พืชทำเงิน
เกษตรอินทรีย์ หมายถึง ระบบการจัดการ การผลิตด้านการเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์ รวมทั้งไม่ใช้พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์โดยเน้นการแปรรูป ด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน ดังเช่น คุณอนิวรรตน์ พาน้อย เกษตรกรที่ผ่านประสบการณ์จากการไปค้าแรงงานต่างประเทศ อาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยหันหลังให้กับอาชีพดังกล่าว กลับมาพลิกพื้นดินที่เป็นมรดกของพ่อแม่ ให้เป็นแผ่นดินที่ปลอดภัยจากสารเคมี มาเป็นเกษตรอินทรีย์หนึ่งเดียวของจังหวัดหนองบัวลำภู คุณอนิวรรตน์ พาน้อย เดิมทีมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง รับสร้างบ้าน เกิดปัญหาสภาวะความผันผวนทางด้านการเงิน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าแรงงาน ทำให้อาชีพผู้รับเหมาก่อสร้างมีปัญหามากมาย แต่ไม่คิดย่อท้อต่อชะตาชีวิต สู้ไปเรื่อยๆ เมื่อ ปี พ.ศ. 2556 จึงได้วางแผนมาทำการเกษตรในพื้นที่ของตนเองต่อจากพ่อและแม่ ในพื้นที่ จำนวน 25 ไร่
ทุกวันนี้เกษตรกรทุกภาคต่างเริ่มช่วยเหลือตัวเองเพื่อความอยู่รอด เพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน พื้นที่ต่างๆ ที่มีช่องว่างต่างปลูกพืชแซมกันมาก ทั้งพืชไร่ พืชผัก ผลไม้ เอาไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็จะนำไปขายที่ตลาด หรือมีคนมาซื้อไปจากที่สวนเลยเพื่อสะดวกทั้งสองฝ่าย ด้วยเหตุเดียวกัน “ไร่ชวนฝัน” แห่งเมืองรถม้า นครเขลางค์ ที่มีพื้นที่ประมาณ 150 ไร่ มีการปลูกพืช ผลไม้และต้นโกโก้นำมาทดลองปลูก และมีหลากหลายสายพันธุ์ของชนิดผลไม้ และต้นโกโก้ที่นำมาปลูกเป็นพืชแซมระหว่างต้นยางพาราที่เริ่มกรีดยางแล้ว ต้นโกโก้ก็เริ่มให้ผลผลิตบ้างแล้ว ลองมาฟังความคิดเห็นของ คุณสายัณห์ ปานพินิจ เจ้าของและผู้จัดการไร่ชวนฝัน “ต้นโกโก้ที่นำมาปลูกแซมกับต้นยางพารา ได้ศึกษาและเห็นว่าต้นโกโก้มีคุณสมบัติและให้ประโยชน์หลายอย่าง นำเอาเมล็ดมาทำขนมช็อกโกแลต เนย เครื่องสำอาง ล้วนมีราคาและดูแลง่าย ปลูกได้ 3 ปี ก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว เก็บทุก 15 วัน อายุยืน ปลูกครั้งเดียวอยู่ไปตลอดชีวิต ตามที่ศึกษาพบว่า ผลตอบแทนอาจจะได้ถึงไร่ละ 62,000 บาท ต่อปี ที่ไร่เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นโกโก้ชอบแสงแดดรำไร ชอบความชื้นสูง ฝนตกชุก ทาง
การปลูกพืชคลุมดินในสวนยาง เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในสวนยาง ทั้งนี้เศษซากพืชคลุมดินเมื่อย่อยสลายกลายเป็นอินทรีย์วัตถุจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยปรับโครงสร้างดินและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้การเจริญเติบโตดี เปิดกรีดได้เร็วขึ้นและให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มขึ้นด้วย การปลูกพืชคลุมดินไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน รักษาความชื้นในดิน ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดวัชพืช ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในดิน ได้แก่ จุลินทรีย์ เช่น เชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ และสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดิน เช่น มด แมลง หนอน ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ และยังช่วยเพิ่มฮิวมัสให้แก่ดินอีกด้วย สถาบันวิจัยยาง ได้มีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชคลุมดินในสวนยางช่วงเวลาเดียวกันกับการปลูกยาง โดยปลูกในระหว่างแถวยางที่ไม่มีการปลูกพืชแซมยาง พืชคลุมดินที่นิยมปลูกในสวนยาง ได้แก่ พืชคลุมดินตระกูลถั่ว เช่น คาโลโปโกเนียม เซ็นโตรซีมา และเพอราเรีย เป็นต้น ปัจจุบันมีพืชคลุมดินอีกชนิดหน
