่ 12 ตำบลตาอ็อง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบอาชีพเสริมเพาะเลี้ยงตั๊กแตนปาทังก้า คุณสมเกียรติ เล่าว่า อาชีพหลักของตนเองนั้นเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ แต่ด้วยเป็นคนที่ชื่นชอบในการกินตั๊กแตน และมีพี่สาวเพาะเลี้ยงจำหน่ายตั๊กแตนปาทังก้า จึงได้ศึกษาหาข้อมูลจากพี่สาว และทดลองเลี้ยงตั๊กแตนปาทังก้า เริ่มจากการซื้อไข่ตั๊กแตนปาท
กว่างภูกามยาว พะเยา ยอดนักสู้แห่งขุนเขา : การชนกว่าง เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวล้านนาที่นิยมเล่นกันมาเป็นเวลานานแล้ว จนกลายเป็นประเพณี แต่จะเริ่มเล่นกันมาตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏ ปัจจุบันยังมีการเล่นกันอยู่ แต่อาจจะไม่มากเท่ากับในอดีต การเล่นชนกว่างของชาวล้านนานิยมเล่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เฉพาะในฤดูฝนคือประมาณเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พอออกพรรษาแล้วก็ค่อยๆ เลิกรา ปล่อยกว่างกลับสู่ธรรมชาติ เพื่อสืบลูกสืบหลานเพื่อการเกิดใหม่ในปีหน้าตามวัฏจักรของมัน กว่างเป็นชื่อเรียกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มี 6 ขา กว่างบางชนิดมีเขา บางชนิดไม่มีเขา กว่างจะชอบกินน้ำหวานจากอ้อย กว่างบางชนิดไม่นิยมนำมาเลี้ยง บางชนิดนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น เช่น กว่างซาง กว่างงวง กว่างกิ กว่างกิอุ และกว่างอี้หลุ้ม วงจรชีวิตของกว่าง กว่างมีวงจรชีวิตประมาณ 1 ปี คือช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม กว่างทั้งตัวผู้และตัวเมียจะขึ้นมาจากใต้ดิน เพื่อมาผสมพันธุ์และวางไข่ ซึ่งใช้วงจรชีวิตช่วงนี้ประมาณ 4 เดือน พอเข้าในฤดูหนาว กว่างตัวเมียหลังจากผสมพันธุ์ก็จะขุดดินแล้ววางไข่ ส่วนตัวเองก็จะตาย ไข่ก็ฟักเป็นตัวหนอน เป็นดักแด้อาศัยอย
“โคขุน” นับเป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างรายได้ดีให้เกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมจากการทำการเกษตรเป็นหลัก พื้นที่การเลี้ยงครอบคลุมทั้ง 19 อำเภอ พบการเลี้ยงมากที่สุดในอำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอคีรีรัฐนิคม และอำเภอไชยา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) ติดตามสถานการณ์การผลิตโคขุนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ปัจจุบัน เกษตรกรมีการเลี้ยงแบบรวมกลุ่ม และเลี้ยงแบบรายเดียว ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโคขุน คือ คุณปรีชา เรืองแสง เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณปรีชา เล่าว่า เริ่มจากการเป็นเกษตรกรทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน แต่ปัจจุบันราคายางพาราและปาล์มน้ำมันไม่แน่นอน ปุ๋ยราคาสูง ประกอบกับอยากมีรายได้เสริมที่สามารถสร้างอาชีพ หลังจากนั้นได้มีโอกาสศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำพงแสน และศึกษาจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มที่เลี้ยงจนประสบความสำเร็จ จึงได้
