การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมีเทน (CH4) สู่บรรยากาศ เป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยประเทศไทยขานรับนโยบายประชาคมโลก ลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์( Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608
อย่างไรก็ตาม การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้สำเร็จ ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องกำจัดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ออกจากชั้นบรรยากาศร่วมด้วย

“ ยางพารา” มีศักยภาพสูงดูดซับคาร์บอน
ในปี 2569 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมประมาณ 23.8 ล้านไร่ โดยมีสวนยางที่เปิดกรีดแล้วประมาณ 22.5 ล้านไร่ ปัจจุบัน การปลูกยางพารา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ โดยเกษตรกรชาวสวนยางมีโอกาสสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 805 บาท/ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาซื้อขายในตลาดและต้นทุนการขึ้นทะเบียน
ตลาดคาร์บอน
การจัดการคาร์บอนเครดิตจะผ่านกลไกที่เรียกว่า ตลาดคาร์บอน ซึ่งเป็นแหล่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อนำ สินค้าที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต มาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน สำหรับนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมสำหรับหน่วยงาน องค์กร กิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง โดยการกำหนดราคาคาร์บอนเครดิต ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคำนึงถึงผลกระทบของการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งต้นทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ตลาดคาร์บอนประกอบด้วย 2 ตลาดหลัก คือ ตลาดภาคบังคับ และตลาดภาคสมัครใจ ทั้งนี้ เกษตรกรไทยสามารถนำสวนยางพาราขึ้นทะเบียน โครงการ T-VER เพื่อขายคาร์บอนเครดิตด้วยความสมัครใจผ่าน การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

ผลศึกษาของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พบว่า ยางพารา 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ 47.4KgCO2eq/ปี ถือเป็น ไม้ยืนต้น ลำดับที่ 4 ที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับก๊าซ CO₂ รองจากโกงกาง ยูคาลิปตัส และกระถินเทพา
ทั้งนี้ อายุของต้นยางพารามีผลต่ออัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยต้นยางพารา อายุ 6-10 ปีมีศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด เฉลี่ย 4.9 tCO2eq/ไร่/ปี รองลงมาคือ ยางพาราอายุ 11-15 ปี ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 4.4tCO2eq/ไร่/ปี ขณะที่ยางต้นเล็กอายุ 1–5 ปี กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงปีละ 1.07 ตัน/ไร่เท่านั้น เมื่อต้นยางอายุ 16 ปีขึ้นไปศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงตามลำดับ
เนื่องจากการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นกระแสหลักระดับโลกที่ทวีความสำคัญมากขึ้น ประกอบกับภาคเอกชนมีความตื่นตัวในการสนับสนุนโครงการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากยิ่งขึ้น และมีความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงและช่วยกักเก็บคาร์บอนในเนื้อไม้ได้ดี ทำให้ยางพารามีศักยภาพสูงต่อการเพิ่มอุปทานของคาร์บอนเครดิต

นำร่องขายคาร์บอน 5แสนไร่
ในปีนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต ในบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เปิดตัวโครงการคาร์บอนเครดิตในสวนยางตามมาตรฐาน T-VER ลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย ( T-VER) โดยกระบวนการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นยางพารา จะถูกแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ที่สามารถซื้อขายได้ตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อสร้างรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางได้กว่า 60,000 ครัวเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ กยท. ตั้งเป้าหมายดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต ให้ครอบคลุมพื้นที่สวนยาง ทั้ง 20 ล้านไร่ ทั่วประเทศภายในปี พ.ศ. 2593 หากเกษตรกรชาวสวนยางท่านใดสนใจเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด หรือ สาขา ใกล้บ้านได้ ตามวันและเวลาทำการ