หลายคนคงเคยได้ยินกับคําพูดที่ว่า “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้าไม่เกิดวิกฤตก็คงไม่มีโอกาส” กันมามากพอสมควรแล้ว ครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะขอนําเสนอหญิงแกร่ง และถือเป็นบุคคลตัวอย่างอีกหนึ่งท่าน ที่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างน่าภาคภูมิใจ จากที่เคยมีหนี้สินหลักล้าน ชีวิตพลิกกลับมามั่งคั่งอีกครั้งจากการขายดิน ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ดินคุณตา” จนปลดหนี้หลักล้านได้ และไม่เพียงแค่ปลดหนี้ได้ แต่เธอคนนี้สามารถรวยได้จากการขายดิน คุณปุณยภัสร์ จิราเมธาฐิติโชติ หรือ พี่นุ่น อยู่บ้านเลขที่ 89/1 หมู่ที่ 7 บ้านตะโก ตําบลพุดซา อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้พลิกวิกฤตล้มเหลวจากการทําธุรกิจส่วนตัว สู่การพัฒนา ต่อยอดอาชีพเกษตรกรรมของครอบครัว จนสามารถปลดหนี้ และกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้งด้วยอาชีพขายดิน “ขายดินก็รวยได้” พี่นุ่น เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทําธุรกิจดินถุงปลูกต้นไม้ ตนทําธุรกิจส่วนตัวมาก่อนแล้วเกิดปัญหาการขาดทุนเป็นจํานวนเงินสูงกว่า 4-5 ล้านบาท กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ต้องมานั่งปรึกษากับคุณพ่อ คือ คุณตาทวน สกุลรัตนาพันธุ์ เจ้าของที่มาของดินคุณตาในปัจจุบันนี้ว่า จะไปทางไหนกันต่
ผู้เขียนเกิดมาท่ามกลางสวนมะพร้าวที่รายล้อม แม้ว่าบ้านอยู่ท้ายตลาดอัมพวาก็ตาม แต่ก็เต็มไปด้วยสวนมะพร้าว มีทั้งไว้เก็บผลและไว้ทำน้ำตาล จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่ปลูกมะพร้าวและทำน้ำตาลมะพร้าวมากจังหวัดหนึ่ง แต่สถิติการปลูกมะพร้าวกลับมีจำนวนที่ลดลงจากอดีต ตัวอย่าง ในปี พ.ศ. 2526 จังหวัดสมุทรสงคราม เคยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 124,790 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกเพื่อเก็บผล ประมาณ 35,567 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกเพื่อทำน้ำตาล ประมาณ 89,223 ไร่ ในปี พ.ศ. 2557 พื้นที่การปลูกมะพร้าวได้ลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือพื้นที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 72,976 ไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกเพื่อทำน้ำตาลเพียง 16,428 ไร่ เท่านั้น พื้นที่ที่หายไปเหล่านั้นหายไปไหนหมด การทำน้ำตาลมะพร้าว เป็นอาชีพดั้งเดิมอยู่คู่จังหวัดสมุทรสงครามมาช้านานกว่า 200 ปี ซึ่งบริเวณใกล้ปากอ่าวลุ่มน้ำแม่กลองเต็มไปด้วยพื้นที่สวนปลูกมะพร้าวและมีการทำน้ำตาลมะพร้าวในบริเวณบางนางจีนและบางขันแตกกันเป็นส่วนมาก (ปัจจุบัน เป็นตำบลท้ายหาด และตำบลบางขันแตก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม) การทำน้ำตาลมะพร้าว เป็นการนำน้ำตาลสดที่ได้จากช่อดอกมะพร้าว ที่เรียกว่า “จั่
