ปศุสัตว์
ณ ชายแดนฝั่งตะวันออก เกษตรกรรายแรกที่ผมเข้าไปพบและพูดคุยอยู่ทางฟากฝั่งตะวันออกของประเทศคือ คุณอีซา อิสมาแอล อยู่บ้านเลขที่ 6 บ้านเสาสูง ตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว คุณอีซา เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า เลี้ยงวัวฝูงมานานแล้ว และยังเคยเป็นพ่อค้าซื้อขายวัว ควายมาก่อนด้วยก่อนจะมาปักหลักปักฐานอยู่ที่นี่และเริ่มต้นเลี้ยงวัวฝูงใหม่อีกครั้ง ตอนนี้มีวัวอยู่ 20 ตัว มีทั้งวัวลูกผสมบราห์มัน วัวลูกผสมหูยาวและวัวลูกผสมชาโรเล่ส์ที่พยายามรวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นวัวแม่พันธุ์ คุณอีซา เก็บรวบรวมวัวฝูงนี้มาจากคอกของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงในราคาที่แตกต่างตามสายพันธุ์ “ผมจะเข้าไปหาซื้อวัวจากชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ราคาก็มีตั้งแต่กิโลกรัมละ 100-180 บาท ถ้าเป็นวัวจากคอกของชาวบ้านที่อยู่ไกลเมืองก็จะขายให้เราในราคาที่ถูกหน่อย หากเป็นชาวบ้านที่อยู่ใกล้เมืองก็จะขายเราแพงขึ้น อย่างชาโรเล่ส์ตอนนี้ผมมีอยู่ 6 ตัว ซื้อมาแพงกว่าพันธุ์อื่น ราคาตัวละประมาณ 20,000 บาท” สร้างแปลงหญ้าตัดให้กิน สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวคุณอีซาเล่าว่า สำหรับวัวที่เพิ่งซื้อมาเข้าคอกหรือวัวที่ผอม มีโรค มีปัญหาผมจะให้กินอ
องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรและสหกรณ์โคนมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและสหกรณ์ฟาร์มโคนมไทย ทั้งการให้ความรู้การจัดตั้งฟาร์มโคนม การเลี้ยงโคนม การดูแลและบริหารจัดการกิจการฟาร์มโคนมแก่เกษตรกรทุกด้าน ทั้งด้านการจัดการฟาร์ม ด้านการจัดการอาหารที่เพียงพอต่อโคนมในฟาร์มของเกษตรกร รวมถึงการจัดการฟาร์ม และยังพัฒนาพันธุ์โคนมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน ในขณะเดียวกันโคนมก็ยังสามารถผลิตน้ำนมได้มากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้ำนมดิบเพิ่มและทำกำไรให้แก่เกษตรกรมากขึ้น ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า การเลี้ยงโคนมให้มีกำไรสามารถทำได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคนม สำหรับในประเทศไทยเรื่องที่ต้องมีการปรับปรุง พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคนม มี 3 เรื่องหลักๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการจัดการฟาร์ม คือ 1.การบริหารจัดการอาหาร 2.การบริหารจัดการฟาร์มที่ต้องควบคุมอุณหภูมิคอกพัก 3.บริหารจัดการคอกโคนมให้ปลอดโปร่ง ไม่ร้อนชื้น พื้นไม่เปียกแฉะ โดย 3 ปัจจัยสำ
คุณทองพูล สุรทัด อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรต้นแบบของพี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดบึงกาฬ ที่สามารถเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีตคือเลี้ยงในจำนวนที่ไม่มาก ดูแลได้ทั่วถึง ทำให้โคที่เลี้ยงมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้ามาจับจองขอซื้อถึงบ้านกันเลยทีเดียว คุณทองพูล เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำเกษตรกรรมอยู่แล้ว คือการปลูกข้าวโพดหวาน ต่อมาเห็นบริเวณรอบบ้านยังพอมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงมองว่าน่าจะทำเกี่ยวกับเรื่องปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้ จึงตัดสินใจนำโคเนื้อมาเลี้ยงเพื่อใช้พื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการเลี้ยงจะเน้นให้มีแต่โคแม่พันธุ์เท่านั้น “ปี 2540 ช่วงแรกๆ ตอนที่จะเลี้ยงใช้เงินลงทุนไปประมาณ 30,000 บาท ซื้อเป็นแม่พันธุ์พร้อมลูกมา พอเราเห็นว่าพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ ก็จะติดต่อให้ทางสำนักงานปศุสัตว์มาผสมเทียมให้ ก็ได้ลูกเพิ่มมาเรื่อยๆ ไม่ต้องซื้อเข้ามาเพิ่มอีก ซึ่งภายในฟาร์มจะเน้นเป็นสายพันธุ์บราห์มันขาว บราห์มันแดง ที่มีลูกผสมชาโรเลส์ โดยจะเน้นเลี้ยงให้มีแต่แม่พันธุ์อย่างเดียว ส่วนพ่อพันธุ์ไม่จำเป็นต้องมี เราสามารถผสมเทียม
เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรทั่วประเทศมาโดยตลอดว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น ทรงให้ความสนพระทัยในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้แก่ราษฎร เห็นได้จากพระราชภารกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดโครงการอันเป็นประโยชน์ต่อชาวสวน ชาวนา และชาวไร่มากมาย ซึ่งโครงการต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นไปตามแนวพระราชดำริ และมีส่วนส่งเสริมต่อการพัฒนาประเทศโดยรวมให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง เช่นเดียวกับอาชีพการเลี้ยงโคนม นับเป็นอาชีพด้านการเกษตรที่สำคัญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้กับเกษตรกรไทย ภายหลังจากที่รัฐบาลประเทศเดนมาร์กได้น้อมเกล้าฯ ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม ในประเทศไทยแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2503 และต่อมา ในปี 2505 ทรงเปิดโรงโคนมสวนจิตรลดา เริ่มเลี้ยงโคนม 6 ตัว เป็นโคพันธุ์ “เรดเดน” และทรงเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมโคนม ไทย-เดนมาร์ค ปี 2512 ทรงเปิดโรงงานนมผงสวนจิตรลดา และในปี 2514 มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ก่อนจะพระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาความมั
อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรในพื้นที่ทำอาชีพทางการเกษตรที่หลากหลาย เช่น ปลูกข้าวโพดและพืชไร่อื่นๆ จึงทำให้มีวัตถุดิบหลังจากเก็บเกี่ยวเหลืออยู่ ส่งผลให้เกษตรกรที่เลี้ยงปศุสัตว์มีการนำเปลือกข้าวโพดหรือต้นพืชมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปเป็นอาหารให้สัตว์กินและหมักปุ๋ยสามารถลดการเผาทำลาย ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำให้ไม่เกิดปัญหาหมอกควันในพื้นที่ เกษตรกรทุกครัวเรือนสามารถทำเกษตรได้อย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คุณยงยุทธ อินทร อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรที่มีประสบการณ์ทางด้านปศุสัตว์ โดยทำการเลี้ยงโคเนื้อลูกผสมพื้นเมือง พร้อมทั้งปลูกหญ้าสำหรับเป็นอาหารให้กับโคที่เลี้ยง และนำวัสดุเหลือใช้จากการเก็บเกี่ยวในพื้นที่อย่างเปลือกข้าวโพดมาให้โคกิน จึงช่วยลดต้นทุนการผลิตเกิดรายได้เพิ่มขึ้นเวลาจำหน่ายโคแต่ละครั้ง ทำให้การเลี้ยงโคเป็นรายได้ให้กับครอบครัวเขาเป็นระยะเวลาถึง 18 ปีเลยทีเดียว คุณยงยุทธ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเลี้ยงโคเนื้ออย่างเช่นทุกวันนี้ สมัยก่อนได้ทำเกษตรคือการปลูกข้าวโพดเป็นหลัก เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแต่ละปี ราคาจ
อดีตอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ หากย้อนไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่มีขนาดเล็กๆ ฟาร์มไหนมี 5,000 ตัว ถือว่าระดับใหญ่ เฉลี่ยแล้วเป็นฟาร์ม 500-1,000 ตัว ที่มีเลี้ยงกันหนาแน่น ที่ย่านทุ่งบางเขน ที่มีถนนแคบปกคลุมด้วยต้นก้ามปูปลูกอยู่ริมถนนสายพหลโยธิน กรุงเทพฯ ต่างจังหวัดก็มีที่นครปฐม ฉะเชิงเทรา ฯลฯ อาจเป็นเพราะคนไทยมีประชากรไม่มาก การบริโภคไข่ยังมีน้อย เพราะว่าอาหารจากแหล่งธรรมชาติที่คนไทยยังหากินได้ง่ายและมีมาก ทั้ง หอย ปู ปลา จากน้ำจืด และราคาอาหารทะเลมีราคาถูก พืชพรรณไม้จากป่าในช่วงฤดูฝนมีหลากหลาย และชาวบ้านนำมาขายในราคาถูก คนไทยมีอาหารสมบูรณ์ ทั้ง หมู เห็ด เป็ด ไก่ มีให้บริโภคกัน กาลเวลาเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอาหารจากเนื้อไก่ สุกร ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ เริ่มขาดแคลน และเลี้ยงแบบพื้นที่หลังบ้าน โรคภัยมาระบาดก็เสียหาย คนไทยตระหนักดีว่าขืนไม่มีพันธุ์สัตว์ต่างประเทศนำเข้ามา เนื้อไก่ เนื้อสุกร เห็นจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาบริโภคภายในประเทศอย่างแน่นอน นั่นคือ จุดเปลี่ยนของอาชีพเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยที่ต้องเร่งพัฒนาหาพันธุ์สัตว์ที่มีประสิทธิภาพนำมาขยายพันธุ์ เพื่อทำเป็นอาชีพในลักษณะธุรกิจทั้งไก่ไข่
ยุคเศรษฐกิจอย่างเช่นทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีอาชีพเสริมเข้ามารองรับอีกหนึ่งช่องทางคงดีไม่น้อยทีเดียว เพื่อที่อย่างน้อยไม่เกิดภาวะหนี้สินจากรายจ่ายมากกว่ารายรับ ซึ่งอาชีพเสริมอยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมองหาและสนใจในการประกอบอาชีพด้านไหน อย่างเช่นทำในแบบที่ตนเองถนัดหรือดูตามความเหมาะสมของพื้นที่ก็ทำได้เช่นกัน อย่างเช่นการทำปศุสัตว์เองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่หลายๆ คนให้ความสนใจ เพราะนอกจากไม่ต้องเฝ้าอยู่ตลอดวันแล้ว ยังสามารถไปทำกิจกรรมหรืองานอื่นๆ ควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย คุณสงกรานต์ ทามูล อยู่บ้านเลขที่ 246 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เลือกเลี้ยงไก่ดำเป็นอาชีพเสริมรายได้ โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ โดยเพาะพันธุ์ไก่ดำและเลี้ยงให้โตจนใหญ่ จำหน่ายแบบลูกไก่และนำไปประกอบอาหาร เกิดเป็นรายได้หลากหลายช่องทางทำเงินให้กับเขาได้อย่างดี คุณสงกรานต์ เล่าว่า มีอาชีพทำไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ประมาณ 40 ไร่ ต่อมาได้มีภาครัฐเข้ามาส่งเสริมเรื่องการเลี้ยงไก่ดำเพื่อเป็นอาชีพเสริม เขาเกิดความสนใจและอยากจะนำมาเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์จำหน่าย เพื่อมีเงินใช้จ่ายรายเดือนใน
การทำปศุสัตว์ในยุคนี้ได้มีการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมมากขึ้น โดยผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องเฝ้าสัตว์อยู่ในแต่ละวัน สามารถออกไปทำงานประจำในช่วงเวลาที่กำหนดได้ และหลังเลิกงานและช่วงวันหยุดก็มาดูแลสัตว์ที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยามว่าง ที่คนรักการเลี้ยงสัตว์สามารถทำควบคู่เสริมไปพร้อมกับการทำงานประจำได้ คุณชัยวัฒน์ คัชเคียน อยู่บ้านเลขที่ 139 หมู่ที่ 1 ตำบลนาปัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นผู้ที่มีความผูกพันกับการทำปศุสัตว์มาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบใหญ่จนมีงานประจำทำและได้มาอยู่บ้าน เขาจึงเลี้ยงโคเนื้อเพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้อีกช่องทาง โดยใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุดมาดูแลโคที่เขาเลี้ยง สามารถเกิดเป็นรายได้หลักแสนต่อปีเลยทีเดียว ผูกพันกับการทำปศุสัตว์ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คุณชัยวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อยังเป็นเด็กจำความได้ว่าเห็นครอบครัวเลี้ยงสัตว์มานานแล้ว สมัยนั้นครอบครัวเลือกเลี้ยงกระบือ โดยเขาเองก็จะช่วยคุณตาเลี้ยงอยู่เสมอๆ ในช่วงวันหยุดและหลังเลิกเรียน ต่อมาได้จำหน่ายกระบือออกไปทั้งหมดและซื้อโคเนื้อเข้ามาเลี้ยงแทนจึงทำให้เริ่มเลี้ยงโคมาจนถึงปัจจุบัน “พอเราโตขึ้น ต้องไปเรียนเร
“ไข่จุลินทรีย์ ดร.สุวรรณ” เริ่มต้นจากความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาการผลิตปศุสัตว์ในจังหวัดน่าน โดย รศ.น.สพ.เกรียงศักดิ์ พูนสุข คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.สุวรรณ ช่างกลึงดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พื้นที่จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปลายปี 2548 เป็นต้นมา โดยวิธีการสุ่มเก็บตัวอย่าง คัดเลือกและวิจัยจุลินทรีย์ที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ปลา มูลสุกร และไก่พื้นบ้าน ที่มีความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 11 สายพันธุ์ คัดเลือกจนเหลือ 7 สายพันธุ์ นำมาผสมเป็นอาหารเสริมจุลินทรีย์ใช้ผสมในอาหารไก่ไข่ทดลองในระยะการเจริญเติบโตและระยะการให้ผลผลิต จำนวน 2,500 ตัว เพื่อทดสอบความสามารถในการให้ผลผลิตไข่และความสามารถในการป้องกันโรค สรุปผลได้ว่า ลูกไก่ไข่มีอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารดีกว่ากลุ่มลูกไก่ที่ไม่ได้รับอาหารเสริมจุลินทรีย์ ลูกไก่โตเป็นไก่สาวเร็ว สามารถให้ไข่ฟองแรกเมื่ออายุ 15-17 สัปดาห์ แม่ไก่สามารถให้ไข่ไก่ฟองโตและมีอายุการให้ไข่ไม่น้อยกว่า 90 สัปดาห์ จุลินทรีย์ช่วยให้เปลือกไข่ไก่แข็งแรง ไก่จุลินทรีย์ ที่เลี้ยงแบบปล่อยฝูงสามารถให้ไข่ได้เฉล
โคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน เกิดจากการพัฒนาให้มีเลือด 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์บราห์มัน 25 เปอร์เซ็นต์ พันธุ์พื้นเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ และพันธุ์ชาโรเลส์ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นโคที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีสีขาวครีมเหลืองทั้งตัวดูสง่างาม จึงถือว่าเป็นโคที่มีส่วนผสมผสานคุณสมบัติด้านดีของแต่ละสายพันธุ์เข้าด้วยกัน คือ สายพันธุ์บราห์มันมีลักษณะเด่นที่โครงสร้างร่างสูงใหญ่ แข็งแรง พันธุ์พื้นเมืองมีลักษณะเด่น คุ้นเคยและทนต่อสภาพอากาศได้ดี และสายพันธุ์ชาโรเลส์ สร้างเนื้อได้มาก คุณภาพดี โตไวในสภาพการเลี้ยงเพื่อขุนเป็นโคเนื้อ จึงถือได้ว่าโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน เป็นโคที่มีการปรับปรุงพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีเลิศ มีความสมบูรณ์พันธุ์ ได้แก่ มีความทนต่อสภาพอากาศจึงเหมาะสมที่เลี้ยงในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย นอกจากนี้ โคยังเป็นสัดเร็ว ผสมติดง่าย ทำให้ได้ลูกโคทุกปีแม้วัวจะไม่ค่อยได้กินอาหารที่สมบูรณ์เท่าที่ควร ซึ่งการเลี้ยงสามารถปล่อยให้กินหญ้าตามทุ่งหญ้าทั่วไปได้เหมือนโคไร่ทุ่งทั่วไป แต่ถ้าต้องการส่งจำหน่ายเพื่อเป็นโคเนื้อที่มีเนื้อคุณภาพ การเลี้ยงต้องมีขั้นตอนมากขึ้นเป็นไปตามมาตรฐาน ดร.คณิต สุขรัตน์ ได้ศึกษาและเลี