พูดถึง กระเจียว หลายคนคงนึกถึงภาพทุ่งกระเจียวสีชมพูอมม่วงที่สวยสดงดงามในช่วงหน้าฝน ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ แต่ในความเป็นจริงดอกกระเจียวใช่จะมีไว้ดูเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่บางสายพันธุ์ยังสามารถนำมารับประทานได้ด้วย ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยรับประทานดอกกระเจียวมาก่อน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในจังหวัดยโสธรรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะรับประทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะการนำมาต้มจิ้มน้ำพริกต่างๆ ซึ่งใครที่เคยได้ลิ้มรสต่างติดใจกันเป็นแถว ดอกกระเจียวหวาน ทำได้สารพัดเมนู ด้วยความที่เห็นช่องทางการตลาดอันสดใสของดอกกระเจียว คุณเมืองชัย ทองลา หรือ คุณโบ้ ซึ่งจบ ปริญญาตรี (เทคโนโลยีการผลิตสัตว์) สาขาส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ จึงได้รวมกลุ่มชาวบ้านจดทะเบียนจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนดอกกระเจียวหวานบ้านโคกนาโก” อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร โดยตัวเขาเองทำหน้าที่เป็นเลขานุการของกลุ่ม จากแรกเริ่มมีแค่ 20 คน ตอนนี้เพิ่มเป็น 50 คนแล้ว ปัจจุบันมีเนื้อที่ปลูกโดยรวมประมาณ 20 ไร่ และมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก เพราะเห็นชัดว่าเป็นพืชเสริมที่ทำ
มะแข่น หรือมะแขว่น ในบางท้องถิ่นก็เรียก พริกหอม หมากมาศ หมากแก่น มะแว่น ลูกระมาศ มะแขว่นจัดเป็นไม้ยืนต้นที่ชาวเหนือนิยมเอาผลและเมล็ดแห้งมาประกอบอาหาร รวมทั้งนำมาใช้เป็นสมุนไพร เนื่องจากผลแห้งมีกลิ่นหอมแรงและมีรสเผ็ดร้อน ทำให้ช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อยมากขึ้น มะแขว่นเป็นไม้ที่พบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบมากในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ พม่า และลาว ในประเทศไทยมีอยู่ทั่วไป ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือ ซึ่งชาวเหนือเป็นเครื่องเทศหลักในการประกอบอาหารและรับประทานเป็นเครื่องเคียงอาหารประเภทลาบ มะแขว่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ คุณสุพัฒธณกิจ โพธิ์สว่าง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า พืชสกุลมะแขว่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ พบในพื้นที่ภาคเหนือ 9 ชนิด มีการนำมาบริโภค 3-4 ชนิด ได้แก่ มะแขว่น มะข่วง และมะก๊าด ส่วนมะแขว่นสายพันธุ์ไต้หวันยังไม่นิยมบริโภคมากนัก เนื่องจากมีกลิ่นและรสชาติแตกต่างจากมะแขว่นสายพันธุ์พื้นเมือง มะแขว่น หรือมะแข่น ถือเป็นพืชเศรษฐกิจประจำภาคเหนือตอนบนของเมืองไทย นิยมนำมาประกอบอา
เพกาต้นเตี้ย เป็นพืชในตระกูลแคหางด่าง มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ที่มาเลเซีย หรือที่จังหวัดนราธิวาส เรียก เบโด ภาษาทางเหนือเรียก มะลิ้นไม้ หรือมะลิดไม้ จังหวัดเลยเรียก หลิ่นไม้ ลิ้นฟ้า เพกา เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย โดยพบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ มีทั้งต้นสูงและต้นเตี้ย สายพันธุ์เพกาที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรฉะเชิงเทรา ปลูกทดสอบ มีลักษณะเด่นคือ ต้นเตี้ย ให้ผลผลิตเร็ว ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ปักชำ และการชำราก ต้นโตเต็มที่ สูงเพียง 4-5 เมตร เก็บฝักอ่อนได้ง่าย ฝักมีขนาดใหญ่และยาว มีดอกและติดฝักได้เร็ว ปลูกประมาณ 6-8 เดือน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว เพกา เป็นพืชอาหารในตำรายาแผนโบราณของจีน ระบุสรรพคุณ ผลหรือฝักของเพกา มีสรรพคุณแก้อักเสบ ลดไข้แก้ปวด มีสารป้องกันโรคภูมิแพ้ มีรายงานผลการวิจัยจากหลายแหล่งระบุว่า การแสดงฤทธิ์ของเพกาสารสกัดจากเปลือก ราก มีฤทธิ์ลดกรดในกระเพาะ ป้องกันเยื่อบุทางเดินอาหาร ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ตลอดจนช่วยบรรเทากรดไหลย้อนหลอดอาหารและหลอดอาหารส่วนบน และมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
“มะนาว” พืชเศรษฐกิจสำคัญคู่ครัวไทยมานาน นอกจากรสชาติเปรี้ยว ที่ใช้ในการปรุงรสเพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารให้มีความจัดจ้านมากขึ้นแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยา เพราะฉะนั้นจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทำไม มะนาว จึงกลายเป็นพืชในกระแสที่เกษตรกรไทยให้ความสนใจที่จะปลูกเป็นพืชสร้างรายได้มาตลอดกาล คุณพนัชกร ทรงวัฒนา หรือ คุณมุก อยู่บ้านเลขที่ 88 หมู่ที่ 1 ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ทายาทรุ่นที่ 3 ของ สวนวัฒนาการเกษตร ดีกรีปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยศิลปากร อดีตพนักงานออฟฟิศเมืองกรุง ผันตัวเป็นเกษตรกรสานต่องานสวนมะพร้าวน้ำหอม และสวนมะนาวแป้น บ้านแพ้ว ของที่บ้าน โดยมีคุณพ่อเป็นพี่เลี้ยงสอนงานในสวนจนเริ่มเกิดความชำนาญ มาผสมผสานกับความคิดของคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นเสาหลักในการทำตลาด การแปรรูป รวมถึงการสร้างมาตรฐาน GAP และ GI ให้กับผลไม้ภายในสวน เกิดเป็นรายได้ให้ครอบครัวและคนในชุมชน “มะนาวแป้น บ้านแพ้ว” เปลือกบาง น้ำเยอะ มีความหอมพิเศษ คุณมุก บอกว่า ที่สวนวัฒนาการเกษตรแห่งนี้ เป็นสวนที่คุณพ่อได้รับมรดกสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นก๋ง ตนเป็นรุ่นที่ 3 เข้ามาเรียนรู้งานตั้งแต่การปลูก การดูแลผลผลิตในสวน รวมถึงการเข้ามา
หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ในปี 2542 คุณชลรัตดา จันนา หรือ คุณนก ก็เข้าทำงานในบริษัทเอกชน ในแผนกบรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้ง แต่หลังจากทำงานได้เพียง 2 ปี ก็ค้นพบว่าตนเองไม่ชอบทำงานที่ต้องตอกบัตรเข้างาน และทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกับใคร จึงตัดสินใจลาออกกลับมาอยู่กับพ่อแม่ที่ตั้งรกรากทำมาหากินที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยพ่อแม่ของคุณนกเปิดร้านขายของชำอยู่แล้ว เมื่อคุณนกลาออกจากงานพร้อมเงินเก็บที่มี 50,000 บาท มาเปิดร้านอาหารตามสั่งภายในพื้นที่เดียวกันกับบ้านที่เปิดขายของชำ ซึ่งกิจการก็เป็นไปด้วยดี มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย กระทั่งในปี 2563 ที่มีการระบาดของโควิด-19 น้องชายที่เคยทำงานเป็นช่างไฟฟ้าที่ทำงานกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างก็มีงานน้อยลงหรือแทบจะเรียกว่าไม่มีงานทำก็ได้ และลูกค้าของร้านก็ลดลงอย่างมาก เพราะผู้คนเริ่มตกงาน ประหยัดการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่รายจ่ายในชีวิตประจำวันยังคงเท่าเดิมและบางอย่างก็เพิ่มขึ้นด้วย จากจุดนั้นทำให้คุณนกเกิดความคิดว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มีรายได้เข้ามาเพิ่มเติมเพราะคุณนกเองก็มีลูกชาย 1 คนที่ต
